Head ครูพักลักจำ

ครูพัก…ลักจำ ROI (16/3/58)

ใฝ่ดี : สวัสดีครับลุง…16 มีนาคม 2558 พอดิบพอดี วันนี้หวยออกอะไรครับ

ลุงเพียร : ถ้าลุงสามารถหยั่งรู้ได้ขนาดนั้น ป่านนี้คงไม่ต้องมานั่งทำงานแบบนี้หรอก

ใฝ่ดี : ฮ่า ๆ ๆ ผมล้อเล่นครับ

ลุงเพียร : คนเรามันต้องรู้จักทำ จึงจะมี ส่วนเรื่องเสี่ยงโชคมันก็แล้วแต่ดวงของแต่ละคนแล้วละ แต่ที่แน่ ๆ การศึกษาหาความรู้ให้มากเข้าไว้ สร้างทุนมนุษย์ให้มากเข้าไว้ ลุงว่าเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่การความมั่งมีได้ดีที่สุดน่ะ

ใฝ่ดี : เข้าใจแล้วละครับลุง ว่าแต่คราวที่แล้วมี ROE และ ROA ไปแล้วยังมีอะไรเพิ่มเติมอีกมั้ยครับ

ลุงเพียร : ส่วนใหญ่แล้ว…นักลงทุนมักจะมองที่ ROE ซะส่วนใหญ่ แต่นอกเหนือจาก ROE และ ROA ที่นักลงทุนชอบดูกันแล้ว มันยังมีอีกตัวหนึ่ง ถ้าจะมองให้ครบก็คือ ROI ตัวนี้เอาเป็นตัวเสริมทัพก็แล้วกัน รู้ไว้ใช่ว่าใช่บ่าแบกหาม

ใฝ่ดี : แล้วเจ้าตัว ROI มันคืออะไรเหรอครับลุง

ลุงเพียร : ในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ได้คิดค้นวิธีการคำนวณหาค่าการตอบแทนจากการลงทุนหรือที่เรียกกันว่า ROI (Return on Investmen) ซึ่งให้ค่าการประเมินตรวจสอบที่มีความเที่ยงตรงและทรงประสิทธิภาพมาก โดยมีวิธีการหาค่า ROI สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำก็คือการคำนวณหาต้นทุนที่แท้จริงของโครงการ โดยจะต้องหาต้นทุนทั้งหมดของโครงการทางธุรกิจที่เรามีแผนจะดำเนินงานในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ค่าบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการมีแผนจะดำเนินการขายน้ำส้มคั้นบรรจุขวดจำนวน 100 ขวด ผู้ประกอบการจะต้องรวบรวมต้นทุนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นค่าส้ม ค่าขวด ค่าอุปกรณ์ ค่าแรงงาน สมมติว่าค่าต้นทุนตกอยู่ที่ประมาณขวดละ 12 บาท ต้นทุนสุทธิในการทำธุรกิจจะเกิดขึ้นโดยทันทีและจะมีสนนราคาอยู่ที่ 1,200 บาท (100 x 12)/

ใฝ่ดี : แล้วขั้นตอนต่อไปล่ะครับ

ลุงเพียร : เราจะต้องมาประเมินรายรับและผลกำไร โดยหลังจากได้ต้นทุนทางธุรกิจมาแล้วสิ่งสำคัญลำดับต่อมาที่ผู้ประกอบการจะต้องทำก็คือ การประเมินและคำนวณหารายรับรวมถึงผลกำไรจากการทำธุรกิจที่คุณคาดหวังจะได้รับ ในที่นี้คุณจะต้องกำหนดราคาและปริมาณยอดจำหน่ายเป้าหมายที่ต้องการเอาไว้ล่วงหน้าด้วย โดยใช้การคำนวณจากปัจจัยพื้นฐานในเรื่องต่างๆ ทางธุรกิจเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนมากที่สุด เช่น คุณกำหนดราคาขายของน้ำส้มคั้นไว้ที่ขวดละ 20 บาท และวางเป้าการจำหน่ายให้ได้ครบทั้ง 100 ขวด เท่ากับว่าคุณจะมีรายรับทั้งสิ้น 2,000 บาท โดยหลังหักค่าใช้จ่ายจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 800 บาท ต่อการลงทุนในครั้งนี้ อนึ่งผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาและกำหนดยอดจำหน่ายให้น้อยลงกว่านี้ก็ได้ แต่นั่นจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หลักในการทำธุรกิจที่วางเป้าจำหน่ายไว้น้อยกว่าเป้าการผลิต ที่ควรจะเป็นนั่นเอง

