Head ครูพักลักจำ

การคำนวณหาอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย

ลุงเพียร : หยุดยาว 5 วัน นอนอยู่บ้านสบายเลยสิท่า

ใฝ่ดี : ผมเป็นเด็กขยันน่ะครับ ขอบอกเลย…วันหยุดอยู่บ้านอ่านหนังสือ ทบทวน ตำรับตำราน่ะครับ

ลุงเพียร : เยี่ยมมาก…ขยันๆ จะได้เก่งๆ  แล้วอ่านเรื่องอะไรมาบ้างละ  ไหนเอามาเล่าให้ลุงฟังบ้างสิ

ใฝ่ดี : ก็จะมี แฮรี่พอตเตอร์  ลอดจ์ออฟเดอะริง  แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์

ลุงเพียร : ไม่ใช่แล้ว….นั่นไม่เรียกทบทวนตำราแล้ว

ใฝ่ดี : ฮ่าๆ ผมล้อเล่นครับลุง  เอ….จะเล่าเรื่องไหนให้ลุงฟังดีน่ะ ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก…ปริ๊ง…….

ผมคิดออกแล้วครับ  เอาเรื่อง Interest Coverage Raito ก็แล้วกันน่ะครับ

ลุงเพียร : อ่า..ดี ดี  ไหนเล่ามาสิ

ใฝ่ดี : Interest Coverage Ratio หรือ วิธีการคำนวณหาอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย  โดยถือว่ามีความสำคัญอย่างมากอีกตัวหนึ่ง เพราะว่าดอกเบี้ยถูกจัดเป็นภาระหนี้สินทางการเงินอย่างหนี่งที่เป็นผลผูกพันธ์กับเงินกู้ที่ผู้ประกอบการได้หยิบยืมมาลงทุนก่อนหน้านี้ ซึ่งดอกเบี้ยนั้นมีความสำคัญต่อระบบการเงินภายในบริษัทเป็นอย่างมาก เพราะดอกเบี้ยจะเป็นตัวกำหนดกรอบนโยบายทางการเงินของธุรกิจทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ทำให้ธุรกิจหลายประเภทก่อนที่จะระดมเงินทุนมาใช้ในกิจการภายในนั้นมักจะคิดคำนวณหาความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยก่อนเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินที่จะตามมาอันมีสาเหตุหลักมาจากภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องของดอกเบี้ยนั่นเอง

ลุงเพียร : แหม… ๆ ๆ วันนี้มาแปลกเลยน่ะ พูดเหมือนนักวิชาการเลย

ใฝ่ดี : โดย Interest Coverage Ratio นั้น จะเป็นคำตอบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับทราบสถานะว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายชำระค่าดอกเบี้ยได้มากขนาดไหน ก่อนอื่นเราจะต้องคำนวณหาผลกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วให้นำกำไรสุทธิเป็นตัวตั้งแล้วจึงหารด้วยค่าใช้จ่ายในส่วนของอัตราดอกเบี้ยตามหลักสมการนี้

1

 

ลุงเพียร :  ผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีผลกระทบ หรือ บ่งบอกอะไรให้กับเราได้บ้างล่ะ

ใฝ่ดี : คือถ้าหากผลลัพธ์ที่ปรากฎออกมามีค่าเป็นบวกที่เท่ากับ หรือมากกว่า 1 แสดงว่าธุรกิจของผู้ประกอบการมีความสามารถที่จะจ่ายชำระค่าดอกเบี้ยได้ทั้งหมด

ลุงเพียร : แล้วถ้าต่ำกว่า 1 ละ

ใฝดี : ถ้าหากผลลัพธ์ออกมาต่ำกว่า 1หรือมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 นั่นแสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายชำระดอกเบี้ยได้เพียงบางส่วนเท่านั้นหรือที่เรียกกันว่า “ไม่ครบรอบ” จำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องหาอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงมากกว่านี้ การชำระดอกเบี้ยจึงจะสามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและหมุนครบวงรอบ

ลุงเพียร : ถ้าเป็นแบบนี้ ถ้าผลลัพธ์เท่ากับศูนย์หรือติดลบ นั่นจะเท่ากับว่าธุรกิจของผู้ประกอบการไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้เลยแม้แต่บาทเดียว อย่างนั้นหรือเปล่า

ใฝ่ดี : ถูกต้องครับ  ซึ่งแบบสัญญาณบ่งบอกว่าบริษัทนั้นๆ กำลังจะมีปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ยกตัวอย่างเช่น

นายชัยโยกำลังจะลงทุนเปิดร้านขายกระเป๋า จึงไปกู้เงินจากนายโห่ฮิ้วมา 100,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 10 ต่อปี ดังนั้นค่าใช้จ่ายของดอกเบี้ยจึงอยู่ที่ 10,000 บาท และเขามีกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท ต่อปี เราจะสามารถหาความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยได้โดยแทนค่าลงในสมการได้ดังนี้

2

 

ลุงเพียร :  ได้ตัวเลขมาที่ 1.5 หมายความว่า นายชัยโยสามารถที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้ทั้งหมดสิน่ะ

ใฝ่ดี : ถูกต้องแล้วครับลุง มันบ่งบอกว่าธุรกิจของนายชัยโยมีความสามารถในการจ่ายหนี้สินในส่วนของดอกเบี้ยได้อย่างไม่มีปัญหา และจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินเลย   แต่ทั้งนี้ค่าที่ได้ถึงแม้จะเป็นบวกและมีค่ามากกว่า 1 แต่ก็แตกต่างกันเพียงแค่ 0.5 เท่านั้นซึ่งค่อนข้างที่จะน้อยเกินไป จึงแนะนำให้นายชัยโยลองหาแหล่งเงินทุนจากที่อื่นๆ ที่คิดอัตราค่าดอกเบี้ยที่น้อยกว่านี้

ลุงเพียร : นายโห่ฮิ้ว  คิดดอกเบี้ยแพงไปใช่มั้ย

ใฝ่ดี : ใช่ครับ  ถ้าไม่หาแหล่งเงินทุนจากที่อื่น  นายชัยโยก็ต้องเพิ่มยอดขายให้สูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงจะช่วยให้สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ลุงเพียร : ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย ก็มีความสำคัญอย่างมากจริงๆ เลยน่ะใฝ่ดี ถ้าหากใครคิดจะกู้ยืมเงินเพื่อมาทำการลงทุนในกิจการก็จะต้องดูความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยให้ถี่ถ้วนก่อนสิน่ะ  รวมไปถึงการพิจารณาเลือกแหล่งเงินกู้ที่จะกู้ได้ด้วยสิน่ะ

ใฝ่ดี : ใช่ครับ..ทำธุรกิจต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนน่ะครับ

ลุงเพียร : การจะเลือกซื้อหุ้น ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ก็ควรใช้หลักการนี้เข้าไปคำนวณด้วยน่ะ

ใฝ่ดี : ครับลุง