Head ถามมาครูตอบไป

ถามมา…ครูตอบไป…

สอบถามมุมมองหุ้น IEC

คำถาม

เรียน อ.ชาย กิตติคุณาภรณ์

รบกวนสอบถามอาจารย์เป็นประเด็นดังนี้ครับ
1.ผมมอง Market cap. ของหุ้นตัวนี้ แล้วเสียวๆ หน่อยครับ เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นใน อ.ก.เดียวกัน ดูแพงไป อาจด้วยจำนวนหุ้นเยอะไป ไม่มีเจ้า Freefloat 100% และกำไรที่จะทำได้เหมือนดูจะเหนื่อยๆ หน่อยครับ ต้องมีค่า fix cost ,SG&a , ค่าเสื่อม วิ่งตามรายได้ จะมากดกำไร bottom line ลงหรือเปล่าครับ

2.ในส่วนของ solar หากดำเนินการไปเรื่อยๆ จะต้องมีค่าแผง อุปกรณ์ และประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้าที่ลดลง ถ้าตรงนี้เราได้ adder มาสูงในตอน7 ปีแรกก็อาจคุ้มแต่ถ้าระยะยาว เราปั้น value แล้วขายทิ้งมาทำขยะจะดีขึ้นหรือไม่ครับ

(อาจต้องชนกับประชมคมหน่อย จ่าย csr มากหน่อยหรืออาจารย์มองยังไงครับ)

3. pp ที่เหลืออีก 24,000 ล้านหุ้น ผมมองว่าอาจจะยังไม่จำเป็นในตอนนี้ เพราะกู้ได้ แล้วค่อยเอาออกมาเพิ่มตอนราคาขึ้นไปแพงกว่านี้เราจะได้เงินเยอะกว่านี้ ถูกหรือไม่ครับ แล้วการกู้นี่เราสามารถเอาไป refinance ได้หรือเปล่าครับ

4.EBIDA 1,000 ลบ. และจะดัน market Cap. 25,000 ลบ. ในปีนี้ อ. มองว่าไงบ้างครับ

5. การรวมพาร์ และการดันเข้า set น่าจะยังไม่เกิดข่าวนี้ขึ้น คงต้องรอผ่านมติในที่ประชุมก่อนรึเปล่าครับ เรามีวิธีไหนที่จะทำให้จำนวนหุ้นลดลงได้บ้างครับ

ด้วยความเคารพ
ลูกศิษย์


ตอบคำถาม

เรียน ลูกศิษย์

1) ถ้าเช็ค Free float ของ IEC จาก website กลต. จะพบว่า ณ 05/03/2558 เปอร์เซ็นต์ free float ลดลงเหลือ 91.17% แล้วครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเปอร์เซ็นต์ free float ก็ยังเชื่อว่าสูงอยู่ดี แต่ถ้าท่านลองดูตัวแปรอื่นๆ เช่น ที่ผ่านมาเพิ่มทุนประสบความสำเร็จเกือบทุกครั้ง, การมี CEO มากความสามารถเข้ามาเป็นแม่ทัพ และการเปลี่ยนอุตสาหกรรมที่ไปลงทุน เอาหลายๆ ตัวแปรเข้ามาดูจะทำให้เกิดความรู้สึก เพราะบางทีจะดูแต่ free float อย่างเดียวไม่ได้ ต้องเอาองค์ประกอบหลายอย่างมารวมกันถึงจะเกิดความรู้สึกครับ

2) โดยปกติแทบทุกธุรกิจก็มี fixed cost , SG&A expenses และค่าเสื่อมทั้งนั้นครับ ซึ่งค่าพวกนี้จะลด bottom line หรือไม่ อันนี้ผมต้องขอเรียนแบบนี้ครับ IEC มีนโยบายลงทุนในธุรกิจที่ IRR มากกว่าหรือเท่ากับ 12% เท่านั้น และธุรกิจที่ IEC ทำก็เป็นธุรกิจที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอน เพราะสัญญาการขายไฟและรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกโครงการที่ IEC ลงทุนจะให้ผลตอบแทนอย่างน้อยปีละ 12% ครับ

