ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

Project / Indicator / ราคาหุ้นที่ถูกซ่อนเอาไว้ใน Indicator

จะเข้าใจ NPV หรือมูลค่าปัจจุบันสุทธิที่ใช้เพื่อการตัดสินใจลงทุน จะต้องเข้าใจที่มาของสูตร NPV ก่อน

ขอเอาภาพนี้ให้ดู

ภาพ1

ภาพนี้เริ่มจากมีเงิน 1,000 บาท ที่จับต้องได้ในวันนี้ เรียกว่า Present Value หรือ PV หรือมูลค่าเงินในวันนี้

ไม่รู้จะเอาเงิน 1,000 บาท ไปทำอะไร ก็เลยเอาไปลงทุนฝากธนาคาร ได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี ลงทุนฝากครบ 1 ปี จะได้ดอกเบี้ย (2%)(1,000) หรือเท่ากับ (r)(PV) เท่ากับ 20 บาท

ถึงสิ้นปีที่ 1 จะได้เงินลงทุนคืนเท่ากับ 1,000 บาท บวกรวมกับ 20 บาท กลายเป็นเงินในอนาคตสิ้นปีที่ 1 จำนวน 1,020 บาท เรียกชื่อใหม่ว่า Future Value หรือ FV

ลองนึกตามต่อไป ว่าคนลงทุนไม่ยอมมาถอนเงินฝาก เมื่อฝากครบ 1 ปี คำถามถามว่า ธนาคารจะทำอะไรกับ FV1 หรือ 1,020 บาท

คำตอบคือ ธนาคารจะเอา 1,020 บาท ฝากให้ต่อในปีที่ 2 เกิดเหตุการณ์ที่เงินฝากตั้งต้นปีที่ 2 หรือ PV2 เป็น 1,020 บาท เมื่อฝากครบอีก 1 ปี (ปีที่ 2) จะได้ดอกเบี้ย 20.4 บาท เกิดเงินอนาคตในสิ้นปีที่ 2 หรือ FV2 เป็น 1,020 บาท บวกกับ 20.4 บาท กลายเป็นเงิน 1,040.4 บาท

ถึงสิ้นปีที่ 2 คนลงทุนก็ไม่ยอมมาถอนเงินอีก ธนาคารจึงเอา 1,040.4 บาท ฝากต่อในปีที่ 3

วัฏจักรจะวนเวียนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เกิดเงินฝากที่ใหญ่ขึ้นทุกปี และดอกเบี้ยก็โตขึ้นทุกปี

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเป็นอินฟินิตี้ จะเกิดสมการความจริง ดังนี้

สูตร1

มีความหมายว่า รู้เงินในวันนี้ รู้อัตราผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี (r) และรู้ระยะเวลาการลงทุนเป็นปี (t) ก็จะรู้เงินในอนาคต (FV) ในปีที่ t

การคิด NPV เราจะเอาด้านอีกด้านหนึ่งของสมการมาใช้ อยากให้นักเรียนลองกลับสมการ จะได้ดังนี้

สูตร2

บอกเราว่า ถ้ารู้เงินในอนาคต FV ปีที่ t รู้ r และรู้ t ก็จะรู้มูลค่าเงินในวันนี้ (PV)

การจะรู้ FVt ได้ เช่น โครงการลงทุนมีระยะเวลา 3 ปี ก็จะต้องรู้ FV1 , FV2 และ FV3

FV1 , FV2 และ FV3 ก็คือเงินที่เหลือจากการทำโครงการในอนาคต ซึ่งหากลงรายละเอียดของ FV ว่าคืออะไร เราก็จะได้ว่า FV คือ กระแสเงินสดรับหักออกด้วยกระแสเงินสดจ่าย (Benefit ; B ลบด้วย Cost ; C)

โครงการ 3 ปี ยกตัวอย่างโครงการ XYZ

ภาพ2

จะเห็น B1 – C1 (FV1) , B2 – C2 (FV2) และ B3 – C3 (FV3) เป็นตัวเลข -5 , 6 และ 6.5 ล้านบาทตามลำดับ ถือเป็นตัวเลขที่เกิดจากการคาดการณ์ โดยที่โครงการยังไม่ถูกลงทุนจริง เป็นแค่ขั้นตอนของการจัดทำแผนการเงิน หรือ Cash Flow (CF) เพื่อให้รู้ว่า 3 ปี เงินจะเหลือจากการทำโครงการเท่าไร