โดยสามารถแทนค่าสมการ ROI เพื่อหาค่าตอบแทนการลงทุนได้แบบนี้ (ตามรูปภาพข้างล่าง)

รูปของวันที่ 16 มี.ค 58

เมื่อได้ปัจจัยทั้งในส่วนของต้นทุนและรายรับมาแล้วก็มาถึงวิธีการคำนวณเพื่อหาค่าตอบแทนจากการลงทุน โดยให้ผู้ประกอบการนำปัจจัยทั้ง 2 ส่วนที่ได้มาแทนค่าด้วยหลักสมการด้านบน คือ ให้นำรายรับมาลบด้วยต้นทุนได้ผลลัพธ์เท่าไหร่ให้นำมาหารด้วยต้นทุนอีกหนึ่งครั้งแล้วนำไปคูณด้วย 100 อาทิ จากตัวอย่างธุรกิจน้ำส้มคั้นที่หากจำหน่ายได้ยอดครบทั้ง 100 ขวด จะมีรายรับอยู่ที่ 2,000 บาท และมีต้นทุนผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 1,200 บาท (ต้นทุนขวดละ 12 บาท) เมื่อนำมาแทนค่าตามสมการจะได้

2,000 – 1,200 = 800 บาท

แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ไปหารด้วยต้นทุนอีกหนึ่งครั้ง

800 / 1,200 = 0.66

จากนั้นนำผลลัพธ์ในขั้นตอนนี้ไปคูณด้วย 100 อีกหนึ่งครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้ในขั้นตอนสุดท้ายก็คือเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยค่าตอบแทนจากการลงทุนหรือที่เรียกว่า ROI นั่นเอง

0.66 x100 = 66 %

ใฝ่ดี : โอ้โห…แบบนี้ธุรกิจน้ำส้มคั้นที่ว่ามา ก็เป็นธุรกิจที่น่าลงทุนสิครับ มีค่า ROI ถึง 66 เปอร์เซ็นต์

ลุงเพียร : ลุงว่าไม่น่ะ จากการคำนวนออกมาจะเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์ค่าเฉลี่ยจากการคำนวณค่าการตอบแทนจากการลงทุนทำธุรกิจน้ำส้มคั้นมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 66% เท่านั้น ซึ่งถึงแม้ตัวเลขที่ได้จะมีค่าที่สูงกว่าครึ่งแต่ในทางธุรกิจแล้วค่าเฉลี่ยที่ได้นี้ถือว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากเกินไป เพราะค่า ROI ควรจะต้องมีค่าสูงนับตั้งแต่ 100% ขึ้นไปถึงจะถือว่ามีความคุ้มค่าต่อการน่าลงทุน

ใฝ่ดี : แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะครับ มีค่า ROI ตั้ง 66% แล้วก็ยังไม่น่าสนใจอยู่ดี

ลุงเพียร : โดยทางแก้มีอยู่ 2 วิธีเท่านั้น คือ ต้องลดค่าต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงอีก หรือ ไม่งั้นก็เพิ่มรายรับให้เพิ่มสูงขึ้นด้วยวิธีการเพิ่มราคาจำหน่ายให้สูงขึ้น จึงจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกจุดและสามารถเพิ่มค่า ROI ให้เพิ่มสูงขึ้นได้ ทุกๆ การลงทุนมีความเสี่ยงและความเสี่ยงที่ว่านี้ก็ถือเป็นของแสลงทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรจะต้องหลีกหนีให้ไกลที่สุด เพราะความเสี่ยงเป็นอะไรที่ไม่มีความแน่นอนและอาจสร้างความช้ำใจให้กับผู้ประกอบการในภายหลังได้ ดังนั้นก่อนที่คุณจะนำไอเดียอันบรรเจิดมาดัดแปลงเป็นธุรกิจบนโลกของความเป็นจริง ขอให้นำการคำนวณ ROI มาเป็นปัจจัยหนึ่งในการประกอบการตัดสินใจด้วยเพื่อลดความเสี่ยงของกิจการ

ใฝ่ดี : แบบนี้ ROI ก็ถือได้ว่ามีส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่า ROE หรือ ROA เลยสิน่ะครับ แต่ส่วนใหญ่นักลงทุนมักจะใช้ ROE กันซะส่วนใหญ่ เราจึงไม่ค่อยได้เห็นหน้าคร่าตาเจ้า ROI สักเท่าไหร่

ลุงเพียร : ใช่แล้วละใฝ่ดี วันนี้ก็ถือว่าเป็นของแถมพ่วงมาจาก ROE และ ROA ก็แล้วกันน่ะ

ใฝ่ดี : น้อมรับเลยครับลุง