Head ครูพักลักจำ

ครูพัก…ลักจำ DCF (3/4/58)

ใฝ่ดี : หลังจากคราวที่แล้วเราคุยกันเรื่อง WACC ไป ผมก็ไปค้นคว้าต่อในอินเตอร์เน็ต ปรากฎว่าผมไปสะดุดตรงที่ DCF ออกมาเป็นสูตรต่างๆ เพียบเลย พยายามอ่านแล้วไม่เข้าใจเลยครับลุง

ลุงเพียร : ถ้าอย่างงั้นวันนี้สงสัยจะต้องคุยกันยาวเลยละน่ะ

ใฝ่ดี : ได้ครับลุงวันนี้ผมว่างครับ

ลุงเพียร : DCF หรือ การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow Model) หลายคนอาจสงสัยว่า การคิดลดกระแสเงินสด คืออะไร?

ใฝ่ดี : รวมถึงตัวผมด้วย คิดลดอะไร และคิดลดไปทำไมเหรอครับ

ลุงเพียร : การคิดลด คือ การเปรียบเทียบเงินในปัจจุบันกับเงิน ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราลงทุนวันนี้ด้วยเงิน 1,000 บาท เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ได้ผลตอบแทนกลับมา 1,100 บาท (10% ต่อปี) เงิน 1,100 บาทนี้เมื่อคิดลดกลับมาในปีปัจจุบันจะมีมูลค่าเท่ากับ 1,000 บาท ด้วยอัตราคิดลด 10% ง่ายๆแบบนี้ล่ะ

ใฝ่ดี : อะไรกันลุง…ผมพยายามไปอ่านดู เค้าทีสูตร ตั้งเยอะ ทำไมของลุงมันง่ายแบบนี้

ลุงเพียร : จะเอาใช่มั้ยสูตรอะ ก็คือถ้าจะมองให้ง่ายขึ้นมันเกิดจากสูตรนี้

DCF = FCF1/(1+r) + FCF2/(1+r)^2 + FCF3/(1+r)^3 + … + FCFn/(1+r)^n

ว่ากันว่าการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่แม่นยำมากที่สุด เพราะหลักการที่เป็นหัวใจของการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีนี้ คือ การวัดมูลค่าหุ้นจากกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow : FCF) ซึ่งกระแสเงินสดอิสระเป็นตัวบ่งบอกการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทที่หักค่าใช้จ่ายอย่างอื่นออกหมดแล้ว ทำให้สะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างดี โดยกระแสเงินสดอิสระมีสูตรดังนี้ครับ

FCF = EBIT(1-Tax) + Depreciation + Amortization – CAPEX – CWC

ใฝ่ดี : เอ่อ….ลุงครับ อะไรเยอะแยะไปหมดครับเนี้ย พูดมาเนี้ยไม่รู้จักเลย

ลุงเพียร : ไม่รู้จักเลยเหรอ… เหนื่อยเลยงานนี้

ใฝ่ดี : เอาน่า..ลุงครับ ไหนๆ ก็ไหน ๆ แล้วครับ

ลุงเพียร : งั้นเรามาไล่กันทีละตัวเลยละกันน่ะ

เริ่มจาก EBIT (Earnings before Interest and Tax) หมายถึง กำไรจากการดำเนินงาน สามารถหาได้ในงบกำไรขาดทุน

Depreciation หมายถึง ค่าเสื่อมราคา สามารถหาได้ในงบกระแสเงินสด

Amortization หมายถึง ค่าตัดจำหน่าย สามารถหาได้ในงบกระแสเงินสด

CAPEX (Capital Expenditure) หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการลงทุน แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่ และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสินทรัพย์เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสามารถหาได้ในงบกระแสเงินสด

CWC (Change in Net Working Capital) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียนที่บริษัทใช้ในการบริหารกิจการต่อปี ซึ่งกิจการจะได้รับ Credit จาก Supplier ให้สามารถจ่ายเงินภายหลังได้ และเวลาขายสินค้า บางครั้งก็อาจจะยังไม่ได้รับเงินจากลูกค้าโดยทันที จึงจำเป็นต้องให้ Credit กับลูกค้าด้วยเช่นกัน บางกิจการค่า CWC นี้แทบจะเป็น 0 เลยก็ว่าได้

