Head ถามมาครูตอบไป

ถามมา…ครูตอบไป…

คำถามจากนักเรียนโครงการ CII ห้อง 2 ครับ

เรียนอาจารย์ที่เคารพ

ผมอยากจะขอทวนความเข้าใจของผมเองในประเด็นหาราคาหุ้นสูงสุด

ถ้าหากผมอยากหาราคาหุ้นสูงสุดผ่านวิธี NPV ผมควรใช้ r
หรือผลตอบแทนที่ต้องการของผู้ซื้อ ให้เท่ากับดอกเบี้ยเงินฝาก (ราว 2-3%) แล้วจึงนำมารวมกับ Book value (BV) ล่าสุดของบริษัท จากนั้นจึงนำไปหารด้วยจำนวนหุ้น จึงจะถือเป็นราคาหุ้นสูงสุดที่ควรเป็น

ผมเข้าใจถูกต้องไหมครับ?

แล้วถ้าผมเข้าใจถูกต้อง นั่นก็หมายความว่า ที่อาจารย์ให้เลือกใช้หลักการขี้หมาก็มาจากวิธีนี้ใช่มั้ยครับ?

และขอทวนความเข้าใจอีกประเด็นหนึ่งคือ

การที่อาจารย์แนะนำให้ซื้อหุ้นที่ PBV < 1

เท่าเนี่ยเป็นเพราะเป็นราคาที่ถูกมากๆ เพราะการที่ราคาอยู่ที่ระดับนี้แสดงว่า ตลาดไม่ได้ให้คุณค่ากับกระแสเงินสดในอนาคตที่บริษัทจะทำได้เลย หนำซ้ำยังมองว่าอนาคต ยิ่งทำยิ่งเจ๊งอีก

ดังนั้นหากเราให้ BV (ณ เวลาปัจจุบัน) เป็นเสมือนเงินตั้งต้นลงทุน แล้วหา cash flow (B-C) ในอนาคต จนครบถ้วน และสามารถหา NPV ได้มากกว่า 0 นั่นคือ

ราคาเป้าหมาย ก็คือนำ BV ในงวดปัจจุบัน บวกด้วย NPV ที่หาได้ ดังนั้น ยังไงราคาเป้าหมายของบริษัทดังกล่าว ก็ต้องมี PBV > 1 แน่ๆ

แบบนี้ผมเข้าใจถูกมั้ยครับ? รบกวนชี้แนะลูกศิษย์ผู้นี้ด้วยครับ

ด้วยจิตคารวะครับ
ลูกศิษย์


ตอบลูกศิษย์ :

1) ราคาหุ้นสูงสุดผ่านวิธี NPV ท่านต้องหา WACC ของหุ้นตัวนั้น เพราะเรากำลังหาราคาหุ้นสูงสุดของหุ้นตัวนั้นจากโครงสร้างทางการเงิน (E + D) ของกิจการ

2) เมื่อรู้ B – C และ WACC ราคาหุ้นด้วยวิธี DCF ก็จะออกมา แต่จะออกมา NPV ท่านต้องเอาทุนไปบวก แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นก็จะได้ราคาหุ้นออกมา

3) กรณีที่ CF ไม่จำกัดระยะเวลา จะมีรายการ Terminal Value เกิดขึ้น ไม่ต้องนำทุนเข้าไปบวก (เรียนกับ อ.ดุษิต / อ.สมเกียรติ)

4) หลักขี้หมาที่ใช้คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (E) เมื่อเดา E ได้ ก็เดาจำนวนเงินปันผลว่าจะจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ของ E โดยทั่วไปจะจ่ายกันที่ 40 – 50% ของ E ท่านจึงรู้เงินปันผล (D) และเอาเงินปันผลนี้เทียบกับ 2-3% ของราคาหุ้น (P) ก็จะได้ราคาหุ้นออกมา ราคาหุ้นที่ออกมา ก็เอาไปเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน ถ้าราคาตลาดในปัจจุบันต่ำกว่า ในใจเราก็รู้ว่า หุ้นจะต้องขึ้นไปถึงราคาที่เราคำนวณออกมา

นี่เป็นประสบกาณณ์ของผม ปัจจุบันผมใช้วิธีนี้ ไม่เคยใช้ DCF เลย

5) ถ้าท่านสังเกตราคาหุ้นที่ประเมินด้วยวิธี DCF โดยโบรกเกอร์หลายๆ สำนัก และสังเกตราคาหุ้นดู ราคาหุ้นที่ออกมาสูงสุด มักจะปันผลที่ 1-3% ของราคาที่คำนวณออกมาด้วยวิธี DCF
ไม่รู้เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่ผมว่า ผมใช้การสังเกตเอา

6) ท่านเข้าใจถูกแล้ว เรื่อง P/BV < 1 หุ้นจะมีราคาที่ถูกมาก และถ้าเป็นหุ้นที่จะดีครั้งที่ 1 มันจะขึ้นได้ 3 เท่าของ BV (สถิตินี้ 100% ทุกตัว ที่เมื่อดีครั้งที่ 1 แล้วราคาวิ่งไป 3 เท่าของ BV)

7) BV กับ NPV ที่ท่านเข้าใจ ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว ผมอ่านแล้วก็ดีใจว่า ท่านเข้าใจแล้วในระดับหนึ่ง

ชาย กิตติคุณาภรณ์