ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

VI กับ เทคนิค

การเล่นหุ้นที่ไม่รู้จักตัวเอง จะเกิดคำถามตลอดเวลา ว่าตกลงแล้วเล่นหุ้นแนวไหนจะพาให้การลงทุนหุ้นของเราประสบความสำเร็จ

แนว VI ดีหรือแนวเทคนิค

การหาว่าเล่นหุ้นวิธีไหนดี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องไม่มีความเสี่ยง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มันจะได้เต็มที่ก็ผลลัพธ์ที่เกิดความเสี่ยงต่ำที่สุด

แล้วความเสี่ยงต่ำที่สุด ก็คือการเจ๊งในเงินลงทุนที่น้อยที่สุด ยามเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น เช่น วิเคราะห์ผิด วิเคราะห์พลาด ไปจนถึงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้หุ้นตกแบบระเนระนาด

แนว VI เจ็บหนักสุด หรือแนวเทคนิคเจ็บหนักสุด

คำตอบต่อคำถามนี้ไม่ยากเลย ขอตอบว่า แนวเทคนิคเจ็บหนักสุด สาเหตุเพราะมุ่งหาหุ้นที่จะเล่นสั้น เอากำไรสั้นๆ ทำให้เกิดการหลวมตัวหลงไปเล่นหุ้นที่ราคาหุ้นแพงลิ่วไปแล้ว และเทคนิคบอกว่า มันจะไปต่อ

การเล่นหุ้นแนวเทคนิค จึงเป็นการเล่นตามอารมณ์ ตามกระแสของตลาด ง่ายที่จะถูกหลอก สร้างสถานการณ์ให้สัญญาณทางเทคนิคออกมาดี

จะเห็นกรณีการปั่นหุ้นหลายๆ เคสที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ข่าวที่เกิดขึ้นแทนที่จะจับเอาวิธีการปั่นที่เกี่ยวข้องกับการหลอกข้อมูลทางเทคนิคมาตีแผ่ เพื่อให้เกิดบทเรียนแก่นักลงทุนที่ชอบเล่นหุ้นด้วยการใช้เครื่องมือทางเทคนิค จะได้รู้สักทีว่าที่ตัวเองหลงเชื่อว่า มันพึ่งได้ จริงๆ แล้ว มันพึ่งไม่ได้

เครื่องมือทางเทคนิคกลายเป็นเหยื่อที่เกี่ยวปากนักลงทุนให้ถูกตวัดขึ้นจากน้ำ ลอยเท้งเต้งกลางอากาศ มีปากถูกเกี่ยวเอาไว้กับเบ็ด โดยที่ปลายคันเบ็ดมีเจ้ามือกำลังสาวคันเบ็ดอย่างใจเย็น

ขอยกตัวอย่าง

(1) อย่างการดู Hi Low ว่าจะทำลายสถิติเดิม

(2) อย่างการดูวอลุ่มที่หนาแน่น

(3) อย่างการดูราคาปิดที่กดราคาหุ้นให้ต่ำ เปิดตลาดลากขึ้น 2 – 3 ช่อง เป็นการลากเพื่อจะออกของจากที่ซื้อสะสมเอาไว้ในอดีต แต่คนอ่านสถิติ อ่านค่าไปสร้างระบบ สร้างสูตรว่า เป็นสัญญาณการเข้าซื้อ ซึ่งเมื่อเข้าซื้อจริงๆ ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปแต่ตอนที่วิ่งขึ้นไป ระหว่างทางก็มีเจ้ามือทยอยขายออกมาโดยตลอด กลายเป็นว่าเกิดการสร้างสูตรที่คิดและรู้สึกไปเองว่า สูตรนี้ใช่ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ มันขึ้นก็จริง แต่เสี่ยงเหลือเกินกับการติดหุ้น

ทั้งหมดของเครื่องมือทางเทคนิค ไม่ต้องเอางบการเงินมาดู ดังนั้นการวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานจึงไม่ต้องสนใจ

สนใจสถิติปริมาณการซื้อขาย และราคาอย่างเดียว ทั้งสถิติในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน

คนเล่นหุ้นที่เอาเครื่องมือทางเทคนิคมาทำการตัดสินใจ จึงไม่ค่อยที่จะมีความสุขกับการลงทุน เพราะสัญญาณทางเทคนิคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้การลงทุนต้องเป็นการลงทุนระยะสั้นเท่านั้น จะไม่กล้าที่จะถือยาว

ภาพของการลงทุนในความรู้สึกจึงเป็นพฤติกรรมของการเล่น (ไม่ใช่ลงทุน) หรือหลายคนพูดว่า การพนัน ซึ่งตาดีได้ ตาร้ายเสีย

กระบวนการปั่นหุ้นของเจ้ามือทั่วโลก หากจะปั่นหุ้นตัวใดจะต้องเข้าซื้อที่ราคาต่ำสุดๆ โดยสร้างสัญญาณกราฟให้ขาย และเมื่อเก็บของได้ที่จะค่อยๆ ซื้อๆ ขายๆ กันเอง ทำให้ราคาขยับปรับตัวสูงขึ้นเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นจะเกิดข่าวดี ตามมาด้วยสัญญาณซื้อทางเทคนิค พาให้แมงเม่าบินเข้ากองไฟ ซึ่งเจ้ามือก็จะทยอยขาย

เครื่องมือทางเทคนิคจึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก หากใช้กับหุ้นที่มีเจ้ามือ

ตรงนี้ผมกำลังหมายถึงว่า หากเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ที่มีเสถียรภาพและโตขึ้นเรื่อยๆ กราฟทางเทคนิคจะออกมาเชื่อถือได้ สูตรทางเทคนิคก็สามารถอ่านหรือทายอนาคตของหุ้นได้

แต่คนเล่นหุ้นก็ต้องไม่ลืมว่า ถ้าคนเล่นหุ้นสามารถวิเคราะห์หุ้นในแนว VI ได้ แล้วเอาความเข้าใจไปดูกราฟ นักลงทุนแนว VI ก็จะเข้าใจการวิเคราะห์ทางเทคนิคไปโดยปริยาย และสามารถจะรู้อีกด้วยว่า เพราะอะไรช่วงนั้นช่วงนี้จึงมีปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ผิดปกติไปจากเดิม

VI สามารถทายอนาคต เรื่องการเพิ่มทุน การถูกซื้อกิจการ การออกหุ้นกู้ การที่ผลประกอบการในอนาคตจะออกมาดีแบบถล่มทลาย ซึ่งการทายอนาคตได้นี่แหละ เป็นเหตุให้ VI ที่มีเงินเยอะๆ เข้าไปเก็บหุ้น สร้างเหตุแห่งปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ผิดปกติ และในทำนองเดียวกัน VI ก็จะทยอยขายหุ้นที่ถ้าดูจากกราฟราคาที่ขึ้นมาสูงมากแล้ว เครื่องมือทางเทคนิคบอกให้ซื้อ แต่สำหรับ VI ไม่มีเครื่องมืออะไร นอกจากทฤษฎีประเมินราคาหุ้นบอกว่า ณ จุดที่ราคาหุ้นขึ้นมาสูงสุด พวกเรา VI เลิกดีกว่า VI จึงขายแหลก เกิดปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ผิดปกติ พาให้คนเล่นหุ้นที่ใช้เครื่องมือทางเทคนิคเล่นต่อจาก VI (VI เลิก แต่เทคนิคเล่นต่อ)

VI ลงจากดอยไปแล้ว แต่เทคนิคยังอยู่บนดอย เพราะเทคนิคยากที่จะรู้ราคาสูงสุดที่มีเหตุมีผล

เขียนมาถึงตรงนี้ไม่ได้มีเจตนาจะไปว่า ว่าวิธีการทางเทคนิคไม่ดี เพียงแต่ต้องการเสนอมุมมองให้พิจารณาดู จะได้หาคำตอบแย้งขึ้นมา ก็จะช่วยให้ข้อบกพร่องของการเล่นหุ้นด้วยเครื่องมือทางเทคนิคน้อยลง