Head ถามมาครูตอบไป

ถามมา…ครูตอบไป…

คำถาม จากนักเรียนในโครงการ CII รุ่น 5 ห้อง 2

อยากจะขอสอบถาม ความคิดเห็นของอาจารย์ อยู่ 2 ข้อ ด้วยกัน

1.กรณีแบ่งแยกประเภทหุ้น เป็น 6-7 ประเภท แบบที่อาจารย์สอนในช่วงท้ายของคาบเรียนในวันจันทร์ที่ 16 ก.พ. 58 นี้ เป็นหุ้นชั่ว 7 ที และไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นหุ้นดี 7 หน >>>

การแบ่งประเภทเช่นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาหุ้น turnaround โดยเฉพาะเท่านั้นใช่ไหมครับ ?

แล้วกรณีการแบ่งแยกประเภทหุ้นของ ปีเตอร์ ลินซ์ ที่แบ่งเป็น 6 ประเภท มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างอย่างไร กับการแบ่งประเภทหุ้นของอาจารย์ครับ?

ข้อ  1.หุ้นโตช้า อดีตเคยรุ่งเรือง แต่ภาวะอุตฯ ใกล้อิ่มตัว มักเป็นธุรกิจเก่าแก่ การเติบโตเชื่องช้ามาก

2.หุ้นยักษ์ใหญ่ หรือ defensive stock

3.หุ้นโตเร็ว หรือ growth stock

4. หุ้นวงจร หรือที่เรียกว่า Cyclical Stock

5. หุ้นพลิกฟื้น หรือ Turnaround stock

6. หุ้นสินทรัพย์ หรือ Asset play

ข้อ 2. เท่าที่ผมติดตามหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหุ้น 6 เล่มล่าสุด ผมพบว่าสมมติฐานในการเขียนหนังสือของอาจารย์คือ SET จะไปถึง 2000 จุดได้ในอีก 4-5 ปีนี้ (ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับอาจารย์ในส่วนหนึ่งเช่นกันครับ)***แต่!!!

ถ้าเกิดกรณีผิดคาด เกิดไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ตลาดหุ้นได้ตกระเนระนาด ถึง 500 จุด และตกต่ำต่อเนื่องยาวนานถึง 4-5 ปี (เหตุการณ์สมมตินะครับ) กรณีเช่นนี้ อาจารย์จะยังคงถือหุ้นใดๆ ก็ตาม ที่อาจารย์มีในพอร์ตตอนนี้ไว้เหมือนเดิมหรือไม่ครับ ? ในความคิดของผมคือ

เราควรเลือกหุ้นที่มีโอกาส turnaround แล้วยังสามารถรักษา E ให้เติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ ในอนาคต และให้ปันผลดีกว่าเงินฝากประจำ ซึ่งถ้าหาหุ้นเช่นนี้ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องขายหุ้นแต่อย่างใด แม้ดัชนีจะตกต่ำมาสุดขีด ผมเข้าใจถูกต้องไหมครับ?

กรณีหุ้นที่เปลี่ยนจากธุรกิจเดิมมาเป็นโรงไฟฟ้า มีกลไกการขึ้นของราคาหุ้นอย่างไรครับ?

แล้วอย่างกรณี NNCL ผมพบว่ากำลังเปลี่ยนธุรกิจหลัก ทำนิคม (ซึ่งมักมี E ผันผวน) มาเป็น โรงไฟฟ้า (ซึ่งมี E มั่นคง) ซึ่งโรงแรก 120MW จะก่อสร้างเสร็จ กลางปี 59 และโรงที่สองอีก 125MW จะก่อสร้างเสร็จกลางปี 60 (ปัจจุบัน PBV เกิน 1 มาหน่อย และ PE เป็น N/A)

กรณีเช่นนี้ หุ้นควรจะขึ้นเป็น PBV 3 เท่าในช่วงใดครับ?

ด้วยความเคารพครับ
ลูกศิษย์


ตอบลูกศิษย์:

ข้อ 1) การแบ่งของผม ผมใช้ประสบการณ์เป็นตัวแบ่ง ความแตกต่างของราคาที่เห็นชัดเจนคือจากหุ้นธรรมดากลายเป็นหุ้นชั่ว 7 ที และจากชั่ว 7 ที กลายเป็นดี 7 หน (เทินอราวด์) และจากดี 7 หุน กลายเป็นหุ้นพื้นฐาน

ส่วนตัวแล้ว ไม่รู้ว่าปีเตอร์ ลินซ์ แบ่งอย่างไร เพราะไม่เคยอ่าน แต่ของผมแบ่งตามราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวไปตามวัฏจักร

ข้อ 2) ไม่ และก่อนถึงเวลานั้นมันจะต้องมีสัญญาณ คนข้างในจะตะโกนดังๆ ว่าให้ขายทิ้ง เพราะเงินที่ขาดทุนไปเป็นกระดาษ ทำให้ขายทิ้งเร็ว และค่อยไปซื้อกลับใหม่ตอนที่คนส่วนใหญ่เลิกเล่นหุ้นแล้ว

สำหรับหุ้นที่ E โตต่อเนื่อง ที่ราคามี P/BV 3-4 เท่า ถ้า SET ตกลงมาถึง 500 จุด ยังไงหุ้นก็ตกอยู่ดี เพราะ P/BV 3-4 เท่า บอกว่าราคาเกิน BV มา 200-300%

ส่วนที่ถามการขึ้นของราคาหุ้นที่เปลี่ยนแนวมาทำโรงไฟฟ้า กรณี NNCL ว่ามีการขึ้นไปที่ 3 เท่าของ BV จะเกิดช่วงใด ก่อนอื่น]

(1) ต้องเข้าใจว่า NNCL ทำนิคมอุตสาหกรรมด้วย E รวมจึงมี E ของกิจการนิคมด้วย

(2) ถ้า E ของกิจการนิคมปีนี้ดี (ไม่ขี้เหร่) และโรงไฟฟ้าโรงแรกคืบหน้าไปไกล และเกิดโรงที่ 2 ไล่เลี่ยกันไป หุ้นก็น่าจะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้แล้ว (เพราะราคาหุ้นจะต้องขึ้นไปรอรับข่าวดีที่จะเป็นจริงในอนาคต)

(3) สังเกตวอลุ่มการซื้อขายที่ผิดปกติให้ดีๆ ดูทุกวัน จะรู้สึก และถ้าเจอวอลุ่มผิดปกติ อีกไม่เกิน 6 เดือน ราคาก็น่าจะขึ้น

ชาย กิตติคุณาภรณ์