ตามภาพนี้ 3 ปี เงินจะเหลือ 7.5 ล้านบาท (เอา -5 + 6 + 6.5)

เงินเหลือ 7.5 ล้านบาท เป็นเรื่องของการที่ต้องทำโครงการให้จบ 3 ปี จึงจะได้เงิน 7.5 ล้านบาท

แต่ถ้าต้องการเงินในวันนี้ จากโครงการ XYZ โดยไม่ต้องรอโครงการจบ จะหามูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value ; NPV) ได้ค่าเท่าไร

จากภาพแสดงให้เห็นการทำ FV1 มาเป็น PV1 มาจาก

สูตร3

PV3 ก็หลักการเดียวกัน และเมื่อจับ PV1 รวมกับ PV2 และ PV3 จะได้ NPV ที่ 4.46 ล้านบาท

NPV ที่ 4.46 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ประเมินมาจาก CF ภายใต้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 15% ต่อปี

NPV บอกเราว่า โครงการนี้จะได้ทุนคืน แล้วเหลือเงินในรูปมูลค่าปัจจุบันอยู่ที่ 4.46 ล้านบาท

ประเด็นของการได้ทุนคืน แล้วเหลือเงินเพิ่มในรูปมูลค่าปัจจุบัน 4.46 ล้านบาท ถามนักเรียนว่า โครงการ XYZ ทำให้นักเรียนรวยขึ้นหรือเปล่า ถ้าลงทุนในโครงการนี้

คำตอบคืน รวยขึ้น (ได้ทุนคืนแล้วเหลือเงินเพิ่มในรูปมูลค่าปัจจุบันที่ 4.46 ล้านบาท) นักเรียนจึงตัดสินใจลงทุนไงล่ะ

นี่เองเป็นที่มาที่บอกว่า NPV ต้องมากกว่าศูนย์ ถึงสมควรลงทุน

จากภาพ โครงการ XYZ มี CF (B1 – C1) ติดลบ 5 ล้านบาท หากโครงการไม่กู้เงินธนาคารเลย โครงการต้องลงทุนส่วนของเจ้าของที่ 5 ล้านบาทเต็ม

พูดอีกแบบก็คือบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินโครงการ XYZ ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท

5 ล้านบาท พ้นปีที่ 1 ไป พอขึ้นปีที่ 2 เหลือเงิน 6 ล้านบาท บอกเราว่าปีที่ 2 ก็ได้คืนทุนแล้ว (B – C) หรือเงินเหลือปีที่ 2 ก็คืนทุนที่ลงทุนไปแล้ว

จริงๆ แล้วหากทำ CF เป็นรายเดือน จะเห็นการคืนทุนที่ชัดขึ้น ว่าปีที่ 2 จะคืนทุนในเดือนใด ที่เงินเหลือทุกเดือนสะสมกันจนครบ 5 ล้านบาท

เดือนที่เท่าไรของปีที่ 2 เรียกว่า ระยะเวลาคืนทุน หรือ Payback Period หรือ PBP

PBP ที่สั้นๆ ไม่เกิน 3 ปี มีความหมายว่า จะเกิดการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสด ทำให้สินทรัพย์ในงบดุลโตขึ้น และพาให้ส่วนทุนโตขึ้นตาม เพราะกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้น มีความเกี่ยวข้องกับรายการกำไรสะสม ดังนั้น จึงทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นโตขึ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชี (BV) จะสูงขึ้น ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าโครงการลงทุนที่มี PBP ช้ากว่า

อยากให้นักเรียนลองนึกถึงเงินลงทุนในโครงการใหม่ หากใช้เงินสดของกิจการ นั่นก็หมายความว่า รายการเงินสดจะหายไป กลายเป็นสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการใหม่

เมื่อโครงการใหม่เกิดขึ้น โครงการใหม่จะสร้างรายได้ และกำไรในงบกำไรขาดทุน (สมมติว่ามีกำไร) ซึ่งจะทำให้กำไรสะสมโตขึ้น มูลค่าหุ้นทางบัญชีโตขึ้น