ในช่วงแรกธุรกิจอาจมีค่าบริหารและค่าใช้จ่ายมากหน่อย ซึ่งอาจจะไปกด Bottom line แต่ก็เป็นปกติของการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ครับ ที่ต้องมีการจ้างที่ปรึกษาอิสระ มีการนัดเจรจาต่อรอง และค่าเดินทางต่างๆ ฯลฯ

3) จะทำ Solar ก็ดี จะทำขยะก็ดีครับ เพราะทั้ง 2 อย่าง IEC ต้องคำนวณออกมาแล้วว่าให้ผลตอบแทนอย่างน้อย 12% ถึงจะลงทุน (เป็นนโยบายการลงทุนของบริษัท) เมื่อให้ผลตอบแทน(IRR) อย่างน้อย 12% และมีรายได้แน่นอนในฐานะนักลงทุนเราก็ไม่ได้เสี่ยงอะไรครับ ขอให้หาโครงการลงทุนได้เท่านั้นเองครับ

4) ถ้ายังไม่ต้องการใช้เงินตอนนี้ก็สามารถ เอาหุ้น 24,000 ออกมาขายทีหลังตามที่ท่านแนะนำได้ครับ แต่ถ้าโครงการใหม่นั้นใหญ่จริงๆ ต้องการเงินตอนนี้เลย ถ้าต้องขาย 24,000 ล้านหุ้นตอนนี้ก็ต้องขายครับ คนทำธุรกิจบางทีทำครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้ เวลามาถึงต้องการใช้เงินก็คือต้องการใช้ครับ จะไปรอไม่ได้

5) การ Refinance ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญญาเงินกู้ที่บริษัทเซ็นกับ bank ครับ

6) ตอนนี้ราคา IEC เป็นการซื้ออนาคตหมดแล้วครับ EBIDA คือกำไรก่อนภาษี ดอกเบี้ยและค่าเสื่อมที่เราจะรับรู้ในปีนี้ แต่การเล่นหุ้นเราไม่ต้องรอให้รับรู้กำไร ขอแค่บริษัทประกาศโครงการในอนาคตออกมา ราคาก็วิ่งขึ้นไปรอแล้วครับ ดูอย่าง EA ตอนแรกมีโรงไฟฟ้าทั้งหมด 90 MW ราคาอยู่ที่ 7 บาท พอประกาศโครงการโรงไฟฟ้าเพิ่มเป็น 270 MW ราคาวิ่งไปที่ 20 กว่าบาทแล้วครับ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ได้เริ่มอะไรเลยแค่เซ็นสัญญาเฉยๆ

ส่วน IEC ผมมองว่า market cap 25,000 เป็นการอิงโครงการที่ IEC ยังไม่ได้ประกาศออกมาให้ผู้ถือหุ้นรับรู้ครับ

7) การรวม par ต้องเปลี่ยนหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งต้องขอมติผู้ถือหุ้นครับ และต้องได้เสียง 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่ไปประชุมครับ
การดันเข้า Set ผมไม่แน่ใจว่าท่านหมายถึงอะไร IEC อยู่ใน Set อยู่แล้วครับ ถ้าท่านหมายถึงการย้ายไปอยู่ในหมวดพลังงาน ตอนนี้ IEC ได้ส่งเรื่องไปทางตลาดหลักทรัพย์แล้วครับ รอพิจารณาอยู่ครับ

บริษัทสามารถลดจำนวนหุ้นลงโดยการรวม par และประกาศซื้อหุ้นคืนครับ

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา

ด้วยความนับถือ
พงศกร บุญวรเมธี
ที่ปรึกษาทางธุรกิจ