Head ครูพักลักจำ

ครูพัก…ลักจำ EPS (23/3/58)

ใฝ่ดี : ลุงครับเมื่อกี้ในชั่วโมงเรียน มีการคำนวนสูตรต่าง ๆ เยอะมากเลยครับ

ลุงเพียร : แล้วเป็นไงล่ะได้รึเปล่า

ใฝ่ดี : ผมไปสะดุดตรงคำว่า EPS มันคืออะไรครับ จะเปิดดูในอินเตอร์เน็ตก็เกรงใจ อาจารย์ครับ

ลุงเพียร : แล้วทำยังไงล่ะ เรียนรู้เรื่องเหรอ

ใฝ่ดี : นี่ไงครับ พอพักเบรค ผมเลยต้องรีบวิ่งมาถาม ลุงนี่ไงครับ

ลุงเพียร : จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย มันก็คือ กำไรต่อหุ้น นี่แหละ

ใฝ่ดี : จริงเหรอลุง ผมนั่งงงอยู่ตั้งนาน จะถามคนอื่นก็เกรงใจ จริงๆ แล้วมันคือ กำไรต่อหุ้น เองเหรอครับ

ลุงเพียร : ใช่ …ถ้าจะพูดถึง กำไรต่อหุ้น หรือ EPS จะเขียนเป็นภาษาฝรั่งได้อย่างนี้ (Earning per Share ) คืออัตราส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้นหรือส่วนกำไรสุทธิแบ่งเฉลี่ยให้แก่หุ้นสามัญแต่ละหุ้นของบริษัท แสดงให้เห็นถึงกำไรของบริษัทเมื่อเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมด สามารถคำนวณได้โดยการนำกำไรสุทธิรอบ 12 เดือนล่าสุดเป็นตัวตั้งแล้วหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น

ใช้สูตรเบื้องต้นดังต่อไปนี้
กำไรต่อหุ้น = กำไรสุทธิ / จำนวนหุ้นของบริษัทที่ชำระแล้ว
Earnings Per Share (EPS) = Net income / Outstanding Shares

ใฝ่ดี : ทำไมเราต้องหาค่า EPS หรือ กำไรต่อหุ้นนี้ด้วยครับ

ลุงเพียร : จุดประสงค์หลักๆ ของการซื้อหุ้นคือเพื่อรับปันผลหรือเอา Capital Gain ซึ่งกำไรต่อหุ้นหรือ EPS เป็นหนึ่งในตัววัดที่มีความสำคัญ เพราะปันผลและ Capital Gain ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำไรของบริษัท บริษัทมหาชนในเกือบทุกประเทศจำเป็นต้องรายงาน Earning per Share ในงบกำไรขาดทุน

ใฝ่ดี : แล้วเรามีหลักเกณฑ์ยังไง ว่าค่าที่ออกมาต้องได้เท่าไหร่ ในการตัดสินว่า มันเป็นเรื่องที่ดี

ลุงเพียร : หลักการตีความจาก EPS นั้นไม่ตายตัว แต่โดยทั่วไปแล้วยิ่งเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดี EPS เยอะหมายความว่าบริษัทมีกำไรมาก มีการเงินที่แข็งแรงมั่นคง จึงเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือสำหรับการลงทุน ในส่วนของการวิเคราะห์อาจดู EPS ย้อนหลังและเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การดูเพียงแค่ EPS อย่างเดียวคงไม่สะท้อนถึงแง่มุมต่าง ๆ ของบริษัทออกมาทั้งหมดเช่น สองบริษัทมี EPS ที่เท่ากันแต่อีกบริษัทใช้ต้นทุนน้อยกว่า อาจตีความได้ว่าสามารถใช้เงินลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเป็นต้น

ใฝ่ดี : ลุงครับ เหมือนเดิมครับ

ลุงเพียร : อะไรเหมือนเดิม

ใฝดี : ตัวอย่างไงครับ

ลุงเพียร : อ้อ…กำลังจะพูด ขัดทำไม อ่ะ ยกตัวอย่าง : บริษัท เกิดมารวย มี 10 หุ้นและกำไรสุทธิ 1 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นหรือ EPS ก็จะเท่ากับ 1 แสนบาท (1 ล้าน / 10 = 1 แสน) ส่วนบริษัท คนมีบุญ มี 100 หุ้นและกำไรสุทธิ 1 ล้านบาท EPS ก็จะเท่ากับ 1 หมื่นบาท (1 ล้าน / 100 = 1 หมื่น)
จะเห็นได้ว่า EPS ของบริษัท เกิดมารวยนั้น มากกว่าบริษัท คนมีบุญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัท เกิดมารวย จะดีกว่า! EPS มีประโยชน์สำหรับการเปรียบเทียบบริษัทที่อยู่ในหมวดธุรกิจเดียวกัน แต่มันไม่ได้บอกว่าหุ้นของบริษัทเป็นหุ้นที่ดีและสมควรซื้อแต่อย่างใด เราต้องใช้อัตราส่วนและปัจจัยอื่น ๆ ประกอบการพิจารณาต่อไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น P/E Ratio ที่ใช้ค่า EPS ในการคำนวณ
(กริ๊ง…………………..เสียงกริ่ง..หมดเวลาพัก ดังสนั่น )

ใฝ่ดี : หมดเวลาพักแล้วละครับลุง ผมขอตัวไปเรียนก่อนน่ะ ถ้าว่างเดี๋ยวผมมาคุยกับลุงอีกทีน่ะครับ

ลุงเพียร : อืม….ไป….ไปเรียนต่อได้แล้ว