Head ถามมาครูตอบไป

ถามมา…ครูตอบไป…

เรียน อาจารย์ชาย

ผมติดตามหนังสือของอาจารย์มาตั้งแต่เล่มแรก โรงเรียนสอนเล่นหุ้น และซื้อทุกเล่มที่มีวางขาย เป็นหนังสือที่มีวิธีการสอนเล่นหุ้นแบบไม่กั๊ก

ผมเปลี่ยนสไตล์การลงทุนจากเมื่อก่อน เน้นถือยาวในหุ้นที่กำไรแข็งแกร่ง เติบโตเรื่อยๆ มาเป็นการค้นหาขุมสมบัติจากหุ้นที่มีแนวโน้ม turnaround เพราะได้วิชาจากหนังสือที่อาจารย์สอนมากขึ้นครับ

ผมเปลี่ยนจากที่ไม่เคยคิดอ่านหนังสือพิมพ์มาเป็นอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันวันละ 2-3 ฉบับเพื่อค้นหาขุมทรัพย์จากข่าวตามที่อาจารย์แนะนำในหนังสือ จนหาหุ้นที่กำไรได้หลายตัว

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการที่อาจารย์เขียนหนังสือออกวางขายและสอนวิธีการลงทุนแบบเปิดโลกใหม่ในการลงทุนของผมแบบไม่กั๊ก

ต้องขอบคุณอย่างสูงจริงๆ ครับ

บันทึกที่แนบมานี้ เป็นบันทึกการลงทุนที่ผมเคยเขียนสรุปเวลาที่ความรู้เริ่มตกผลึกเพื่อไม่ให้ลืม และเมื่อมาอ่านบทความเรื่องหุ้น 6 ประเภทที่แบ่งโดยปีเตอร์ลินซ์ที่อาจารย์เขียนใน fb เลยอยากลองแชร์ความเห็นที่ผมเคยเขียนไว้ว่ามีผิดถูกอย่างไรให้อาจารย์ช่วยแนะนำ

ในนั้นผมแบ่งหุ้นเพิ่มอีก 2 ประเภทคือหุ้นที่ไม่ควรลงทุน เป็น หุ้นเน่ากับหุ้นถดถอย

ขอบคุณมากครับ
ลูกศิษย์

บันทึกการลงทุน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ สุดยอดนักลงทุนระดับโลกได้เผยถึงความสำคัญของการลงทุนให้ประสบความสำเร็จไว้ว่า ต้องไม่ลงทุนเกินขอบเขตของความสามารถของตัวเอง ซึ่งขอบเขตจะกว้างแค่ไหนไม่สำคัญเท่ากับ เรารู้ว่าขอบเขตของเราอยู่ในระยะที่มีรัศมีเท่าไร

การรู้เหตุผลที่ลงทุนในหุ้นตัวใดๆ ก็ตาม เราจำเป็นต้องรู้ว่า ลงทุนเพราะอะไร และต้องเล่าเรื่องราวสั้นๆ อย่างน้อย 1 ย่อหน้า และที่สำคัญมันต้องเข้าใจง่ายจนแม้แต่ เด็กประถมฟังแล้วยังเข้าใจ

ก่อนที่จะรู้ว่า ลงทุนเพราะอะไร มีเรื่องราวและมูลค่าแฝงในหุ้นตัวนี้อย่างไร การจัดจำแนกประเภท ให้กับชนิดของหุ้นที่จะลงทุนนั้นมีความสำคัญ เพราะเราจะรู้ว่า เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ที่ลงทุนไปนั้นเพื่ออะไร

การจัดจำแนกประเภทของหุ้นตามลักษณะ ที่จัดโดยปีเตอร์ลินซ์ มี 6 ประเภท ได้แก่ หุ้นโตช้า หุ้นแข็งแกร่ง หุ้นโตเร็ว หุ้นวัฎจักร หุ้นพลิกฟื้น หุ้นสินทรัพย์ซ่อน แต่ในกรณีของผมขอแบ่งประเภทเพิ่มเพื่อให้ชัดเจนขึ้น อีก 2 ประเภท โดยเพิ่ม หุ้นถดถอย และหุ้นเน่า เข้าไป และขอแบ่งหมวดในส่วนของหุ้นโตเร็วเพิ่มเป็น 3 ย่อย