และถ้ามีการพูดถึงว่า โครงการใหม่มี PBP ที่ 3 ปี โดยกิจการลงทุนโครงการใหม่ไป 600 ล้านบาท นั่นก็หมายความว่า ตลอด 3 ปี โครงการใหม่จะสร้างเงินสดเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาทด้วย นั่นก็หมายถึงว่า สินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาท พาให้ส่วนทุนต้องโตขึ้น 600 ล้านบาทด้วย นี่เป็นเหตุให้มูลค่าหุ้นทางบัญชี (BV) สูงขึ้น ราคาหุ้นต้องปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน

PBP จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) และ EPS ก็ไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับมูลค่าหุ้นทางบัญชี (BV) และ BV ก็ไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับราคาหุ้น (P)

ส่วน IRR หรือ Internal Rate of Return หรืออัตราผลตอบแทนภายในโครงการ หามาจากการตั้งสมการ NPV โดยกำหนดให้ NPV เป็นศูนย์

ขอให้ดูภาพนี้ เป็นข้อมูลของโครงการ XYZ

ภาพ3

เรากำลังจะหา r สูงสุด หรืออัตราผลตอบแทนจากการลงทุนโครงการ XYZ ที่สูงสุดที่ยังทำให้โครงการนี้ยังลงทุนได้อยู่

r สูงสุดหาออกมาได้ที่ 89% ต่อปี บอกเราว่า ถ้านักลงทุน (เราก็ได้) ต้องการอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการนี้ที่เกินกว่า 89% เช่น ต้องการที่ 90% (ตัวอย่างในกรอบสี่เหลี่ยม) จะพบว่า NPV ของโครงการ XYZ จะออกมาติดลบ เราในฐานะที่ต้องการ r% จากโครงการสูงถึง 90% จะไม่ลงทุน

นักเรียนต้องจับหลักให้แม่นๆ ว่า NPV ติดลบ ลงทุนไม่ได้ และการที่ NPV จะติดลบได้ ก็อยู่ที่ r% ถ้าเราต้องการ r% สูงๆ NPV มีสิทธิติดลบได้ เราจะไม่ลงทุนในโครงการ

ข่าวของหุ้นที่ประกาศออกมาว่า IRR 25% ต่อปี ก็มาจากการคำนวณด้วยวิธีการแบบเดียวกับตัวอย่างการหา IRR ของโครงการ XYZ นั่นแหละ

มันบอกโดยอ้อมว่า หากเราต้องการผลตอบแทนไม่เกิน 25% ต่อปี ลงทุนในโครงการที่บริษัทกำลังจะทำที่มี IRR 25% เราจะกลายเป็นคนรวย เพราะ NPV ของโครงการนี้จะติดบวก เราจึงต้องรีบซื้อหุ้นโดยด่วน

แต่หากเราต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนเกินกว่า 25% เราก็จะไม่ซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะซื้อไปแล้ว NPV จะติดลบ เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ให้เราลงทุนในหุ้นตัวนี้

IRR จึงบอกเราเรื่องของการเข้าร่วมลงทุน โดยบอกเราว่า r% สูงสุดที่เราต้องการ ต้องไม่เกิน IRR ถ้าเราต้องการ r% ที่ไม่เกิน IRR ซื้อหุ้นตัวนี้ได้

IRR จึงเป็นเกณฑ์ของคนลงทุนที่จะตัดสินใจเข้าหุ้น หรือไม่เข้าหุ้น

ถ้า IRR สูงๆ คนก็จะเข้าหุ้นกับโครงการเยอะ แต่ถ้า IRR ต่ำๆ คนก็จะเข้าหุ้นน้อย IRR จึงเป็นเรื่องของการระดมทุนว่า จะระดมทุนง่ายหรือยาก และถ้ากิจการมีเงินอยู่ โดยไม่ต้องระดมทุน IRR ก็จะใช้บอกว่า ควรซื้อหุ้นตัวนี้ดีหรือไม่ดี โดยดู r% ของเราเทียบกับ IRR เพื่อการตัดสินใจ

หวังว่านักเรียนจะเข้าใจ เพราะเนื้อหาที่เขียนสอนในวันนี้ เป็นเนื้อหาที่ยาก หากจะเรียนกันให้เข้าใจ 100% ต้องมาเรียนกับผมถึง 6 ชั่วโมง

ถ้าไม่เข้าใจ อ่านอีกรอบ อีกรอบ และอีกรอบ

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm