Head ถามมาครูตอบไป

ถามมา…ครูตอบไป…

สวัสดีครับผมมีคำปรึกษาครับ

ผมเริ่มลงทุนในหุ้นวันที่ 29/6/2011 ด้วยเงินลงทุน 3 แสนบาท

ผ่านพ้นปีแรกผมมีเงิน 1 ล้านบาท

ปีที่ 2 มี 2 ล้านบาทจนกระทั่งขึ้นไปสูงสุด 2.8 ล้านบาท

เข้าสู่ช่วงปี 2013 พอร์ตผมทั้งพอร์ตติดลบหนักมาก

จนกระทั่งผมเหลือเงิน 1.2 ล้านบาท

คือลบไปจากจุดสูงสุดเกิน 50% ตอนสุดท้ายผมรอมันเด้งและตัดขาดทุนทำให้เหลือเงินกลับมา 1.4 ล้านบาท (ซึ่งไม่ใช่ตัวเลข ณ ปัจจุบันนะครับ)

สาเหตุเกิดจากช่วงที่ตลาดตกอย่างรุนแรงปีที่ผ่านมา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมสรุปข้อผิดพลาดของตัวเองไว้ดังนี้ครับ

  1. ประสบการณ์ที่น้อย + ความมั่นใจที่มากจนเกินไป
  2. ผมมีแนวทางการลงทุนของตัวเองที่ชัดเจนมากในการประเมินราคาหุ้นซึ่งมันค่อนข้างแม่นยำทำให้เกิดความมั่นใจเกินเหตุ
  3. ผมเชื่อว่าหุ้นที่ผมประเมินไว้มันจะเป็นแบบที่คิดซึ่งพอกำไรประกาศออกมาก็เป็นแบบที่คิดจริงๆแต่ราคากลับตรงกันข้ามกับที่คิดเพราะภาวะตลาดขณะนั้นไม่เอื้ออำนวย
  4. เมื่อกำไรออกมาดีแต่ราคาหุ้นลงตามตรรกะผมคือยิ่งถูกแต่กำไรดียิ่งน่าซื้อ ณ เวลานั้นผมไม่เคยสนใจภาวะตลาดโดยรวมเลยครับผมจึงถัวราคาไปเรื่อยๆด้วยเงินลงทุนทั้งหมดที่มี
  5. ยิ่งลงยิ่งถัวเฉลี่ยสุดท้ายผลลัพธ์จึงเลวร้ายครับ

ทีนี้มาถึงคำถามนะครับภาวะตลาด ณ ปัจจุบันผมคิดว่ามันไม่ใช่วิกฤติขนาดปีที่ผ่านมา

เหตุผล : วิกฤติใหญ่ๆมักเกิดแบบไม่มีคำเตือนมักเกิดเมื่อทุกอย่างดูดีจนเกินเหตุ (ช่วงเวลานั้นใครบอกว่าหุ้นจะลงอาจดูเหมือนคนบ้า)

ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่คนกลัวกับคนกล้ายังถือว่ายังมีสัดส่วนใกล้เคียงกันยากที่จะประเมินว่าฝั่งกลัวหรือกล้ามากกว่ากันประกอบกับมีการเตือนกันมาตลอดช่วงที่ผ่านมาว่าหุ้นอาจลงเท่านั้นเท่านี้

ดังนั้น.. ผมจึงสรุปว่าถ้าไม่ใช่ภาวะที่ดีที่สุดโลภที่สุดตลาดจะไม่ใช่วิกฤติใหญ่.. และถ้าไม่ใช่วิกฤติใหญ่ประมาณปีที่แล้ว 2013 ผมก็จะไม่หนีออกมานั่งดูครับเพราะมีกำไรส่วนต่างราคาตุนไว้มากพอสมควร (ณ ปัจจุบัน) ความผันผวนในระดับ 50-100 จุดผมพอรับไหวแต่ถ้าลบเกิน 100 จุดไปแล้วผมเริ่มจะรับไม่ไหวครับ..

..สิ่งที่ผมเข้าใจและได้อธิบายไว้ข้างต้นผมเข้าใจถูกหรือไม่ครับที่ว่า “วิกฤติใหญ่ๆมักเกิดแบบไม่มีคำเตือน” และเหตุการณ์ปัจจุบันไม่มีนัยยะขนาดปีที่ผ่านมา..

ขอรบกวนด้วยครับและขอขอบคุณล่วงหน้าในความกรุณาครั้งนี้ครับ

สุดท้ายนี้หากมีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติมผมยินดีรับฟังและนำไปลองปฏิบัติให้เข้ากับแนวทางของผมเองครับ

ขอบคุณมากครับ

ลูกศิษย์


เรียนลูกศิษย์

1)    ส่วนตัวผมผมว่าปีที่แล้วก็ไม่ใช่วิกฤติดังนั้นความเห็นทางเศรษฐกิจจึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนอย่าว่ากับคนเลยนักเศรษฐศาสตร์ยังมองเศรษฐกิจไม่เหมือนกันเลยทางที่ดีฝึกมองต่อไปแล้วเชื่อตัวเองจะดีที่สุดเพราะข่าวที่ออกมามีคนได้ประโยชน์จากการที่ทำให้คนทั้งประเทศทั้งโลกมองไปในทิศทางที่มีบางคนต้องการให้มองไปทางนั้น

2)    ความเข้าใจของท่านที่ว่าภาวะที่ดีที่สุดโลภที่สุดก็คือภาวะฟองสบู่ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้นแน่นอนดังนั้นถ้ายังไม่ใช่หรือยังไม่เกิดภาวะฟองสบู่ตลาดหุ้นก็ยังลงทุนได้

3)    ตลาดหุ้นยังลงทุนได้ถ้าปัจจัยทางเศรษฐกิจเกื้อกูลให้รายได้ของบริษัทจดทะเบียนโตขึ้นทำให้มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) โตขึ้นท่านว่าในวันนี้มีโครงการลงทุนใหม่มหาศาลการเปิด AEC ฯลฯพาให้โซนเอเซียได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆนับจากปี 58-60 ทำให้เห็นว่าหุ้นน่าจะเป็นขาขึ้น

4)    ระบบเศรษฐกิจโลกที่หนึ่งไม่ดี (USA) อีกที่จะดี (โซนเอเซีย) ยิ่งเอาข้อ 3) มาพิจารณางานนี้เห็นภาพทุนเคลื่อนย้ายรอบใหม่มาที่นี่มหาศาลราคาหุ้นจะขึ้น SET INDEX ทะลุ 1,800 จุด

ผมยกตัวอย่างให้ท่านเห็นในมุมมองของผมในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่ทุกอย่างต้องเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันจะไปใช้การท่องจำ (จำ) แบบท่านไม่ได้เพราะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นกระทันหันท่านจะปรับตัวไม่ได้งานนี้จะลำบาก

สุดท้ายแนะนำให้ซื้อหนังสือเศรษฐศาสตร์มหภาคที่เรียนกันในปริญญาตรีมาอ่านและอ่านบทความบทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจของหลายๆสำนักจะทำให้ท่านเข้าใจและสามารถจะวิเคราะห์เศรษฐกิจได้ด้วยตัวท่านเอง

ชาย กิตติคุณาภรณ์