Head ครูพักลักจำ

ครูพัก…ลักจำ วิธีการคำนวณมูลค่าหุ้น (17/4/58)

เช้าวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2558 ใฝ่ดียังคงนอนหลับไหลอยู่บนที่นอนหลังจากหยุดพักยาวมาหลายวัน ทำให้อาการขี้เกียจตื่นเช้ากำเริบขึ้นมา นอนพลิกกลับไปกลับมา

ใฝ่ดี : โอ้ย…ไม่อยากจะตื่นเลย

แม่ :  ใฝ่ดี…ตื่นได้แล้ว นี่มันสายแล้วน่ะ เดี๋ยวไปโรงเรียนไม่ทัน (แม่ตะโกนมาจากชั้นล่างของบ้าน)

ใฝ่ดี : ตายแล้ว…ลืมไปได้ยังไงกันเนี้ย แล้วนี่มันกี่โมงแล้วละเนี้ย ( ใฝ่ดี..กระโดดตัวลอยขึ้นมาจากเตียงเพราะนึกขึ้นได้ว่านัดกับเพื่อนๆ ไว้ว่าจะไปหาลุงเพียร ในตอนเช้าก่อนที่จะเข้าแถว ) จะลงไปเดี๋ยวนี้ละครับแม่ !!!

…………………………ณ..โรงเรียน……………………………………….

ใฝ่ดี : โทษทีน่ะเพื่อนๆ เรามาช้าไปหน่อย…ยอมรับเลยว่าลืมว่ามีนัดกัน

เพื่อนๆ : ไม่เป็นไรหรอกใฝ่ดี…นี่พวกเราก็เพิ่งจะรวมตัวกันได้นี่แหละ

ลุงเพียร : ไงใฝ่ดี….เพื่อนๆ  มารอกันตั้งนานแล้วน่ะ นี่อีกสัก 5 นาทีเอ็งไม่มา  ลุงจะเริ่มก่อนแล้วละ

ใฝ่ดี :  ขอโทษครับ….วันหยุดยาวทำเอาผมขี้เกียจไปเลยครับ

ลุงเพียร : เอา.เอา.ไม่ว่ากัน….กลับมาเป็นใฝ่ดีคนเดิมได้แล้วน่ะ  วันนี้เราก็จะมาต่อกันที่ วิธีการคำนวณมูลค่าหุ้นวิธีที่ 2 ด้วยการเปรียบเทียบกับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

ใฝ่ดี : ลุงหมายถึงไปดูราคาชาวบ้านที่เค้าทำธุรกิจคล้ายกับเราแล้วก็เอามาตั้งเป็นราคาของเราเหรอครับ

ลุงเพียร : มันก็ไม่ขนาดนั้น  .. วิธีการคำนวณมูลค่าโดยเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน  โดยใช้อัตราส่วนทางการเงินโดยเฉลี่ยของกลุ่มมาคำนวณหามูลค่าที่ควรจะเป็นของบริษัท  โดยอัตราส่วนทางการเงินที่นำมาใช้เปรียบเทียบและเป็นที่นิยมของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ก็จะได้แก่

1.1 อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ ( Price-Earning Ratio หรือ P/E) คำนวณจาก ราคาหุ้นหารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้นประจำงวด 12 เดือน

1.2 อัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (Price to book Ratio หรือ P/BV) คำนวณจากราคาหุ้นหารด้วยมูลค่าทางบัญชี ซึ่งมูลค่าทางบัญชีคำนวณจาก ส่วนของผู้ถือหุ้นหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด

1.3 อัตราส่วนมูลค่าทางบัญชีต่อกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา ภาษีเงินได้ และดอกเบี้ย (BV/EBITDA) คำนวณจาก มูลค่าทางบัญชีหารด้วยกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา ภาษีเงินได้ และดอกเบี้ยจ่าย

1.4 อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) คำนวณจากเงินปันผล (ต่อปี) ต่อหุ้นหารด้วยราคาหุ้น

1.5 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity หรือ ROE) คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น

ใฝ่ดี : ที่ลุงพูดมาทั้งหมดนี้ลุงเคยสอนผมไปหมดแล้วนี่ครับ จะมีก็บางตัวที่ผมไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่

ลุงเพียร : การประเมินมูลค่าด้วยวิธีเปรียบเทียบกับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยใช้ P/E Ratio เป็นตัวชี้วัด เช่นหาก ราคา P/E เฉลี่ยของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เท่ากับ 12 เท่า ในขณะที่บริษัทกำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 5.5 บาท ดังนั้น มูลค่าหุ้นที่ควรจะเป็นของบริษัท เท่ากับ 12 * 5.5 = 66 บาท

แต่อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน หรืออยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของวงจรธุรกิจ จะมีอัตราส่วนทางการเงินที่เหมาะสมในการประเมินมูลค่าหุ้นที่แตกต่างกัน เช่น บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตจะประเมินด้วย ค่า P/E แต่หากเป็นกลุ่มสถาบันทางการเงินควรใช้ค่า P/BV น่าจะเหมาะสมกว่า จากนั้นจึงนำค่าทีได้ไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น เพื่อบอกว่ามูลค่าของบริษัทดีหรือด้วยกว่าบริษัทอื่นๆ อย่างไร

ใฝ่ดี,เพื่อน : พอจะเข้าใจแล้วละครับ…ว่าแต่มันดูง่ายจังเลยน่ะครับ แบบนี้มันจะมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้างครับลุง

ลุงเพียร : จะว่าไปมันก็ไม่ได้ง่ายไปซะทีเดียวอะนะ เหมือนเดิมลองนำไปใช้จริง แล้วเราจะรู้ว่ามันง่ายอย่างที่เราเข้าใจกันรึเปล่า  ส่วนทีนี้ก็มาถึงข้อดีของวิธีการเปรียบเทียบกับบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็คือ  เป็นวิธีคำนวณที่ง่ายและสะดวก (หากเราเข้าใจและมั่นฝึกทำ) มันจึงเป็นที่นิยมของนักวิเคราะห์และนักลงทุนและช่วยให้เห็นว่าตลาดให้มูลค่ากับบริษัทมากน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง  ส่วนข้อเสียก็ได้แก่ เป็นการคำนวณจากมุมมองของตลาด แต่ไม่วัดศักยภาพในการสร้างรายได้ของบริษัทอย่างแท้จริงและอาจมีปัญหาเพราะในการนำบริษัทอื่นมาเปรียบเทียบ เพราะแม้ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่หลายบริษัทมีการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกันมาก

ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมของวิธีการนี้หรือ P/E Ratio ลุงเคยเขียนให้เจ้าใฝ่ดีไปอ่านมาแล้วลองพลิกกลับไปอ่าน (ลุงเพียรวันที่ 8 เมษายน 2558) ดูเอาเองเลยละกันน่ะ

เพื่อนๆ : ใฝ่ดี..อย่าลืมเอาให้พวกเราอ่านด้วยน่ะ

ใฝ่ดี : ได้เลย..เอาไปถ่ายเอกสารแล้วเอามาคืนให้เราด้วยน่ะ

ใฝ่ดี,เพื่อน : วันนี้ก็เช่นเคยครับ “ขอบคุณครับลุง” ไปเรียนกันดีกว่าครับ  เสียงกริ่งเรียกเข้าแถวดังแล้ว