Head ครูพักลักจำ

ครูพัก…ลักจำ ROE (11/3/58)

ใฝ่ดี : ครั้งที่แล้วเราพูดถึง EBITDA กันไปแล้ว วันนี้ผมมีอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะเอามาถามลุงเหลือเกิน

ลุงเพียร : ทำไมเอ็งไม่หัดอ่านเอาเองบ้างละ

ใฝ่ดี : อ่านมาแล้วครับ แต่เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น ผมอยากให้ลุงเป็นคนอธิบายให้ผมฟังมากกว่า

ลุงเพียร : วันนี้จะถามอะไรอีกละ

ใฝ่ดี : ROE คืออะไรครับ

ลุงเพียร : คือต้องพูดอย่างนี้ก่อนครับ คือการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการในการลงทุนหลายอย่าง บางคนอาจจะให้ ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นเป็นหลัก โดยใช้หลักการทางเทคนิคเป็นจุดสำคัญ หรือ บางท่านอาจจะชอบลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายวันต่อวัน การลงทุนในลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของบริษัทที่จะลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระยะสั้นมากกว่า แต่ “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ที่เน้นการถือหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว หรือหุ้นเทิร์นอราวด์ ที่เราคุยกันอยู่บ่อย ๆ สิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุนควรจะเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจที่จะลงทุนนั้นเป็นอย่างดี

ใฝ่ดี : อย่างนี้ ROE จะมีความสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาว อย่างเรา ๆ สิน่ะครับ

ลุงเพียร : ROE คืออัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญค่าหนึ่ง ก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio หรือ ROE) และเจ้า ROE ก็คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไป
ก็คือ ” ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ”

ใฝ่ดี : ฟังแล้วยังงง ๆ ครับลุง ยกตัวอย่างให้ผมดูสักหนึ่งตัวอย่างสิครับ

ลุงเพียร : ได้ คืออย่างงี้
สมมติบริษัท พามารวย มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปีคร่าวๆ ดังนี้

งบกำไรขาดทุนบริษัท พามารวย (หน่วย: ล้านบาท)

ยอดขาย 12,000

ต้นทุนรวมภาษี 10,800

กำไรสุทธิ 1,200

งบดุลบริษัท พามารวย .(หน่วย: ล้านบาท)

ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 2,000

ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 0

ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ดังนั้น ROE ของบริษัท พามารวย จะคำนวณได้จาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15%

ใฝ่ดี : แล้ว 15% ที่ได้ออกมาเอาไปใช้ยังไงเหรอครับ

ลุงเพียร : จริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมากขึ้น ROE ที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ ดังนั้นวิธีการใช้ ก็คือนักลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท

ใฝ่ดี : สมมติอีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท รวยจนเบื่อ มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท พามารวย ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท พามารวย มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน

ลุงเพียร : ใช่ ๆ ถูกต้อง และสำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะ บริษัทที่มี ROE สูงสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า แต่ในขณะเดียวกัน การรักษา ROEให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น

ตัวอย่างเช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10%

บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมาก ทีเดียว

ใฝ่ดี : ก็ถือได้ว่า ROE เป็นเครื่องมือสำคัญอีกตัวหนึ่ง สำหรับนักลงทุนระยะยาว เลยก็ว่าได้ใช่มั้ยครับ

ลุงเพียร : ถูกต้องแล้วใฝ่ดี ….เสียงกริ่งเรียกเข้าแถวดังแล้ว เอาไว้เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันต่อวันหลัง

ใฝ่ดี : ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเหรอครับ

ลุงเพียร  :  ใช่ ๆ เอาไว้พักเที่ยงเราค่อยมาคุยกันใหม่ก็ได้

ใฝ่ดี : โอเค….ได้เลยครับ