หุ้นโตช้า หรือในนิยามของผมเรียกว่าหุ้นไม่โต ซึ่งการเติบโตจะค่อนข้างโตตาม gdp ของประเทศหรือเงินเฟ้อ บริษัทเหล่านี้มีกิจการที่อยู่ตัว เข้ารอบแล้ว และไม่มีการลงทุนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าที่ติดตลาดแล้ว และขายได้เรื่อยๆ กำไรของบริษัทเหล่านี้จะคงที่ ในแต่ละปีหรือผันผวนน้อยมาก โดยส่วนใหญ่ค่าพีอี และ p/bv จะไม่สูง แต่มีปันผลสูงและปันผลเป็นสัดส่วนที่มากเมื่อเทียบกับกำไรที่บริษัททำได้ การลงทุนในหุ้นเหล่านี้เน้นปันผลเป็นหลัก ส่วนต่างราคาหุ้นแทบไม่มีความสำคัญ

ตัวอย่างเช่น หุ้นมาม่า TF หุ้น WACOAL

หุ้นแข็งแกร่ง ถ้าพูดให้ชัดคือบริษัทที่เป็นเสาหลักของประเทศหรือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ มีมูลค่าตลาดที่สูงและมักจะอยู่ในกลุ่ม set50 มีการเติบโตพอสมควรสูงกว่า gdp ของประเทศเล็กน้อย บริษัทเหล่านี้จะเป็นบริษัทที่ใหญ่ กำไรแข็งแกร่งมากไม่ผันผวนและมีทิศทางเติบโตตามการลงทุนเพิ่มของบริษัทหรือตามเศรษฐกิจของประเทศ และมีราคาหุ้นที่ให้ปันผลใกล้เคียงกับการฝากธนาคาร การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จะคาดหวังทั้งกำไรส่วนต่างและปันผลอย่างละครึ่ง ซึ่งต้องให้ผลตอบแทนรวมกันไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี การเข้าซื้อหุ้นประเภทนี้ควรรอซื้อตอนดัชนีตลาดรวมปรับฐานแรงๆ ดีที่สุดและถือระยะยาว บริษัทส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้มักมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน การคาดหวังผลตอบแทนไม่ควรเกิน 15% ต่อปีถ้าหากเข้าซื้อในจังหวะที่เหมาะสม

ตัวอย่างเช่น หุ้นปูนซีเมนต์ไทย SCC หุ้น ADVANC

หุ้นโตเร็ว หากดูจากการเติบโตของกำไร กำไรของบริษัทเหล่านี้จะโตเร็วมากในแต่ละปี มักจะเป็นบริษัทที่มีธุรกิจอยู่ในเมกาเทรนด์ของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามกำไรของบริษัทเหล่านี้ยังไม่แข็งแรงพอ จึงต้องมีการติดตามการลงทุนในบริษัทเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะบางบริษัทอาจจะหวือหวาในตอนแรกแต่ มาตกม้าตายในตอนท้าย ค่าพีอีจะสูงลิ่ว ค่า p/bv ก็สูงลิ่ว ตามการคาดหวังกำไรในอนาคตที่มารองรับ การลงทุนในหุ้นประเภทนี้จะเน้นกำไรส่วนต่างเป็นหลัก ไม่เน้นปันผลเลย หรือถ้ามีปันผลจะน้อยมาก เพราะบริษัทต้องเก็บเงินสดไว้ขยายงานตามการเติบโตของบริษัท อย่างไรก็ตามหุ้นโตเร็วในระยะท้ายๆ ก็พอที่จะลงทุนเพื่อคาดหวังเงินปันผลได้ เพราะการเติบโตเริ่มมีการอิ่มตัว สามารถแบ่งหุ้นโตเร็วเป็น 3 ระยะได้ดังนี้

