Head ครูพักลักจำ

ครูพัก…ลักจำ P/E (8/4/58)

ใฝ่ดี : สวัสดีครับ..ลุงครับ เจอลุงพอดีเลย

ลุงเพียร : มีอะไรกับลุงเหรอ

ใฝ่ดี : จริง ๆ แล้ววันนี้ผมเตรียมคำถามมามากมายที่จะเอามาถามลุงด้วยแหละ

ลุงเพียร : จะถามอะไรเยอะแยะ เอ็งไม่ได้เข้าเรียนหรือไง ในห้องเรียนก็มีสอน

ใฝ่ดี : แต่…..ลุงสบายใจได้เลย เมื่อกี้ผมเดินมาถึงประตูโรงเรียน ดันสะดุดกับรางประตูโรงเรียน ผมเลยลืมเรื่องที่จะถามลุงไปหมดแล้วล่ะ ไปก่อนน่ะครับ

ลุงเพียร : แหม….วันนี้โชคดีจริง ๆ สงสัยจะดวงดี

ใฝ่ดี : (ยังไม่ทันจะก้าวเท้าก้าวที่ 3 หลังจากหันหลังให้ลุงเพียร เจ้าใฝ่ดีก็หันหน้ากลับมา) เอ่อ…ลุงครับ ผมนึกได้มาข้อหนึ่งครับ ทำไมเราต้องใช้ P/E ในการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยละครับ

ลุงเพียร : เอาจนได้น่ะ

ใฝ่ดี : ตอบผมหน่อยน่ะ

ลุงเพียร : อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ถือเป็นค่าที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนทั่วไปใช้อ้างอิงถึงมากที่สุดในการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญ อัตราส่วนราคาต่อกำไรคำนวณได้จากการนำราคาตลาดของหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น ตัวแปรที่มักเป็นปัญหาในการคำนวณก็คือ กำไรต่อหุ้น (Earning Per Share: EPS ) ทั้งนี้ เพราะกำไรต่อหุ้นเป็นข้อมูลที่ได้มาจากข้อมูลทางบัญชีที่เป็นไปตามเกณฑ์คงค้าง ( Accrual Basis) ซึ่งมีความซับซ้อนตามข้อกำหนดของหลักเกณฑ์ทางบัญชี ดังนั้นผู้ใช้ข้อมูลจึงควรระมัดระวังในการแปรผลที่ได้ โดยการวิเคราะห์ด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไรสามารถแบ่งได้เป็น 2 แนวทางคือ อัตราส่วนราคาต่อกำไรในอดีต (Trailing P/E) และอัตราส่วนราคาต่ำกำไรในอนาคต ( Leading P/E)

ใฝ่ดี : แล้วมันมีข้อดีอย่างไรเหรอครับลุง

ลุงเพียร : สำหรับข้อดีของการวิเคราะห์หลักทรัพย์ด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ หรือ P/E ก็คือ

1. กำไรเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับมูลค่าหลักทรัพย์มากที่สุด จะเห็นได้ว่า ในการวิเคราะห์หลักทรัพย์นั้นสิ่งที่นักวิเคราะห์ให้ความสนในมากที่สุดก็คือ ค่ากำไรต่อหุ้น (Earning Per Share) ก็คือมีการใช้ P/E มาเป็นตัวแปรในการประเมินมูลค่ามากที่สุด ส่วนตัวแปรอื่นที่ใช้มาเป็นรองลงไปก็คือ กระแสเงินสด มูลค่าตามราคาบัญชี และเงินปันผล

2. อัตราส่วนราคาต่อกำไรเป็นข้อมูลที่ใช้ง่ายและสะดวก

3. อัตราส่วนราคาต่อกำไรเป็นเครื่องมือที่รู้จักกันแพร่หลายมากที่สุด

4. จากข้อมูลการวิจัยพบว่า อัตราส่วนราคาต่อกำไรมีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนของหลักทรัพย์ระยะยาว

ใฝ่ดี : มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ใช่มั้ยครับลุง

ลุงเพียร : ข้อเสียของมันก็คือ

1. บริษัทที่มีกำไรต่อหุ้นที่เป็นลบไม่สามารถประเมินมูลค่าด้วยวิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไรได้

2. กำไรต่อหุ้นเป็นข้อมุลที่มีความผันผวนมากและอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่างๆ ได้มาก ดังนั้น การประเมินมูลค่าที่อาศัยข้อมูลกำไรจึงต้องวิเคราะห์ถึงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของกำไรต่างๆ เหล่านั้นด้วย ซึ่งจะทำให้การแปลความหมายมีความยุ่งยากมากขึ้น

3. การใช้ข้อมูลกำไรต่อหุ้นซึ่งเป็นข้อมูลตัวเลขทางบัญชีมักทำให้เกิดปัญหาในการวิเคราะห์ได้ ทั้งนี้เพราะการใช้ตัวเลขทางบัญชีนั้นสามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ตามวิธีการทางบัญชี กำไรต่อหุ้นเป็นข้อมูลที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากบริษัทเปลี่ยนวิธีการทางบัญชี เช่น เปลี่ยนวิธีการคิดค่าเสื่อมราคา หรือเปลี่ยนวิธีการในการคำนวณต้นทุนสินค้าที่ผลิต เป็นต้น

ใฝ่ดี : แบบนี้เราก็ควรใช้วิธีการคำนวณหามูลค่าของหลักทรัพย์ที่เราสนใจด้วยวิธีการหลาย ๆ วิธี เอามาเปรียบเทียบกันจะดีกว่ามั้ยครับลุง เราจะได้ไม่พลาด

ลุงเพียร : ถ้าทำได้ก็ดีน่ะ

ใฝ่ดี : ขอบคุณมากครับลุง …..ผมจำได้หมดแล้ว

ลุงเพียร : แล้วอย่าเดินไปสะดุดอะไรเข้าอีกละ….เดี๋ยวก็ลืมอีก มาถามลุงอีกทีไม่ตอบแล้วน่ะ

ใฝ่ดี : ครับลุง (สิ้นเสียงตอบกลับ ก็กลายเป็นเสียงดัง โครม….) เจ้าใฝ่ดี วิ่งชนโต๊ะจนล้ม ข้าวของกระจัดกระจายไปทั่วระเบียงหน้าห้อง

ลุงเพียร : พูดไม่ทันขาดคำ………………………….