Head ครูพักลักจำ

ครูพัก…ลักจำ ROA (13/3/58)

ใฝ่ดี : ลุงครับ …คราวที่แล้วคุยเรื่อง ROE แล้วมันยังมีอีกตัวหนึ่งครับ

ลุงเพียร : ROA ?

ใฝ่ดี : ใช่ครับ…แล้วระหว่าง ROE กับ ROA ต่างกันยังไงครับ

ลุงเพียร : ROA คือ ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่เอามาลงทุนทั้งหมด ส่วน ROE คือผลตอบแทนต่อเฉพาะส่วนผู้ถือหุ้นเท่านั้น

ใฝ่ดี : ขอแบบ ..ชี้ชัด ๆ ไปเลยครับลุง

ลุงเพียร : ROA คือดูว่าบริษัทมีการเอาสินทรัพย์ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้แค่ไหน มีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ที่มีกี่ %
โดยที่ สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทนั้น เกิดจากของสองอย่างคือ ส่วนทุนที่เกิดจากการลงเงินของผู้ถือหุ้น(หรือที่สะสมๆ กันมาเนื่องจากมีกำไรสะสม) และส่วนที่เกิดจากการกู้หนี้ยืมสิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินระยะสั้น ระยะยาว หนี้สินหมุนเวียนเครดิตอะไรก็ตาม
โดยจะได้สมการดังนี้

สินทรัพย์ (Asset) = ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) + หนี้สินสารพัด (Liability)

จะเห็นได้ว่า..
สิ่งที่ทำให้เกิดผลตอบแทนจริงๆ ของบริษัทนั้นคือ Asset นั่นแหละ
ลองนึกภาพดูว่า ถ้าบริษัทไม่มีหนี้เลย

ใฝ่ดี : มีด้วยเหรอครับ บริษัทที่ไม่มีหนี้เลย ผมเห็นมีทุกบริษัท ไม่มากก็น้อย แต่ถ้าไม่มีเลย ไม่น่าจะมีน่ะครับ

ลุงเพียร : สมมติ..สมมติ..จะอธิบายให้เห็นภาพเฉย ๆ

ใฝ่ดี : สมมติก็สมมติ ไม่มีหนี้อ่ะ

ลุงเพียร : เอ็งนี่มันน่า………เอ้าต่อ….สมมติว่ามีบริษัทประเภทนี้นะ ซื้ออะไรมาก็จ่ายเป็นเงินสดหมด หนี้สินก็ไม่กู้ เรียกว่ารวยจนเบื่อแล้วอะไรแบบนั้น เงินฉันเยอะ ไม่กู้ๆๆ จะเห็นได้ว่า สินทรัพย์จะ = ส่วนของผู้ถือหุ้น ลักษณะอย่างนี้จะทำให้ ROE พอๆ กันกับ ROA น่ะครับคุณใฝ่ดีครับ แต่ถ้าบริษัทมีหนี้มาก ROE ก็สูงได้ โดยไม่ต้องเอาเงินผู้ถือหุ้นมาใช้ เพราะใช้เงินกู้มาลงทุนแทน แต่การมีหนี้มันบอกแค่ว่าธุรกิจเสี่ยงขึ้นเฉยๆ ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี เพราะถ้ากู้แล้วคุ้มก็ดี เพราะส่วนผู้ถือหุ้นจะได้ผลตอบแทนด้วยการที่บริษัทมี ROE สูงๆ โดยใช้เงินกู้มาลงทุนไงครับ ไม่ต้องใช้เงินของผู้ถือหุ้นเอง

ใฝ่ดี : หมายความว่า หากนำค่า ROA และ ROE มาพิจารณาแล้วจะพบ ว่าอัตราส่วนทั้งสองมีความคลายคลึงกันคือเป็น ตัวบ่งบอกความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจุดแตกต่างกันที่สำคัญของอัตราส่วนทั้งสองจะอยู่ที่หนี้สินของบริษัทเนื่องจาก Assets = Equity + Liabilities ดังนั้นจากสูตรการหาคา ROA และ ROE จะเห็นว่าถ้าบริษัทไม่มีหนี้สินค้า หรือ Liabilities มีค่าเท่ากับ 0 เราจะคำนวณค่า ROA ได้เท่ากับ ROE แต่หากบริษัทมีหนี้สินเยอะ อาจทำให้ค่า ROA ที่ได้มีค่าต่ำในขณะที่ ROE มีค่าเท่าเดิมดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ควรระวังหาก พิจารณาเฉพาะค่า ROE ที่สูงๆโดยไม่พิจารณา ถึงหนี้สินของบริษัท แล้วธุรกิจไหนที่เรามองเห็นได้ชัดมากที่สุดครับ ขอสักตัวอย่างหนึ่งครับ

ลุงเพียร : ถ้าจะให้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ คงจะเป็นธุรกิจที่ ROA ต่ำ ROE สูงก็ จะได้แก่พวกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ส่วนใหญ่จะกู้ 70 ทุนตัวเอง 30 สมมติทำอพาร์ทเม้นต์ 100 ห้องค่าเช่าห้องละ 4000 ลงทุน 50 ล้าน จะได้งบดุลดังนี้

  • สินทรัพย์ 50 ล้าน = หนี้ 35 ล้าน

+ ทุน 15 ล้าน

สมมติว่าคนเช่าเต็มจะมีรายได้ปีละ 4000 x 100 x 12 = 4,800,000 บาท

สมมติมีค่าใช้จ่ายต่างๆเหลือเงินครึ่งนึ่งก็เหลือกำไร 2,400,000 จะสามารถหาค่า ROA แล ROE ได้ดังนี้

  • ROA = 2,400,000 / 50,000,000 = 0.04 หรือ 4 %
  • ROE = 2,400,000/15,000,000=0.16 หรือ 16 %

สรุปความได้ว่า ROA (Return On Assets) เป็นค่าที่บ่งบอกถึง ความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ของ บริษัทโดยคำนวณจาก กำไรสุทธิ (Net Income) หารด้วย สินทรัพย์สุทธิ (Total Assets) โดยสินทรัพย์สุทธิ (Total Assets) ของบริษัทนั้นประกอบด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นและ ส่วนของหนี้สินค้า ROA นี้ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแสดง ว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูงเมื่อ เทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนหากค่า ROA ของบริษัทต่ำกว่า 5 % นักลงทุนมืออาชีพมักจะไม่ ให้ความสนใจกับบริษัทนั้น

ใฝ่ดี : ถ้าอย่างนี้ …ที่ลุงยกตัวอย่างมาธุรกิจนี้ก็ไม่น่าสนใจสิน่ะครับ เพราะมี ROA แค่ 4% เอง

ลุงเพียร : ถ้าคำนวณจากที่เราสมมติขึ้นก็ไม่น่าสนใจ แต่หากจะลงรายละเอียดลึก เรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือ ปริมาณการเช่าห้อง จนมองเห็นตัวเงินที่เหลือก็อาจจะทำให้ธุรกิจนี้น่าสนใจขึ้นมาก็ได้หรือ ไม่น่าสนใจเลย ก็ได้

ใฝ่ดี : เข้าใจแล้วละครับลุง….ขอบคุณมาก ๆ ครับ