Head ครูพักลักจำ

ครูพัก…ลักจำ 6Cs (10/12/57)

ลุงเพียร : วันนี้เรามาคุยกันเรื่องเบา ๆ กันหน่อยละกันน่ะ

ใฝ่ดี : เรื่องอะไรเหรอครับลุง

ลุงเพียร : เรื่องการแต่งตัว

ใฝ่ดี : ไหง…โผล่มาเรื่องการแต่งตัวละครับ

ลุงเพียร : เอ้า…การแต่งตัวเป็นเรื่องสำคัญน่ะ คนเราเนี้ยต้องรู้จักทำตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ รู้จักแต่งองค์ทรงเครื่อง เลือกเสื้อที่มันใส่แล้วดูดี เสื้อกางเกง รองเท้าต้องเข้ากัน ไปไหนมาไหนจะได้ดูดีในสายตาของคนอื่น

ใฝ่ดี : เวลาไปพบปะผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะมองว่าเราเป็นเป็นเด็กดี สะอาดสะอ้าน คุณแม่พูดอยู่ทุกวันแล้วครับลุง

ลุงเพียร : ใครเห็น ใครก็รัก ใครเห็น ใครก็ชอบ อยากได้อะไรก็ได้

ใฝ่ดี : ถามจริงเถอะครับลุง วันนี้เราจะคุยเรื่องการแต่งตัวจริง ๆ เหรอครับเมื่อวันก่อนยังคุยกันเกี่ยวกับการกู้เงินอยู่เลย ทำไมไม่ต่อละครับ ผมอยากรู้

ลุงเพียร : นี่แหละ การแต่งตัวนี่แหละ เกี่ยวข้องกับการกู้เงินเลยแหละ

ใฝ่ดี : ลุงกำลังจะบอกผมว่า เวลาเราไปกู้เงินเราควรจะแต่งตัวดี ๆ ดูมีฐานะ เข้าไปในธนาคาร เพื่อเขาจะได้ปล่อยกู้ให้กับเรางั้นเหรอครับ

ลุงเพียร : ถูกต้องแล้ว แต่การแต่งตัวของลุงในทีนี้มีอยู่ 6 ข้อ เป็นหัวใจสำคัญในการแต่งตัวไปกู้เงินกับธนาคาร หรือลุงเรียกอีกอย่างว่า 6 Cs เอ็งเคยได้ยินไหม

ใฝ่ดี : แต่งตัวยังไงแต่งตัว 6Cs ผมไม่เคยได้ยินหรอกครับลุง

ลุงเพียร : โอเค..ลุงจะไม่อ้อมค้อมแล้วน่ะ งั้นวันนี้ลุงขอออกนอกเรื่องหุ้นสักหน่อยน่ะ เป็นการเสริมความรู้ เพื่อเข้าใจลักษณะการกู้ จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ออกนอกเรื่องน่ะ สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่ควบคู่กันไป เรามาว่ากันในเรื่องของ 6Cs ก็แล้วกัน 6 Cs ก็คือ หลักเกณฑ์ 6 ข้อ ที่ธนาคารจะใช้พิจารณาคุณสมบัติของผู้กู้ไม่ว่าผู้กู้จะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม ใช้หลักการ 6 ข้อนี้มาพิจารณาเหมือนกันทั้งหมด 6 ข้อที่ลุงไปบอกไปเรียกว่า 6 Cs ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย

  1. CHARACTER ก็หมายถึง การที่ผู้กู้แสดงคุณสมบัติหรือแสดงหลักฐานให้ธนาคารเชื่อได้ว่า บริษัทที่มาเป็นผู้กู้นี้ หากกู้ไปแล้วต้องใช้คืนได้แน่นอน CHARACTER จึงเป็นเรื่องของอายุของบริษัท ผลประกอบการที่โชว์ซึ่งฝีมือของการดำเนินธุรกิจ ทรัพย์สิน หนี้สิน และทุนของ บริษัท ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ได้มาตรฐานกัน สะท้อนถึงคุณภาพของบริษัทเพื่อยืนยัน CHARACTER ที่ดีจำเปนต้องใช้ทฤษฎีทางการเงินเข้ามาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ทฤษฏีที่ใช้ก็คงจะเป็นเรื่องของอัตรส่วนทางการงิน หรือ Ratio Analysis ซึ่งก็เคยพูดไปบ้างแล้วในก่อนหน้านี้
  2. CAPACITY หรือความสามารถในการชำระหนี้ ธนาคารจะดูความสามารถในการหารายได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดูให้เกิความมั่นใจว่าผู้กู้จะคืนเงินกู้ได้จริง อย่างกรณีบุคคลธรรมดา ธนาคารก็จะขอหนังสือรับรองเงินเดือน ขอ Statement ย้อนหลัง 6 เดือน และในกรณีบริษัทที่จะกู้เงิน ธนาคารจะดูความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบันจากฐานะทางการเงินที่แสดงโดยงบการเงิน อันได้แก่ งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด ว่าบริษัทมีสภาพคล่องพอที่จะจ่ายคืนเงินกู้ได้หรือไม่ ในส่วนของอนาคต ธนาคารจะดูแผนธุรกิจที่ประกอบไปด้วย ประมาณการกระแสเงินสดรับจ่ายของธุรกิจ ว่าจะมีเงินเหลือจากการดำเนินงานมากพอที่จะคืนหนี้กู้หรือไม่
  3. CAPITAL หรือทุนที่ผู้กู้ลงขันมารวมกับเงินกู้เพื่อเอาไปใช้ลงทุน (เงินในกระเป๋า) ตรงนี้คงยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัดไปเลย อย่างกรณีผู้กู้เป็นบุคคลธรรมดา อยากจะกู้เงินซื้อบ้านสัก 1 หลัง ราคา 3.5 ล้านบาท ผู้กู้มีเงินผ่อนดาวน์ได้ 0.5 ล้านบาท ที่เหลืออีก 3.0 ล้านบาท นี่แหละคือทุนของผู้กู้ ในกรณีบริษัทจำกัด ทุนของผู้กู้ก็จะประกอบไปด้วย ทุนจดทะเบียนบริษัท กำไร/ขาดทุนสะสมและส่วนล้ำมูลค่าหุ้น ที่รวมกันได้เท่าไหร่ก็เอาไปบวกรวมกับเงินกู้อีกที ผลลัพธ์ที่ได้จะใช้ในการสร้างทรัพย์สินของบริษัท กลับไปดูเรื่องของทรัพย์สินเท่ากับหนี้สินบวกทุน การจะกู้ง่ายธนาคารต้องการให้ผู้กู้ลงทุนในเงินของตนเองเยอะ ๆ มันจะทำให้ความต้องการเงินกู้ลดจำนวนลง อันเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของธนาคารลงไปได้ เช่นถ้ากู้น้อย ดอกเบี้ยจ่ายก็น้อย ผลประกอบการของบริษัทก็จะดีกว่ากู้เยอะ ในแง่ของเงินเหลือที่จะเอามาจ่ายคืนหนี้ก็เหลือมากขึ้น หนี้เสียก็มีโอกาสเกิดขึ้นยาก หรือหากจะต้องเกิดหนี้เสียจริง ๆ ก็ยังเหลือมูลค่าของทรัพย์สินของผู้กู้ ที่หากจะยึดแล้วเอาออกขายทอดตลาดก็คงจะได้เงินมาลดหนี้ในจำนวนที่ธนาคาร อาจจะได้รับหนี้เกือบครบจำนวน ทั้งหมดคือความเสี่ยงของธนาคารที่ลดลง

ลุงเพียร: วันนี้ก็เย็นมากแล้ว ลุงขอติดไว้ก่อน 3 ข้อ แล้วเราค่อยมาคุยกันอีกทีวันศุกร์ดีมั้ย เดี๋ยวใฝ่ดีจะเบื่อลุงซะก่อน วันนี้กลับก่อนดีกว่าน่ะ

ใฝ่ดี : ได้เลยครับลุง ลุงจะได้กลับไปพักด้วย ขอบคุณมากครับ