Head ครูพักลักจำ

ทำไมต้องลำบากเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ 2 (4/5/58)

ใฝ่ดี : ลุงคุยถึงข้อดีมากมายของการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ผมก็เห็นภาพแล้วละครับ

ลุงเพียร : ก็ดีแล้วไง

ใฝ่ดี : แต่ผมอยากจะรู้วิธีการที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ให้ได้อ่ะครับ

ลุงเพียร : ถ้าจะให้พูดถึงการเตรียมตัวนำบริษัทเข้าตลาด คุยกันวันนี้ทั้งวันก็ไม่จบ ถ้าจะเริ่มจากเริ่มต้นเลยน่ะ

ใฝ่ดี : งั้นก็เอาสั้นๆ พอสังเขปได้มั้ยครับลุง ที่เหลือผมจะไปอ่านเองครับ

ลุงเพียร : ก็อย่างที่เรารู้กันดีว่าการจะดำเนินธุรกิจอะไรซักอย่างหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดที่มาเป็นอันดับแรกคือเรื่องของเงินทุน  ซึ่งจะเห็นได้ว่าเรื่องของเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่การจะได้มาซึ่งแหล่งเงินทุนก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น แหล่งเงินทุนจากการกู้ธนาคาร จากตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งการนำบริษัทของคุณเข้าไปจดทะเบียนและทำการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ ต้องได้รับการตรวจสอบที่เข้มงวดมากที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศกันเลยทีเดียว

ใฝ่ดี : ใคร..ก็บอกว่า ถ้าบริษัทไม่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน ศักยภาพของบริษัท รวมถึงผู้บริหารที่ดี จะเป็นการยากมากที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ หรือหากไปได้ก็ไม่สามารถที่จะยืนอยู่ในนั้นได้อย่างสง่างาม ดังนั้นควรเตรียมความพร้อมให้มากๆ เสียก่อน

ลุงเพียร : วันนี้เราก็มาดูกันสั้นๆ ในส่วนของวิธีการนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนเพื่อเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่เริ่มต้นโดยเริ่มจากหลักเกณฑ์ การเตรียมการและขั้นตอน ค่าธรรมเนียมต่างๆ และสุดท้ายคือส่วนของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ใฝ่ดี : เยอะมั้ยครับลุง

ลุงเพียร : รายละเอียดต่างๆ  ก็จะมีประมาณนี้น่ะ โดยทางตลาดหลักทรัพย์จะพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับหุ้นสามัญของทางบริษัทผู้ยื่นขอจดทะเบียนโดยจะพิจารณาจาก 2 ส่วนคือ

ส่วนที่หนึ่ง  คุณสมบัติของหุ้นสามัญจะต้องเป็นหุ้นที่ระบุชื่อผู้ถือและต้องไม่มีข้อจำกัดในการโอนหุ้นด้วย

ส่วนที่สอง  คุณสมบัติของบริษัทที่ยื่นคำขอต้องเป็นบริษัทมหาชน มีทุนที่ชำระแล้วเฉพาะหุ้นสามัญตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวนผู้ถือหุ้นเฉพาะรายย่อยตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป ทำการเสนอขายผ่านผู้จำหน่ายหลักทรัพย์โดยต้องได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.(คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ก่อน โดยบริษัทต้องมีการดำเนินกิจการตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ภายใต้ผู้บริหารชุดเดียวกันอย่างน้อย 1 ปี ก่อนยื่นคำขอ เพื่อเป็นการแสดงความสามารถของผู้บริหาร และมีกำไรสุทธิ 2-3 ปี รวมกันตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป และในปีสุดท้ายก่อนยื่นคำขอมีกำไรตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป โดยมีส่วนของผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 300 ล้านบาท และบริษัทต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงสภาพคล่องทางการเงินได้ ที่สำคัญผู้บริหารต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ ก.ล.ต. ได้กำหนดไว้ด้วย