ระยะที่ 1 กำไรเติบโตก้าวกระโดด จากที่มีกำไรน้อยมากในปีก่อนหน้า มาเป็นกำไรมหาศาลซึ่งการเติบโตอาจจะ 100-1000% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุมาจากโครงการที่ลงทุนเริ่มให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเมื่อเทียบกับรายจ่ายในตอนแรก ส่งผลให้กำไรในปีถัดๆ ไปเติบโตขึ้นมาก หรือกิจการที่บริษัททำอยู่กลายมาเป็นเมกาเทรนด์ ทำให้อนาคตของบริษัทดูสดใสมาก และกำไรที่เกิดขึ้นต้องเป็นกำไรที่แข็งแกร่งในระดับหนึ่ง ที่การคาดหวังในปีต่อๆ ไปจะต้องมากกว่าเดิม มิเช่นนั้นจะกลายเป็นหุ้นวัฏจักรไป การลงทุนในหุ้นประเภทนี้เน้นแค่กำไรส่วนต่างอย่างเดียว เพราะกิจการจะยังไม่ปันผลหรือปันผลน้อยมาก ค่าพีอีปัจจุบันจะสูงมาก แต่อาจจะยังถูกอยู่มากเมื่อนำมาเทียบกับกำไรในอนาคต ทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปรองรับกำไรอนาคต ได้หลาย 100% ระยะนี้มักจะกินเวลา 1-3 ปี คนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนหน้าจะรวยมหาศาลได้ ถ้ามองอนาคตบริษัทถูกต้อง

ตัวอย่าง(ในช่วงนี้) เช่น หุ้นพลังงานทดแทนที่มียังกำไรน้อยมากแต่ราคาวิ่งมาไกล เช่น IFEC SOLAR หุ้นทีวีดิจิตัลบางตัว เช่น MONO WORK

ระยะที่ 2 กำไรเติบโตสูง เมื่อกิจการเริ่มกำไรและเติบโตสูงมากจากปีก่อนหน้า และการเติบโตในปีถัดๆ ไป ยังคงสูงอยู่ แต่ในระยะนี้การเติบโตจะไม่เท่าระยะแรก การเติบโตแบบทบต้นอาจจะมากกว่า 20-30 % ต่อปี แต่ไม่เกิน 100 % ต่อปี ค่าพีอีในอดีตที่เคยสูงจะลดลงถ้าเทียบกับกำไรใหม่ที่บริษัททำได้ ระยะนี้บริษัทที่มาถูกทางจะกลายเป็นที่สนใจและถูกคาดหวังจากนักลงทุนสูงขึ้น ค่าพีอีจะยังคงสูงอยู่ เพราะราคาจะวิ่งมารับกำไรในอนาคตก่อนที่จะประกาศออกมา แต่ความเสี่ยงจะลดลงจากระยะแรก หรือเทียบกับช่วงที่ยังเป็นหุ้นพลิกฟื้น เนื่องจากบริษัทเริ่มมีกำไรที่เติบโตชัดเจนมาอย่างน้อย 2 -3 ปี การลงทุนระยะนี้คาดหวังกำไรส่วนต่าง 90% ปันผล 10%

