Head เล่นแร่แปลหุ้น

ความกลัว VS. ความโลภ

ลูกศิษย์ : อาจารย์ครับ ทำไมตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ถึงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องครับ

อาจารย์ : ถ้าคุณมองย้อนกลับไปไกลออกไปจากช่วงนี้ คุณจะพบว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2013 ที่ SET Index อยู่ที่ประมาณ 1,300 จุด ขึ้นมาเป็นประมาณ 1,520 จุด แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยให้อัตราผลตอบแทนสูงถึง 17% ในช่วงประมาณ 11 เดือน ซึ่งถือว่าอัตราผลตอบแทนในระดับที่ดีมาก

ลูกศิษย์ : เสียดายจังที่ผมถือหุ้นไม่เคยเกิน 1 เดือน

อาจารย์ : แต่ผมว่าคุณน่าจะถือหุ้นไม่เกิน 1 อาทิตย์มากกว่า เพราะถ้าคุณอดทนถือหุ้นได้เกิน 1 เดือนจริง คุณจะไม่ตั้งคำถามแบบนี้

ลูกศิษย์ : ทำไมอาจารย์รู้ทันผมล่ะครับ

อาจารย์ : เพราะผมมีแต่ลูกศิษย์แบบคุณ ผมอยากจะสอนคุณว่า :-

การลงทุนในหุ้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัวของมันเอง ความเป็นศาตร์ คือ ความเหตุและมีผล ในขณะที่ความเป็นศิลป์ คือ ความไร้เหตุและผล ดังสังเกตได้จากบางครั้งราคาหุ้นก็ผันผวนไร้ทิศทางไม่สอดคล้องกับผลประกอบ การของหุ้นต้วนั้น ซึ่งความมีเหตุผลและไร้เหตุผลในตัวเองนั้นก็สอดคล้องกับพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งก็กระทำสิ่งใดก็มีเหตุผล บางครั้งก็มีแต่อารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง

ดังนั้น หากต้องการเข้าใจหุ้นได้อย่างลึกซึ้ง คงต้องนับหนึ่งจากการเข้าใจมนุษย์ให้ได้เสียก่อน จำไว้เสมอว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีสัญชาตณานในการป้องกันตัวเอง และรักตัวเองเป็นที่สุด คนก็เช่นเดียวกัน การป้องกันตัวเองของคนนั้นมีพื้นฐานมาจาก “ความกลัว” ในขณะที่การรักตัวเองนั้นมีพื้นฐานมาจาก “ความโลภ”

นักลงทุนจึงเปรียบเทียบว่า ความกลัว = ตลาดหมี คือ ภาวะตลาดหุ้นตกต่ำ นิยมใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ ยิ่งแดงมากยิ่งกลัวจัด

ส่วน ความโลภ = ตลาดกระทิง คือ ภาวะตลาดหุ้นวิ่งกระจาย นิยมใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ยิ่งเขียวมายิ่งโลภมาก

เมื่อเราเข้าใจคนเพียงเสี้ยวเดียว คือ ความกลัว กับ ความโลภ ได้ เราก็สามารถสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นได้อย่างมหาศาล เพราะนักลงทุนที่ชาญฉลาดจะพบว่า เมื่อใดก็ตามที่ตลาดหุ้นกลัวสุดขีด ตลาดหุ้นจะเสนอหุ้นในราคาถูกแสนถูก ซึ่งหมายความว่า หุ้นจะถูกมากน้อยเพียงใด อยู่ที่ระดับความกลัว เช่น กลัวน้อย จะเสนอราคาถูกน้อย กลัวมาก จะเสนอราคาถูกมาก เป็นต้น

นั่นย่อมทำให้เราได้หลักการลงทุนที่ว่า ให้ซื้อหุ้นเมื่อตลาดตกต่ำสุดๆ ราวกับว่าโลกนี้กำลังแตกสลายไปในไม่ช้า และให้ขายหุ้นเมื่อตลาดพุ่งติดจรวด ราวกับว่าคนในตลาดหุ้นจะร่ำรวยกันไปหมด

คำถามที่ตอบให้ได้ คือ คุณสามารถจะวิ่งเข้าสู่ความตายได้ไหม ในขณะที่คนส่วนใหญ่มากๆกำลังคิดว่าตัวเองหนีตาย

จำให้ขึ้นใจว่า “ความรวยรออยู่ฝากความตาย”

ลูกศิษย์ : ผมคิดว่าอาจารย์ควรจะไปเป็นหมอโรคจิตด้วยนะครับ เพราะเข้าใจมนุษย์ได้ดีจัง