ใฝ่ดี : ลักษณะต้องห้ามตามที่ ก.ล.ต ได้กำหนดไว้ มีอะไรบ้างล่ะครับ

ลุงเพียร :  ส่วนนี้ไปหาอ่านกันเอาเองน่ะ

ใฝ่ดี : รับทราบครับ

ลุงเพียร : อะมาต่อกัน…..โดยก่อนอื่นทางบริษัทต้องทำการว่าจ้างและแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินก่อน โดยต้องผ่านความความเห็นชอบจากทาง คณะกรรมการ ก.ล.ต. ด้วย จากนั้นบริษัทต้องเริ่มดำเนินการแปรสภาพกลายเป็นบริษัทมหาชน ทั้งนี้เพื่อช่วยคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนผู้ถือหุ้น เป็นต้น โดยน่าจะมีระยะเวลาในการเตรียมการต่างๆ ประมาณ 6-8 เดือน และเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจจะขอทำการแบ่งระยะเวลาออกเป็นช่วงๆ มีทั้งหมด 4 ช่วง แบบคร่าวๆ ดังต่อไปนี้

ช่วงที่ 1  เดือนที่ 1 – 4

ทำการศึกษาข้อมูลกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จากนั้นเริ่มทำการคัดเลือกที่ปรึกษาทางการเงินที่สำคัญต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ด้วย เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว เราจะต้องทำงานร่วมกับเขาเพื่อปรับปรุงแก้ไขคุณสมบัติให้ตรงตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ เริ่มจัดวางแผนการเตรียมข้อมูลและตารางเวลาในการดำเนินโครงการ จากนั้นจึงเริ่มจัดแบ่งโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายในบริษัท จัดทำงบการเงินและข้อมูลทางบัญชีตามแบบมาตรฐานที่ถูกต้อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ส่วนนี้ถือว่ามีความสำคัญมากส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน

ใฝ่ดี : แค่ช่วงแรกนี้ก็แทบลมจับเลยสิน่ะครับ

ลุงเพียร : มาดู  ช่วงที่ 2 เดือนที่ 5 – 6

ทำการศึกษาการกำหนดราคาและจัดจำหน่ายหุ้น การออกแบบแผนประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำการคัดเลือกและแต่งตั้งนายทะเบียนหลักทรัพย์

มาต่อด้วย   ช่วงที่ 3 เดือนที่ 7 – 8

ทำการยื่นเรื่องขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่แก่ประชาชน (IPO) ต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เยี่ยมชมกิจการและตอบคำถามของสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เตรียมเอกสารเพื่อยื่นกับตลาดหลักทรัพย์

ช่วงที่ 4  การยื่นคำขอ     เสนอยื่นคำขอเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ เยี่ยมชมกิจการและตอบคำถามตลาดหลักทรัพย์, เสนอขายหุ้นแก่ประชาชน, เริ่มดำเนินการซื้อขายหลักทรัพย์ภายในตลาดหลักทรัพย์ ภายใน 2 วัน นับตั้งแต่วันที่ทำการยอมรับหลักทรัพย์จดทะเบียน และการยื่นเรื่องเพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่ประชาชนต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. จะต้องใช้เวลาทั้งหมด 45 วัน จึงมักยื่นสิ่งนี้ก่อนการยื่นเอกสารคำขอเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์ที่ใช้เวลาเพียงแค่ 7 วันเท่านั้น แต่ปัจจุบันสามารถยื่นเอกสารคำขอพร้อมกันทั้ง 2 ชิ้นได้แล้ว เรียกว่าการยื่นแบบคู่ขนาน

ใฝ่ดี : ครบทั้ง 4 ช่วงแล้วนี่ครับ

ลุงเพียร :   ใช่แล้วครับ ….งั้นวันนี้ลุงขอติดเรื่องของค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนหุ้นสามัญ และ ส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องเอาไว้ก่อนแล้วกันน่ะ

ใฝ่ดี : ได้เลยครับ  ขอบคุณมากครับลุง