Head ครูพักลักจำ

ครูพัก…ลักจำ EBITDA (9/3/58)

ใฝ่ดี : อีบิทดง อีบิทด้า คืออะไรเหรอครับ ผมได้ยินเพื่อน ๆ พูดกัน

ลุงเพียร : อีบิทด้า หรือ เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างนี้ EBITDA หากจะแปลเป็นไทยก็จะได้ความหมายว่า กำไร (Earning) ก่อน (Before) ดอกเบี้ยจ่าย (Interest) ภาษี (TAX) และค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ถือเป็นกระแสเงินสดที่บริษัทสามารถนำไปใช้ได้ ในทางปฏิบัติ บริษัทก็จะนำ EBITDA เอาไปลงทุนสินทรัพย์ถาวร และสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น หรือบางส่วนของ EBITDA ก็จะเอาไปจ่ายปันผล

ใฝ่ดี : แล้วเราจะดู EBITDA ได้จากตรงไหนครับ

ลุงเพียร : การที่เราจะดู EBITDA ก็จะหาได้จากงบกำไรขาดทุน เพราะมันคือกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าเสื่อมราคาและการที่ไม่ได้หักค่าเสื่อมราคาออก ก็เป็นเพราะค่าเสื่อมราคาเป็นแค่ค่าใช้จ่ายทางบัญชี แต่ในความจริงเงินสดมูลค่าเท่ากับค่าเสื่อมราคาไม่ได้ถูกจ่ายออกไปจากกิจการ ดังนั้นการเอาค่าเสื่อมราคามารวมอยู่ในกำไรด้วย จึงสะท้อนเงินสดที่กิจการสามารถนำไปใช้ได้จริง

ใฝ่ดี : ลุงช่วยอธิบายแบบกว้างๆ เลยได้มั้ยครับ

ลุงเพียร : คืออย่างนี้ EBITDA คำนวณได้ด้วยการบวกค่าเสื่อมราคากลับเข้าไปในกำไรจากการดำเนินงานหรือกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ EBITDA จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรที่มาจากการดำเนินงานของบริษัท โดยที่ยังมิได้หักค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงาน (เช่น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่าย “อื่นๆ”) และค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด (ค่าเสื่อมราคา)

เราสามารถนำ EBITDA ไปใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรระหว่างบริษัทแต่ละบริษัท หรือกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่าผลกระทบจากนโยบายการจัดหาเงินและการบัญชีนั้น จะถูกตัดออกไปจาก EBITDA ดังนั้น การเปรียบเทียบโดยใช้ EBITDA จึงเป็นการเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรของแต่ละบริษัทบนพื้นฐานที่ค่อนข้างทัดเทียมกัน ยกตัวอย่างเช่น EBITDA ที่คิดเป็นอัตราร้อยละของยอดขาย (EBITDA Margin) ซึ่งยิ่งมีค่าสูง ยิ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัท) สามารถใช้ในการเฟ้นหาบริษัทที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูงที่สุดในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้ EBITDA Margin ยังสามารถใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวโน้มของกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่มได้อีกด้วย โดยที่เราอาจจะทำการเปรียบเทียบแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความแตกต่างกัน เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก กับ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทั้งนี้ เหตุผลในการที่สามารถทำเช่นนี้ได้ เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งก็คือผลกระทบจากนโยบายการจัดหาเงินและค่าเสื่อมราคานั้น ได้ถูกดึงออกไปจาก EBITDA แล้ว

ถึงแม้ว่า EBITDA จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรที่ดี แต่ EBITDA มิใช่กระแสเงินสด (cash flow) ที่เข้าสู่บริษัท อย่างไรก็ตาม EBITDA มักจะถูกใช้แทนกระแสเงินสด ซึ่งเป็นการกระทำที่ค่อนข้างจะอันตราย เพราะจริงๆแล้ว EBITDA กับกระแสเงินสดนั้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งโดยหลักๆแล้ว คือในส่วนของการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน ดังนั้น กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (operating cash flow) จึงเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทที่ดีกว่า EBITDA

สรุปได้ว่า EBITDA เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์มากในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของบริษัท รวมไปถึงการเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรระหว่างบริษัทแต่ละบริษัท หรือระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่ม แต่โปรดอย่าลืมว่า EBITDA ไม่ควรจะถูกนำไปใช้แทนที่กระแสเงินสด ซึ่งได้รวมส่วนของการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานเข้าไว้แล้ว ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า “เงินสดคือพระราชา” เพราะว่ามันเป็นตัวที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริง รวมไปถึงความสามารถในการที่บริษัทจะดำเนินงานต่อไปได้อีกด้วย

ใฝ่ดี : โอเค….ขอบคุณมากครับลุง