ตัวอย่าง (ในช่วงนี้) เช่น THCOM EPCO APCO BEAUTY ฯลฯ

ระยะที่ 3 กำไรเติบโต เมื่อการเติบโตของบริษัทเข้าที่เข้าทางมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง อาจจะ 5-10 ปี บริษัทจะเปลี่ยนภาพลักษณ์จากหุ้นโตเร็วมาก มาเป็นหุ้น เติบโตปกติ ซึ่งลักษณะของบริษัทเหล่านี้ กำไรจะมีการเติบโตระดับสูงอยู่เมื่อเทียบกับ gdp แต่จะไม่ได้โตมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน และหากบริษัทยืนหยัดได้อย่างยาวนาน หมายถึงมีการเติบโตต่อเนื่องยาวนาน บริษัทจะใหญ่มากขึ้นจนเข้าสู่ระยะหุ้นแข็งแกร่งนั่นเอง บริษัทที่อยู่ในระยะนี้จะมีการเติบโตสูงกว่า 15% ต่อปี แต่มักจะไม่เกิน 30% ค่าพีอียังคงสูงอยู่เพราะนักลงทุนยังคาดหวังการเติบโตในระดับสูงกว่าปกติ อย่างไรก็ตามการลงทุนในระยะนี้ นักลงทุนพอจะคาดหวังเงินปันผลได้บ้างแล้ว เพราะบริษัทที่ติดตลาด กำไรจะมั่นคง การขยายการลงทุนจะลดลงเมื่อเทียบกับระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เงินสดส่วนเกินสามารถนำมาตอบแทนนักลงทุนผ่านการปันผลได้ การลงทุนระยะนี้คาดหวังกำไรส่วนต่างประมาณ 70-80% ปันผล 20-30%

ตัวอย่าง (ในช่วงนี้) JAS BGH BH CPN M ฯลฯ

หุ้นวัฏจักร ในความหมายของผมหุ้นวัฏจักรเป็นหุ้นที่มีกำไรผันผวนไม่มั่นคงในแต่ละปี ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นวัฏจักร คือดีมานด์ และซัพพลาย ของสินค้าที่บริษัทขาย ส่วนใหญ่บริษัทที่อยู่ในกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มโภคภัณฑ์ ที่มีกำไรผันผวนในรอบ 5 ปีแม้จะตกต่ำแต่สามารถฟื้นกลับมาได้ ภายใน 5 -7 ปีและกลับมาแย่ภายใน 5-7 ปี ซึ่งจะต่างจากหุ้นโตเร็วและหุ้นถดถอย ที่วงจรอาจจะตกต่ำยาวนานจนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เลย หุ้นกลุ่มรับเหมา หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มรถยนต์ กลุ่มสินค้าเกษตร กลุ่มสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารเสาหลักของประเทศก็อาจจะอยู่ในกลุ่มหุ้นวัฏจักรนี้ได้ การลงทุนในกลุ่มนี้ นักลงทุนต้องมีความเข้าใจในวงจรของสินค้าที่บริษัทนั้นขาย จังหวะในการซื้อสำคัญมากสำหรับหุ้นกลุ่มนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงที่บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันที่เป็นรายเล็ก ขาดทุนติดต่อกันหลายปี และกลุ่มนี้ยังเป็นหุ้นกลุ่มเดียวที่ ค่าพีอี และอัตราเงินปันผลมีความสำคัญน้อยที่สุดในการดู การเข้าซื้อในช่วงที่เหมาะสมที่สุดสามารถทำให้รวยมหาศาลได้ เช่นเดียวกับการเข้าซื้อในจังหวะที่แย่ที่สุดก็อาจจะทำให้หมดตัวได้

ตัวอย่าง STA IVL PSL หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มรถยนต์ ฯลฯ