อาจารย์ : ใช่ … เพราะผมเคยเป็นคนโรคจิตมาก่อน

ลูกศิษย์ : อาจารย์ครับ ทำไมตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ถึงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องครับ

อาจารย์ : ถ้าคุณมองย้อนกลับไปไกลออกไปจากช่วงนี้ คุณจะพบว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2013 ที่ SET Index อยู่ที่ประมาณ 1,300 จุด ขึ้นมาเป็นประมาณ 1,520 จุด แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยให้อัตราผลตอบแทนสูงถึง 17% ในช่วงประมาณ 11 เดือน ซึ่งถือว่าอัตราผลตอบแทนในระดับที่ดีมาก

ลูกศิษย์ : เสียดายจังที่ผมถือหุ้นไม่เคยเกิน 1 เดือน

อาจารย์ : แต่ผมว่าคุณน่าจะถือหุ้นไม่เกิน 1 อาทิตย์มากกว่า เพราะถ้าคุณอดทนถือหุ้นได้เกิน 1 เดือนจริง คุณจะไม่ตั้งคำถามแบบนี้

ลูกศิษย์ : ทำไมอาจารย์รู้ทันผมล่ะครับ

อาจารย์ : เพราะผมมีแต่ลูกศิษย์แบบคุณ ผมอยากจะสอนคุณว่า :-

การลงทุนในหุ้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัวของมันเอง ความเป็นศาตร์ คือ ความเหตุและมีผล ในขณะที่ความเป็นศิลป์ คือ ความไร้เหตุและผล ดังสังเกตได้จากบางครั้งราคาหุ้นก็ผันผวนไร้ทิศทางไม่สอดคล้องกับผลประกอบ การของหุ้นต้วนั้น ซึ่งความมีเหตุผลและไร้เหตุผลในตัวเองนั้นก็สอดคล้องกับพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งก็กระทำสิ่งใดก็มีเหตุผล บางครั้งก็มีแต่อารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง

ดังนั้น หากต้องการเข้าใจหุ้นได้อย่างลึกซึ้ง คงต้องนับหนึ่งจากการเข้าใจมนุษย์ให้ได้เสียก่อน จำไว้เสมอว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีสัญชาตณานในการป้องกันตัวเอง และรักตัวเองเป็นที่สุด คนก็เช่นเดียวกัน การป้องกันตัวเองของคนนั้นมีพื้นฐานมาจาก “ความกลัว” ในขณะที่การรักตัวเองนั้นมีพื้นฐานมาจาก “ความโลภ”

นักลงทุนจึงเปรียบเทียบว่า ความกลัว = ตลาดหมี คือ ภาวะตลาดหุ้นตกต่ำ นิยมใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ ยิ่งแดงมากยิ่งกลัวจัด

ส่วน ความโลภ = ตลาดกระทิง คือ ภาวะตลาดหุ้นวิ่งกระจาย นิยมใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ยิ่งเขียวมายิ่งโลภมาก

เมื่อเราเข้าใจคนเพียงเสี้ยวเดียว คือ ความกลัว กับ ความโลภ ได้ เราก็สามารถสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นได้อย่างมหาศาล เพราะนักลงทุนที่ชาญฉลาดจะพบว่า เมื่อใดก็ตามที่ตลาดหุ้นกลัวสุดขีด ตลาดหุ้นจะเสนอหุ้นในราคาถูกแสนถูก ซึ่งหมายความว่า หุ้นจะถูกมากน้อยเพียงใด อยู่ที่ระดับความกลัว เช่น กลัวน้อย จะเสนอราคาถูกน้อย กลัวมาก จะเสนอราคาถูกมาก เป็นต้น

นั่นย่อมทำให้เราได้หลักการลงทุนที่ว่า ให้ซื้อหุ้นเมื่อตลาดตกต่ำสุดๆ ราวกับว่าโลกนี้กำลังแตกสลายไปในไม่ช้า และให้ขายหุ้นเมื่อตลาดพุ่งติดจรวด ราวกับว่าคนในตลาดหุ้นจะร่ำรวยกันไปหมด

คำถามที่ตอบให้ได้ คือ คุณสามารถจะวิ่งเข้าสู่ความตายได้ไหม ในขณะที่คนส่วนใหญ่มากๆกำลังคิดว่าตัวเองหนีตาย

จำให้ขึ้นใจว่า “ความรวยรออยู่ฝากตาย”

ลูกศิษย์ : ผมคิดว่าอาจารย์ควรจะไปเป็นหมอโรคจิตด้วยนะครับ เพราะเข้าใจมนุษย์ได้ดีจัง

อาจารย์ : ใช่ … เพราะผมเคยเป็นคนโรคจิตมาก่อน