ในการประเมินมูลค่าหุ้นแบบคิดลดกระแสเงินสดนี้เป็นการนำผลรวมของกระแสเงินสดอิสระในอนาคตทั้งหมดของบริษัทคิดลดกลับมาที่ปัจจุบันโดยใช้อัตราการคิดลดที่เหมาะสม โดยมูลค่าของบริษัทประกอบไปด้วยสองส่วน คือ มูลค่าหุ้นและมูลค่าหนี้ เมื่อคิดลดมูลค่าหุ้นเรียบร้อยแล้วต้องไม่ลืมหักลบมูลค่าหนี้ในปัจจุบันด้วย

อัตราการคิดลดในที่นี้จะใช้ค่า WACC (Weighted Average Cost of Capital)ซึ่งลุงก็เพิ่งสอนไปเมื่อครั้งก่อน ถูกมั้ย

ใฝ่ดี : ใช่ครับ

ลุงเพียร : แล้วเจ้าการใช้เจ้า WACC หรือต้นทุนเงินทุนของกิจการ ซึ่งเงินทุนของกิจการประกอบจาก 2 แหล่ง คือ เงินทุนจากผู้ถือหุ้น และเงินกู้จากเจ้าหนี้ ดังนั้นต้นทุนเงินทุนของกิจการจึงเท่ากับค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างต้นทุนเงินทุนของผู้ถือหุ้นกับต้นทุนเงินทุนของเจ้าหนี้ ซึ่งมีสูตรดังนี้ครับ
r = (E/D+E) x Ke + (D/D+E) x (1-Tax) x Kd

ใฝ่ดี : ฮ่า ๆ ทำไมสูตรมันเยอะแบบนี้ละครับลุง

ลุงเพียร : ก็เอ็งอยากจะได้ไม่ใช่รึ..มาต่อเลย

R คือ ต้นทุนเงินทุนของกิจการ

E คือ มูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้น

D คือ มูลค่าหนี้สินของกิจการ

Ke คือ ต้นทุนเงินทุนของผู้ถือหุ้น ซึ่งหาได้จาก Risk-free rate + Beta x Market Risk Premium

Kd คือ ต้นทุนเงินทุนของเจ้าหนี้ ซึ่งหาได้จาก Risk-free rate + ค่า Spread

Risk-free rate คือ อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ ในที่นี้ให้มีค่าเท่ากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล

Risk premium คือ ส่วนเพิ่มชดเชยความเสี่ยง สำหรับตลาดหุ้นไทย ให้มีค่าเท่ากับ 6.29%

ค่า Spread คือ ค่าที่เพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำเพื่อชดเชยความเสี่ยง หาได้จากเว็บไซต์สมาคมตราสารหนี้ไทย

ใฝ่ดี. : พอเอาค่าต่างๆ พวกนี้ลงไปแทนค่าในสูตรที่ลุงว่ามา เราก็จะได้ อัตราการเปรียบเทียบราคาหุ้นปัจจุบันและอนาคตให้ใกล้เคียงกันที่สุด ใช่มั้ยครับ คือไม่เวอร์เกินความเป็นจริงไปใช่มั้ยครับ

ลุงเพียร : ถูกต้อง แต่ขั้นตอนที่ยากที่สุดของการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีนี้เห็นจะเป็นการคาดการณ์ตัวเลขแต่ละตัวลงในสูตรนี่แหละ เนื่องจากต่างคนต่างมุมมอง และตัวเลขบางตัวก็สามารถทำให้มูลค่าที่คิดออกมาแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงเลย

ใฝ่ดี: ถ้าแบบนี้ผมต้องไปฝึกแทนค่าในสูตรที่ลุงให้ผมมา โดยฝึกทำกับกิจการหลายๆ กิจการ และฝึกจิต ให้มีจิตวิญญาณความเป็นเจ้าของ ใช่มั้ยครับลุง

ลุงเพียร : เก่งมากขยัน ๆ นะ