หุ้นพลิกฟื้น หุ้นกลุ่มนี้เดิมทีจะต้องประกอบธุรกิจที่ไม่มีอนาคต มีการขาดทุนเป็นประจำ หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่ถดถอย ไม่โต เป็นวัฏจักร ราคาหุ้นลงต่ำมากจน p/bv ต่ำกว่า 1 ค่าพีอีมักจะหาค่าไม่ได้ เพราะผลประกอบการขาดทุน หรือไม่ก็สูงลิ่วเพราะกำไรน้อยมาก และไม่มีแนวโน้มจะเติบโตเลยแม้แต่นิดเดียว อาจจะมีขาดทุนหรือไม่มีขาดทุนสะสมเลยก็ได้ เรียกได้ว่าอยู่ในหมวดหุ้นเน่า หุ้นถดถอย หรือหุ้นโตช้าที่มีกำไรแต่ราคาหุ้นนิ่งมากมาก่อน บางบริษัทอาจจะเป็นหุ้นวัฏจักรมาก่อน การพลิกฟื้นจากเดิมที่แย่มากนั้น จะมีองค์ประกอบหลักๆ ดังนี้ คือ ต้องยกเลิกธุรกิจเดิมที่ขาดทุน หรือขายธุรกิจเดิมทิ้ง มีการแบ็คดอร์กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ หรือกลุ่มทุนใหม่ๆ ที่พร้อมจะนำธุรกิจใหม่เข้ามาใส่แทนธุรกิจเดิม หรือบริษัทอาจจะหันไปทำธุรกิจใหม่ที่มีอนาคต เป็นธุรกิจที่อยู่ในเมกาเทรนด์ หรือมีกำไรแน่นอน เป็นกิจการผูกขาด และมีการปรับโครงสร้างใหม่ภายในบริษัทเช่น อาจจะมีการเพิ่มทุน เพื่อให้มีเงินสดเข้ามา มีการปรับโครงสร้างหนี้ ใหม่ และที่สำคัญถ้าบริษัทไหนมีขาดทุนสะสม จะต้องทำการล้างขาดทุนสะสมให้หมดไป

การเข้าซื้อที่ดีที่สุดคือตอนที่ราคาหุ้นยังนิ่งมาก แต่เริ่มมีสัญญาณการเก็บหุ้นจากรายใหญ่ ราคายังถูก มี p/bv ต่ำกว่า 1 มากๆ หรือไม่ก็ใกล้เคียง 1 ค่าพีอีปัจจุบันไม่ต้องสนใจ ถ้าบริษัทพลิกมีกำไร และปันผลได้ ราคาหุ้นจะวิ่งมารับกำไรที่จะเกิดขึ้น และถ้าธุรกิจใหม่ของบริษัทติดลมบน หุ้นจะเปลี่ยนสถานะจากหุ้นเน่า มาเป็นหุ้นพลิกฟื้น ก่อนที่จะกลายเป็นหุ้นโตเร็ว การซื้อหุ้นในกลุ่มนี้ไม่ต้องหวังปันผลเลยแม้แต่นิดเดียว ให้หวังกำไรส่วนต่างเป็น” เด้งๆ” เท่านั้น

ตัวอย่าง (หุ้นที่เคยเทิร์นอราวด์มาแล้ว) WAVE IEC JAS (ในอดีต) DISTAR (ในอดีต) ปัจจุบันหุ้นเหล่านี้กลายมาเป็นหุ้นโตเร็ว

หุ้นสินทรัพย์ เป็นหุ้นที่ราคายังไม่สะท้อนมูลค่าตามสินทรัพย์ที่บริษัทมี ซึ่งสินทรัพย์ที่บริษัทมีและบันทึกไว้ทางบัญชี มีราคาน้อยกว่ามูลค่าปัจจุบันของมัน นักลงทุนที่จะเล่นหุ้นกลุ่มนี้ ต้องทำตัวเป็นนักสืบให้มากๆ ข้อสำคัญคือราคาหุ้นไม่สะท้อน หรือยังไม่สะท้อน นั่นคือราคาหุ้นมี p/bv ต่ำมากๆ ตัวธุรกิจหลักไม่ได้สนใจว่าจะทำกำไรเท่าไรแต่เราสนใจในสิ่งที่บริษัทครอบครอง ซึ่งสินทรัพย์ที่บริษัทครอบครองอาจจะเป็น อสังหาริมทรัพย์ที่บันทึกไว้ 30 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันที่ดินบริเวณนี้มีความเจริญขึ้นหรือกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หาก mark to market ราคาที่ดินปัจจุบันสูงลิ่วกว่ามูลค่าทางบัญชีหลายเท่าตัว หรือสินทรัพย์ที่ว่าอาจจะเป็นหุ้นของบริษัทโฮลดิ้งด์ที่มีหุ้นบริษัทลูกอยู่ในครอบครองมากมาย แต่ราคาบริษัทแม่ยังไม่สะท้อน ตามราคาหุ้นบริษัทลูกที่เมื่อนำมามูลค่าตลาดที่บริษัทแม่เป็นเจ้าของรวมกันยังน้อยกว่า อย่างไรก็ตามบริษัทเหล่านี้จะมีเรื่องราวในการปลดล็อคมูลค่าสินทรัพย์เหล่านี้ มิเช่นนั้นหุ้นเหล่านี้ก็จะกลายเป็นหุ้นสินทรัพย์มากตลอดไปได้

ตัวอย่าง (ตามราคาหุ้น ณ วันนี้) CEN TFD

และนี่คือตัวอย่างของการจัดกลุ่มหุ้นที่จะลงทุน แต่ต่อจากนี้เราควรจะต้องรู้หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปลงทุนด้วย ซึ่งขอแบ่งประเภทเพิ่มอีก 2 ประเภท

หุ้นเน่า หรือหุ้นที่ซื้อเพราะต้องการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาที่ขึ้นมาโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ หรือพื้นฐานที่จะเปลี่ยนไปไม่เข้มแข็งพอ ที่จะทำให้พื้นฐานบริษัทเปลี่ยน กลายเป็นหุ้นพลิกฟื้นได้ หรือหุ้นกลุ่มนี้เล่นกันตามข่าว ที่อาจจะเป็นข่าวลวง ทำให้เกิดการไล่ราคา เป็นวัตถุประสงค์ที่มีใครบางคนต้องการสร้างข่าวดีเพื่อการออกของหรือขายหุ้นราคาสูงๆ เป็น money game ที่เกิดจากการสร้างราคาหุ้น เช่นแตกพาร์ หลายๆ รอบ ออกหุ้นเพิ่มทุนให้นักลงทุนรายใหญ่เฉพาะเจาะจงในราคาต่ำมากๆ แบบไม่มีคุณธรรม หรือ สร้างราคาให้สูงๆ เพื่อให้ราคาในกระดานสูงกว่าราคาที่เจ้าของเดิมต้องการขายให้รายใหม่ โดยที่พื้นฐานธุรกิจยังแย่เหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือหุ้นที่พื้นฐานเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจริง กำไรโตก้าวกระโดดจริง แต่ราคาหุ้นวิ่งเกินกว่าพื้นฐานหรือกำไรในอนาคตที่จะมารองรับไปไกลมากแล้ว หุ้นเหล่านี้ต้องหลีกเลี่ยงไม่ควรเข้าไปซื้อโดยเด็ดขาด การเข้าไปซื้อตามอาจจะทำให้ขาดทุนมหาศาล จนถึงขั้นหมดตัวได้ ค่าพีอี p/bv ปันผล ไม่มีความสำคัญในหุ้นกลุ่มนี้ รวมถึงการรู้ว่าหุ้นทำธุรกิจอะไรก็ไม่สำคัญ เพราะนักเล่นหุ้นต้องการเพียงเข้าไวออกไวเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วมักจะเป็นรายย่อยที่จะตามไปติดดอยในท้ายที่สุด เนื่องจากทนเห็นหุ้นที่ตัวเองเพิ่งขายขึ้นต่อไปมากๆ ไม่ได้ จึงต้องตามไปซื้อและขาดทุนมหาศาลจากปรับตัวลงแรงๆ ของราคาที่ขึ้นมามาก

หุ้นถดถอย ในอดีตเคยเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีมาก มีกำไรเติบโตหรือถ้าไม่โต ก็มั่นคง แต่มาวันหนึ่งภาพธุรกิจที่เคยสดใสกลับเปลี่ยนไป ธุรกิจที่บริษัทเคยทำและรุ่งโรจน์ในอดีตเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแส แนวโน้มเช่นจากธุรกิจขายเกวียนมาเป็นรถยนต์ ธุรกิจวิทยุ ขายคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ทำให้ไม่สามารถคงความได้เปรียบในการแข่งขันได้ และจะต่างจากหุ้นวัฏจักรตรงที่หุ้นเหล่านี้อาจจะไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีกเลยไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ปีก็ตาม จนกว่าบริษัทจะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงภาพธุรกิจใหม่ หุ้นถดถอยยังหมายรวมถึงธุรกิจที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากคู่แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกัน จนผลประกอบการขาดทุน เช่นอุตสาหกรรมชาเขียว ที่รายเล็กไม่อาจทานต่อการบุกตลาดของรายใหญ่ได้ ธุรกิจอาหารที่เดิมเคยรุ่งโรจน์ แต่ปัจจุบันความแข็งแกร่งของธุรกิจไม่สามารถคงอยู่ จนคู่แข่งมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดไป หุ้นทุกชนิดที่ผลประกอบการขาดทุนลุ่มๆ ดอนๆ ต่อเนื่องโดยไม่มีวี่แววจะกลับมีกำไรได้ หรือหุ้นที่ผู้บริหารใหม่ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่มีความสามารถจนทำให้ธุรกิจเดิมที่เคยรุ่งเรืองย่ำแย่จนไม่สามารถกลับมาได้ ถ้าไม่มีหุ้นเหล่านี้โปรดหลีกเลี่ยง มีหุ้นเหล่านี้ในครอบครองให้ขายทิ้งทุกราคา

ตัวอย่าง IT DAIDOMON CAWOW AS ฯลฯ และหุ้นทุกตัวที่ผลประกอบการขาดทุนเกือบทุกปี

จากลักษณะหุ้นที่เรานำมาจัดประเภทนั้นสามารถสรุปวงจรของหุ้น ได้ดังนี้ หุ้นถดถอย หุ้นโตช้า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจเดิมมาเป็นธุรกิจที่มีอนาคตมากขึ้น จะกลายเป็นหุ้นพลิกฟื้น หากพลิกฟื้นสำเร็จ บริษัทจะเริ่มมีกำไร และสามารถจ่ายเงินปันผลได้ แต่บริษัทจะจ่ายหรือไม่จ่ายขึ้นอยู่กับว่า มีการขยายการลงทุนต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าบริษัทมีการลงทุนต่อเนื่องก็อาจจะไม่จ่ายปันผล และหากการลงทุนใหม่ๆ ประสบความสำเร็จ กำไรจะก้าวกระโดด ทำให้เปลี่ยนสถานะมาเป็นหุ้นโตเร็ว และการเติบโตหากเติบโตต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งจะมีระยะเติบโตเป็นระยะที่ 1 2 และ 3 จากบริษัทที่มีมูลค่าตลาดขนาดเล็ก หลักร้อยล้าน พันล้านกลายเป็นหลักหมื่นล้าน แสนล้าน ถ้าบริษัทที่เติบโตยิ่งใหญ่มากจนเป็นเสาหลักของประเทศได้ ก็จะกลายเป็น หุ้นแข็งแกร่ง ที่จะโตตาม gdp ของประเทศ และถ้าในอนาคตอุตสาหกรรมของบริษัทเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง บริษัทเหล่านี้ก็มีสิทธิที่จะเข้ามาระยะหุ้นโตช้า หรือหุ้นถดถอยอีกครั้งได้


ตอบลูกศิษย์ :

1) ผมอ่าน E-MAIL ของท่าน แล้วก็ดีใจ ในใจก็รู้สึกทันทีว่า อนาคตการลงทุนในหุ้นของท่านต้องก้าวหน้าไปได้ดีแน่

2) จากข้อ 1) ก็ไม่มีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติม มีแต่ความดีใจ และภูมิใจที่ท่านได้รับประโยชน์ และอยากเห็นท่านประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป

ชาย กิตติคุณาภรณ์