Head วิเคราะห์หุ้น

วิเคราะห์สภาพคล่องกลุ่มธนาคาร

ตอน: วิเคราะห์สภาพคล่องกลุ่มธนาคาร

พี่หลุย: พงศกร วันนี้พี่เปิดงบธนาคารแห่งหนึ่งดู แต่ก็ต้องงงเป็นไก่ตาแตกเมื่อพบว่างบธนาคารไม่มีการแยกระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน ไม่รู้ว่านักบัญชีเขาทำงบผิดหรือเปล่า

พงศกร: ไม่ผิดหรอกครับ เขาทำถูกแล้ว ไม่เชื่อพี่ลองไปเปิดดูงบธนาคาร ไม่ว่าจะเป็น BAY BBL KBANK SCB ฯลฯ งบเขาก็ไม่มีการแบ่งสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เหมือนกันหมดแหละครับ

พี่หลุย: อ่าว แล้วอย่างนี้พี่จะดูได้ยังไงหละว่าธนาคารมีสภาพคล่องทางการเงินดีหรือไม่ เพราะที่เรียนมาการจะเช็คสภาพคล่องทางการเงินเราต้องเอาสินทรัพย์หมุนเวียน มาหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน แล้วดูว่าอัตราส่วนมากกว่า 1.5 หรือไม่ ถ้ามากกว่าก็ถือว่าบริษัทมีสภาพคล่องโอเค หรือถ้าจะดูสภาพคล่องให้ลึกๆหน่อยที่พี่เรียนมาก็ต้องใช้ Quick Ratio หรืออัตราสภาพคล่องอย่างแท้จริง แต่ก็เจอปัญหาเดียวกับอัตราส่วนที่พี่พึ่งพูดถึงไป คืองบไม่มีการแบ่งสินทรัพย์หมุนเวียน-สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะฉะนั้นก็หาอัตราส่วนไม่ได้

พงศกร: อันนี้พี่ก็ต้องเริ่มใช้จิตวิญญาณนักลงทุนในการวิเคราะห์สภาพคล่องหุ้นธนาคารดูหละครับ เพราะไม่สามารถใช้สูตรวิเคราะห์สภาพคล่องแล้ว สำหรับผมแล้วธนาคารในไทยผมไม่ห่วงเรื่องสภาพคล่องเลยนะครับพี่

พี่หลุย: อ่าว ทำไมถึงไม่ห่วงหละ

พงศกร: เพราะทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 40 เพราะฉะนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยและตัวธนาคารเอกชนเอง จึงมีมาตรการปล่อยสินเชื่อค่อนข้างเข้มงวด กว่าจะปล่อยสินเชื่อแต่ละทีต้องมีการประเมินความเสี่ยงอย่างพิถีพิถัน เพราะถ้าปล่อยไปแล้วลูกหนี้เกิดจ่ายทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นคืนไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นกับธนาคารครับ

พี่หลุย: ถ้าเกิดว่าจ่ายดอกและต้นไม่ไหวก็จะกลายเป็นหนี้เสีย ถ้าธนาคารมีหนี้เสียมากๆ รายได้ก็จะน้อยลง เพราะรายได้สำคัญของธนาคารมาจากดอกเบี้ย และนอกจากจะไม่ได้ดอกเบี้ยแล้วยังเสียเงินต้นที่ปล่อยกู้ไปอีกด้วย

พงศกร: ถูกต้องครับ กว่าจะฟ้องร้องเข้ายึดทรัพย์สินมาขายทอดตลาดก็ใช้เวลาพอสมควร ทำให้แบงก์เสียโอกาสในการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้แบงก์เลยหันมาเน้นเข้มตั้งแต่ด่านแรกเลยคือมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ เมื่อลูกหนี้มีคุณภาพโอกาสที่แบงก์จะได้เงินคืนก็สูง สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทก็จะไม่มีปัญหา เพราะฟันเฟื่องทุกตัวกำลังหมุนเข้าที่ ช่วยกันผลักดันให้กำไรโตขึ้น

พี่หลุย: พงศกรพูดแบบนี้แปลว่าถ้าอยากดูสภาพคล่องทางการเงินของธนาคารให้ดูที่อัตราหนี้สูญ ถ้าอัตรานี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็ต้องเริ่มระวัง เพราะถ้า
เพิ่มขึ้นเยอะมากๆ เงินสำรองที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งให้สำรองไว้ และรายการสงสัยจะสูญที่ตั้งไว้ก็อาจไม่พอ เมื่อเงินสำรองไม่พอก็จะทำให้แบงก์สูญเสียสภาพคล่อง เพราะการมีหนี้เสียนอกจากจะเสียรายได้จากดอกเบี้ยรับแล้วยังต้องเสียเงินต้นที่ปล่อยกู้ไปอีกด้วย

เอ้แต่เดี๋ยวก่อนนะ โดยปกติตอนปล่อยกู้ธนาคารจะต้องให้วางสินทรัพย์ค้ำประกันหนิครับ ถ้าลูกหนี้ผิดนัดแล้วธนาคารยึดทรัพย์สินมาขายทอดตลาด ธนาคารก็ยังได้เงินมาเสริมสภาพคล่องอยู่ดีหนิครับ

พงศกร: มันก็จริงอยู่ว่าธนาคารจะเอาทรัพย์สินค้ำประกันเงินกู้ที่ยึดมาได้ขายทอดตลาด แต่กว่าธนาคารจะทำเรื่องยึดทำเรื่องประกาศขายก็ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นผมเลยมองว่าการที่ธนาคารมีหนี้เสียเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจะทำให้สภาพคล่องทางการเงินของธนาคารสั่นคลอนได้

ถ้าเราอยากรู้สภาพคล่องทางการเงินของธนาคารผมว่าเอาหนี้เสียหารด้วยหนี้ทั้งหมดที่ธนาคารปล่อยกู้ ถ้าอัตราส่วนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมจะเริ่มเหงื่อตก และไม่ได้เริ่มเหงื่อตกเพราะว่าแบงก์ที่ผมไปลงทุนอาจมีปัญหาสภาพคล่องนะครับ แต่เริ่มเหงื่อตกเพราะอัตราส่วนหนี้เสียหรือ NPL เป็นตัวบ่งชี้ถึงเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมว่ากำลังไปในทิศทางใดอีกด้วย

ด้วยรัก
พงศกร บุญวรเมธี