Head ข่าวโดน

“ถ้าราคายาง มันยังแย่ แล้วพวกเค้าซื้อกันไปทำไม??”

ผู้บริหารกลุ่มยางพาราแห่ซื้อหุ้น หวังราคายางพาราปีหน้าฟื้น ดันผลการดำเนินงานพลิกกำไร

ผู้บริหาร “ศรีตรัง” ทยอยเก็บหุ้นกว่า 122 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ด้านผู้บริหาร “ไทยรับเบอร์” ทยอยเก็บกว่า 2.4 ล้านบาท ใน 1 เดือน หลังมองแนวโน้มยางพาราเฉลี่ยปีหน้า 60-65 บาทต่อกิโลกรัม ลุ้นผลประกอบการพลิกกำไรเล็กน้อย และตั้งเป้ารายได้โต 5-10% จากราคายางที่เพิ่มขึ้นและการขยายกำลังผลิต ด้านนักวิเคราะห์มอง 2-4 ปีนี้ ราคายางพารายังตกต่ำต่อเนื่อง จากภาวะผลผลิตยางล้นตลาด

10888439_681339558641760_4246762201290467201_n

แบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร (แบบ 59-2) ระบุว่า บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) มีรายงานการซื้อหุ้นของผู้บริหารตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 2557 ทั้งสิ้นกว่า 122 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ส่วนบริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) (TRUBB) พบว่ามีรายงานการซื้อหุ้นของผู้บริหารตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 2557 ทั้งสิ้นกว่า 2.4 ล้านบาท

นายภัทรพล วงศาสุทธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทคาดว่าราคายางพาราในปี 2558 จะปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 60-65 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 42 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากราคายางน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ประกอบกับภาครัฐที่จะมีมาตรการช่วยเหลือให้ราคายางฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ เชื่อว่าผลการดำเนินงานบริษัทจะสามารถพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ตามทิศทางราคา ยางที่น่าจะฟื้นตัวขึ้นได้บ้าง จากปีนี้ที่คาดว่าจะยังคงติดลบอยู่ โดยมีปัจจัยสำคัญคือราคายางที่ปรับตัวลดลง โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ปีหน้าเติบโต 5-10% จากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตและเพิ่มปริมาณการเข้าซื้อวัตถุมากขึ้น

“แต่ยังมองว่าราคายางจะยังคงโดนกดดันต่อไป หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่ ๆ เข้ามาสนับสนุน เพราะปัจจุบันปริมาณการผลิตยางพารายังคงมากกว่าความต้องการใช้ยางพาราอยู่ มาก รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันซึ่งลดลงต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยกดดันอย่างหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาราคาน้ำมันและราคายางพาราจะไปในทิศทางเดียวกัน”

ขณะที่ราคายางในสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วจาก 36 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 42 บาทต่อกิโลกรัม เป็นผลมาจากฝนที่ตกลงมามาก ทำให้วัตถุดิบในการผลิตลดลง แต่อย่างไรก็ตามแม้ราคาขายจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ราคาวัตถุดิบก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน และเพิ่มสูงกว่าราคาขายอีกด้วย โดยราคาขายที่ปรับขึ้น 1-2 บาท แต่ราคาวัตถุดิบปรับขึ้น 5-6 บาท ทำให้ผู้ประกอบการที่ทยอยขายในช่วงนี้อาจจะประสบผลขาดทุนได้

ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC กล่าวว่า ราคายางพารายังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะ 2-4 ปีข้างหน้า เนื่องจากภาวะผลผลิตยางพาราล้นตลาด และปริมาณผลผลิตยางพารายังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ต้นยางพาราที่ปลูกในช่วงปี 2548 จะเข้าสู่ช่วงอายุที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ประกอบกับต้นยางพาราที่ปลูกใหม่ในช่วงปี 2552-2554 อีกราว 5.6 ล้านไร่ ก็กำลังจะเริ่มให้ผลผลิตในอีก 2-3 ปีจากนี้

ในขณะที่การบริโภคยางพารา แม้จะมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่เพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใน สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ รวมทั้งการที่ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะหันมาบริโภคยางพาราทดแทนยาง สังเคราะห์เพิ่มขึ้น จากราคายางพาราที่ถูกกว่า แต่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความต้องการดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับ ปริมาณผลผลิตยางพาราที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ประกอบกับราคายางสังเคราะห์ยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังสูงกว่าราคายางพารา จากภาวะผลผลิตล้นตลาดและราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งจาก 2 ปัจจัยดังกล่าว จะส่งผลให้ราคายางพารายังมีแนวโน้มปรับลดลงในระยะต่อไป

ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20141222/624527/ผู้บริหารกลุ่มยางพาราแห่ซื้อหุ้น.html