Head ถามมาครูตอบไป

ถามมา…ครูตอบไป…

รบกวนถาม อ.ชาย เรื่องหุ้นดังนี้ครับ

ข้อ 1. จากการศึกษาและเปรียบเทียบตามหลักสูตรวิเคราะห์หุ้น กรณีศึกษา หุ้น IFEC บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบัน (3-2-58) ราคา 18.00 บาท P/E=430 เท่า , BV=2.69 บาท ,P/BV=7.45 เท่า ,D/E= 0.48 เท่า ,EPS=0.07 บาท ,Yield= 0.05%

เพียงแค่ 6 เดือน (4 ก.ย.57 – 2 มี.ค.58 ) 5.9-18 บาท คิดเป็น +205%

คำถาม จากข้อ 1

  1. หุ้นตัวนี้ ได้ turnaround แล้วใช่หรือไม่ครับ
  2. หากย้อนประวัติดูจะพบว่า

เมื่อต้นปี 56 ราคา ที่ 2.64 บาท P/BV 1.64 เท่า
ต้นปี 57 ราคา ไปที่ 4.26 บาท P/BV 2.91 เท่า ราคาขยับ แค่ 60%
ต้นปี 58 ราคา ไปที่ 12.0 บาท P/BV 8.79 เท่า ราคาขยับ ถึง 185% และ ณ ปัจจุบัน ราคา 18 บาท หรือ + 581%

จากเหตุการณ์นี้ อ. คิดว่า โอกาสไปต่อมีแค่ไหนครับ ในการ turnaround เพราะ P/BV=7.45 เท่า , P/E=430 เท่า และดูถ้า E จะไม่โตแล้ว

  1. หากย้อนดูประวัติ 5 ปีย้อนหลัง พบว่า E ไม่โดดเด่นอะไรเลย ปี 54 = 0.16 , 55 =0.41 , 56=0.06 , 57 =0.07

และ กำไรสุทธิ ก็โตไม่แน่นอนและไม่รุนแรง 54=10% 55=20% 56=4% 57=11% แต่โดยรวมเพียง 10-20% เท่านั้น

ทำไมราคาจึงวิ่งได้ขนาดนี้ครับ
รบกวนอาจารย์วิเคราะห์ด้วยครับ
ข้อ 2. ในกรณี P/E = NA. หมายความว่า E ติดลบ ไม่มีกำไร กับ P/E = 800 เท่า คือ กำไรน้อยมากๆ จนแทบไม่มีค่า

คำถาม

  1. เราควรให้น้ำหนักกับ P/E แบบไหน ในการเลือกหุ้น แบบ VI และแบบ Turnaround
  2. ในระหว่าง 2 รูปแบบ โอกาสที่จะพลิกฟื้น รูปแบบไหนมีโอกาสมากกว่ากันครับ

ข้อ 3 เรื่อง ค่า E กำไรสุทธิต่อหุ้น

ตัวอย่างนะครับ
ไตรมาสแรก ราคาอยู่ที่ 10 ผลประกอบการ E 2 บาท ต่อหุ้น
ไตรมาส 2 ราคา 12 บาท ผลประกอบการยังไม่ออก แต่คาดว่า E จะโต 100% เท่ากับ 4 บาท ต่อหุ้น

คำถามครับ
1. ราคา 10 บาท E 2 บาท จะส่งผลให้ BV เป็น 12 บาท ราคาจะถูกไล่ขยับไปที่ 12 + ใช่หรือไม่ครับ
2. หากราคาขยับตาม E เป็น 12 บาท BV 12 บาท ผลประกอบการยังไม่ออก แต่คาดว่า E จะโต 100% เท่ากับ 4 บาท ต่อหุ้น BV จะเท่ากับ 16 บาท
เราควรมองไปที่มูลค่าราคา 16 บาท หรือ มองตาม E โต 100% คือ ราคาที่ 24 บาท (โต 100% จากราคางวดก่อนที่ 12 บาท)

ข้อ 4 เรื่อง VI
จากการที่ อ. สอนว่า เมื่อ turnaround จบแล้ว E ไม่โต ไม่มีการลงทุนขยายหรือมีรายรับเพิ่มใดๆ แบบก้าวกระโดด จะกลายเป็นหุ้นพื้นฐาน ที่มี P/E=ไม่สูง ประมาณ 10 เท่า , P/BV= ปกติ ประมาณ 3-5 เท่า ,D/E ต่ำ ไม่เกิน 1 เท่า ,EPS ไม่โต และ Yield ปันผลไม่ต่างจาก ธนาคาร 2-3% ต่อปี

ผมได้ทำการศึกษาค้นคว้า โดยคัดจากหุ้น 500 ตัวในตลาด ให้เหลือ 10 ตัวที่โดดเด่น และ คัดเหลือ 2 ตัวที่ให้ค่าต่างๆ ถัวเฉลี่ยดีที่สุด ตามหลักวิชาการที่เรียนในคอส CBA และจากการศึกษาจากงานวิจัย และตำราเรื่องการลงทุนแนว Value investor ด้วยว่า

1.เป็นบริษัทที่มั่นคง D/E ต่ำ

2.ราคาไม่สูง P/E ต่ำ + P/BV ต่ำ

3.มีโอกาสในการเติบโตและทำกำไรสูง ROA + ROE สูง และใกล้เคียงกัน

4.ผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี เติบโตต่อเนื่อง และเป็นบวก NPM สูง และ EPS บวก

5.ปันผลมากกว่า อัตราดอกเบี้ยธนาคาร และอัตราเงินเฟ้อ Yield สูงกว่า 5% ต่อปี

6.มีการกระจายหุ้นให้รายย่อยอย่างมากพอสมควร Free Flote สูง

ทั้งนี้ ไม่ได้สนใจหรือให้น้ำหนักเรื่องข่าวมาเป็นตัวชี้วัด

คำถาม
1. อ. ช่วยวิเคราะห์หุ้นทั้ง 2 ตัว ตามหลักวิชาการ และตามหลักการคิดของอาจารย์หน่อยครับ เน้นที่ สถานการณ์ที่ดีสุดๆ ของหุ้นแต่ละตัวนี้ มีโอกาส turnaround ได้หรือไม่ หรือ มีโอกาสให้ Cap giant 100% อัพ ได้หรือไม่อย่างไร หรือ อาจารย์มีความคิดเห็นเช่นไร

SRICHA ศรีราชาคอนสตักชั่น P= 41.0 ,P/E=10.3 , P/BV=4.25 , D/E=0.14 , ROA=46 ,ROE=42 , E=3 , NPM%=31 ,%Yield=8.74

แปลความ บ.อยู่ในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด โอกาสคืนทุน 10 ปี ราคาไม่แพง ความมั่นคงสูงมาก โอกาสทำกำไรได้ดีมาก กำไรพอสมควร ปันผลสูง เติบโตต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

SVI เอสวีไอ เทคโนโลยี P= 4.18 ,P/E=4.84 , P/BV=1.93 , D/E=0.48 , ROA=30 ,ROE=47 , E=0.86 , NPM%=12.4 ,%Yield=3.55

แปลความ บ.อยู่ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ โอกาสคืนทุน 4 ปี ราคาถูก ความมั่นคงสูง โอกาสทำกำไรได้ดีมาก กำไรพอสมควร ปันผลพอควร เติบโตต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

  1. นักลงทุนแนว VI แม้เน้นเรื่องการปันผล และการลงทุนไปกับกิจการ แต่หากวิเคราะห์จะพบว่า นักลงทุนแนว VI ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งไทยและต่างประเทศในระดับแนวหน้า ล้วนได้กำไรและอัตราเติบโตของเงินทบต้นมาจาก ส่วนต่างของราคาที่ก้าวกระโดด ไม่ใช่ปันผล ดังนั้น ในความคิดของอาจารย์ คิดว่า หากเจอหุ้น 2 ตัวนี้ ที่มีค่า indicator ต่างๆ ครบถ้วน สวยงาม สมบูรณ์แบบ จะซื้อลงทุนหรือไม่ และหากเป็นนักลงทุนแนว VI ชั้นแนวหน้า จะลงทุนหุ้น 2 ตัวนี้หรือไม่ อย่างไร

ผมขอกราบรบกวนอาจารย์ 4 ข้อนี้ก่อนนะครับ เพื่อให้กระจ่างในพื้นฐานการวิเคราะห์แบบทั่วไปก่อนนะครับ

ขอบคุณครับ


ตอบลูกศิษย์ :

1).
1.1 IFEC Turnaround มาได้สักพักแล้วครับ โดยสังเกตจาก P/BV ที่สูงลิ่วถึง 7 เท่าในปัจจุบัน

1.2 โอกาสไปต่อของ IFEC ขึ้นอยู่กับ กำไร + สตอรี่ที่หวือหวา โดย IFEC มีเงินลงทุนที่สามารถนำมาใช้ได้ถึงกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับผมแล้ว IFEC ที่ P/BV = 7 เท่า นั้นคือหุ้นที่ขึ้นไปรับข่าวโครงการใหม่ๆ แล้ว ต้องมาดูว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นมากพอที่จะทำให้ BV ขยายใหญ่ขึ้นจนทำให้ P/BV ลดลงต่ำกว่านี้ได้หรือไม่

1.3 IFEC ในกิจการใหม่จะนำ E ย้อนหลังมาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ครับเพราะกิจการเปลี่ยนแบบสิ้นเชิงจากกิจการแข่งขันไปสู่กิจการผูกขาด ท่านต้องมองไปที่ E จากกิจการใหม่เพราะ IFEC ขายกิจการเดิม (เครื่องถ่ายเอกสาร) ไปแล้วครับไม่มี E จากกิจการเดิมหลงเหลือแล้ว

1.4 ผมเขียนเรื่องของ IFEC ไว้ในคอลัมน์ “เจาะหุ้น ตอน IFEC” ในแฟนเพจ “โรงเรียนสอนเล่นหุ้น” ท่านสามารถใช้ดูประกอบเป็นการแลกเปลี่ยนแนวทางการวิเคราะห์เชิงวิชาการได้ครับ

2).
2.1 ผมขอเสนอให้ท่านแบ่งประเภทหุ้นลงลึกกว่านี้อีกสักนิดครับ เพราะ P/E ของหุ้นแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน โดย VI ก็จะมีการเล่นในหลากหลายกลุ่มแล้วแต่ความถนัดในการวิเคราะห์กิจการ

– บางคนชอบหุ้นที่กิจการอยู่ตัวเข้ารอบไม่มีการขยายกิจการเพิ่ม แล้วมีเงินปันผลสม่ำเสมอ ยกตัวอย่างเช่น WACOAL ที่ราคาย้อนหลังไป 4 ปีแทบไม่ขยับไปไหน

– บางคนชอบหุ้นพื้นฐานดี แต่ต้องมี E ที่เติบโตตลอด เช่นหุ้นกลุ่มค้าปลีก หรือ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่ท่านจะพบว่า P/E สูงลิ่ว อย่าง BIGC = 26 เท่า / CPALL = 35 เท่า / BGH = 41 เท่า / BH = 42 เท่า ที่เป็นแบบนี้เพราะหุ้นในกลุ่มเหล่านี้กิจการมีลักษณะที่ E เติบโตขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนจึงให้พรีเมี่ยมกับราคาโดยยอมซื้ออนาคตที่ราคามากกว่า E หลายสิบเท่า ซึ่งในความจริงนั้น ระยะเวลาคืนทุนไม่ได้ใช้เวลาเท่ากับจำนวน P/E เนื่องจาก E สามารถโตได้แบบก้าวกระโดดครับ

2.2 การพลิกฟื้น (Turnaround) นั้นไม่ตายตัวครับโดยหุ้นที่มี P/E = N.A คือหุ้นชั่วครั้งที่ 7 รอคอยเหตุการณ์ดีครั้งที่ 1 เพื่อกลับมา ส่วนหุ้นอีกประเภทที่ไม่ได้แย่อย่าง IFEC ที่มีอัตราปันผลสม่ำเสมอแต่ Turnaround ทางกิจการ คือกิจการเดิมไม่ได้ขาดทุนแค่เริ่มมองเห็นอนาคตที่ไม่สดใส จึงตัดสินใจเปลี่ยนกิจการใหม่ ซึ่ง WAVE และ PDI เองก็เข้าข่ายประเภทนี้

3).
3.1 ผมขออนุญาตทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า BV หรือมูลค่าต่อหุ้นตามบัญชี หาได้จาก “ส่วนของผู้ถือหุ้น ÷ จำนวนหุ้น(ชำระแล้ว)” ไม่ใช่การเอาราคา + E ตามที่ท่านกล่าวมาครับ

3.2 ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่า E ที่ 2 บาท ถ้าเป็น E ที่สม่ำเสมอจะทำให้ BV โตขึ้นสม่ำเสมอเช่นกัน และราคาจะขึ้นไปมากกว่าราคาที่ 12 บาท แต่ถ้าเป็น E จากเหตุการณ์พิเศษ เช่น ไตรมาสนี้ขายที่ดินได้ 1,000 ล้านบาท แต่กำไรจากกิจการปกติมี 100 ล้านบาท รวมเป็น 1,100 ล้านบาท ในระสั้นๆ ราคาจะวิ่งขึ้นไปรับ E ที่มากเป็นประวัติการณ์ แต่ไตรมาสถัดมากิจการไม่มีกำไรจากการขายที่แล้ว ทำให้ E จะกลับมาเท่าเดิมก่อนไตรมาสที่ขายที่ดินได้ ซึ่งหลังจากนั้นดีที่สุดคือราคาจะทรงๆ รอ E ในสถานการณ์ปกติทยอยโตขึ้นมาสอดรับกับราคาครับ ซึ่งบางทีเราจะเห็นหุ้นบางตัวที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วราคาวิ่งกลับลงไปที่เดิมก็มีให้เห็นได้บ่อยครับ นั้นเป็นการเก็งกำไรที่เกิดขึ้นจาก E ที่โตผิดปกติ

3.3 หุ้นที่มี E โต 100% ส่วนใหญ่ราคาจะวิ่ง 100% ขั้นต่ำ หากวิ่งไม่ถึงแสดงว่าราคาได้วิ่งมารอรับข่าวดีไปแล้วครับ

4).
4.1 SRICHA นั้นเป็นหุ้นพื้นฐานที่มีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ แต่ด้วยความที่อยู่ในตลาดแข่งขันผู้ถือหุ้นต้องติดตามประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา

4.2 SVI ในอดีตเป็นหุ้น Turnaround จนกลายมาเป็นหุ้นเติบโต แต่เมื่อไม่นานมานี้ SVI เผชิญปัญหาไฟไหม้โรงงานซึ่งเรื่องนี้มีผลกระทบกับยอดขายแบบชัดเจน

4.3 บทสรุปของหุ้น 2 ตัวนี้ในมุมมองของผมคือ ทั้งสองตัวที่ท่านยกมาเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีเงินปันผลสม่ำเสมอ ที่ท่านหารือเรื่องของ Capital Gain ที่เกิน 100% ก็ต้องย้อนกลับมาดูเรื่องของปัจจัยที่จะส่งผลให้ E ว่าจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วน 100% หรือไม่ครับ

4.4 การติดตามข่าวสารนั้นสำคัญมากๆ ครับ เราจะพบได้ในหลายครั้งว่านโยบายต่างๆ ที่มีออกมาใหม่สามารถส่งผลโดยตรงต่อกิจการได้เลย เช่นการสนับสนุน หรือยกเลิกการสนับสนุน ทำให้หุ้นที่เคยดีกลับแย่ หุ้นที่เคยแย่กลับดี ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของ นาโนไฟแนนซ์ ที่ผ่านมามีผลให้หุ้นกลุ่มเช่าซื้อ (ลิสซิ่ง) ปรับตัวขึ้นแรงรับอานิสงส์ หรือเรื่องของการที่รัฐเข้ามาพยุงราคายาง เป็นต้นครับ

4.5 การลงทุนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยในสภาวะของผมที่อายุยังไม่มากนัก รวมถึงสามารถรับความเสี่ยงได้เยอะ ผมชอบหุ้นที่ราคายังไม่ขึ้น หรือขึ้นแต่ขึ้นไม่มาก ยิ่งเป็นกิจการผูกขาดยิ่งดี แต่ในด้าน VI ผมก็ชื่นชมแนวคิดด้านนี้มากๆ เพราะเป็นแนวทางการลงทุนที่ใช้สติปัญญาเป็นหลักโดยมุ่งเน้นไปที่การศึกษาคุณค่าในกิจการ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าในอนาคตหากพอร์ตผมเติบโตขึ้นประกอบกับอายุที่มากขึ้น ผมอาจจะเปลี่ยนแนวทางไปเป็น VI ก็ได้ครับ

ข้อหารือของท่านมีประโยชน์มากๆ ครับ ผมหวังว่าจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองกับท่านอีกในโอกาสถัดไป

ด้วยความเคารพ
กำพล อังศุเกษตร์