Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

IPO ที่สูงเกินเหตุกับข้อมูลที่ไม่จริง ตอน 1

ชั่วโมงเรียนหุ้นวันที่ 6/5/58 ได้พูดถึงราคาหุ้นที่อิงมาจากแผนธุรกิจ ซึ่งในแผนธุรกิจมีประมาณการกระแสเงินสด หรือ Cash Flow Projection (CF) อยู่ ซึ่งตัวเลขเงินสดรับ (B) และเงินสดจ่าย (C) ใน CF จะเอามาคำนวณหามูลค่าปัจจุบันสุทธิ หรือ NPV

โดยการคำนวณหา NPV ก็จะเอาอัตราผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุน (กี่ % ต่อปี) มาคิดลด (นักเรียนคนใดที่ต้องการเข้าใจวิธีการนี้อย่างละเอียด ให้ไปอ่านตำราหลักการลงทุนที่เรียนกันในปริญญาตรี)

ถ้า NPV จาก CF ที่อยู่ในแผนธุรกิจออกมามากๆ ราคาหุ้นก็จะสูง

ตรงนี้อยากให้นักเรียนคิดถึงราคา IPO ที่สูงๆ สาเหตุก็มาจาก CF ในแผนธุรกิจให้ NPV ออกมาใหญ่โตมากนั่นเอง

ครั้งที่แล้ว ผมจึงให้นักเรียนใส่ใจต่อการอ่านแผนธุรกิจ อ่านหนังสือชี้ชวนถึงแม้หนังสือชี้ชวนจะไม่กล้าเอา CF มาโชว์ให้เห็นจะๆ แต่หากนักเรียนอ่านให้ละเอียด นักเรียนก็พอจะจับทางได้ว่า หุ้นตัวที่นักเรียนจะซื้อในราคา IPO บอกอนาคตไว้ว่าอย่างไร

เงินจะเหลือมากน้อยเช่นไร

เงินจะเหลือมากน้อย อาจดูจาก

(1) โครงการที่ทำอยู่แล้วในปัจจุบัน ว่ามีหน้าตาของงบกำไรขาดทุนและงบดุลเช่นไร

ผลจากการดูงบกำไรขาดทุน นักเรียนจะเห็นประสิทธิภาพการทำกำไร ว่าน่าสนใจมากหรือน้อย

และผลจากการดูงบดุล นักเรียนจะเห็นผลประกอบการในอดีตที่ผ่านมา ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ โดยดูจากกำไรหรือขาดทุนสะสมในรายการส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุล

ถ้าเห็นรายการกำไรสะสมเยอะๆ ก็ให้สันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่า กิจการประสบความสำเร็จมาด้วยดี ทำให้ราคาหุ้น IPO สูง ตรงนี้ในใจนักเรียนก็จะบอกว่า เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากกำไรสะสมนิดเดียว แล้วราคา IPO สูงมาก ใจของนักเรียนก็จะบอกว่า หุ้นรู้สึกว่าแพงไป

(2) โครงการจะเอาเงินจากการขายหุ้นเพิ่มทุน (IPO) ไปทำอะไรในอนาคต ทำแล้วจะมีเงินเหลือ (B – C) เพิ่มขึ้นอีกมากหรือเปล่า หรือหากไม่ได้เอาไปทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เช่น เอาไปขยายยอดขายของโครงการเดิมให้ใหญ่ขึ้น นักเรียนก็พอจะเดาได้ว่า หลังการเอาเงินเพิ่มทุนไปขยาย ยอดขายจะใหญ่ขึ้นเป็นเท่าไร และกำไรที่เพิ่มขึ้นจะมากขึ้นเท่าไร ตรงนี้นักเรียนสามารถแกะรอยจากงบกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตได้

หรือหากเอาเงินจากการขายหุ้นเพิ่มทุน (IPO) ไปทำโครงการใหม่ นักเรียนก็ต้องประเมินผลลัพธ์อันเนื่องจากโครงการลงทุนใหม่ว่า หน้าตาจะออกมาเป็นเช่นไร

อย่าลืมทั้งหมดของข้อ (2) นี้ก็คือการเดาว่ากำไรสุทธิต่อหุ้น (E) จะเพิ่มขึ้นขนาดไหน เพราะการรู้ E จะทำให้รู้ราคาหุ้นที่จะขึ้นไปสูงสุดได้

การอ่านหนังสือชี้ชวน จึงต้องอ่านแบบใจเย็นๆ จะเร่งรีบไม่ได้ เพราะเรากำลังจะเอาเงินที่อุตส่าห์เก็บมาอย่างยากลำบากไปลงทุนกับกิจการที่เราไม่ได้บริหารด้วยตัวเราเอง เราจึงต้องพิถีพิถันต่อการอ่านและวิเคราะห์มากเหลือเกิน

หลังการอ่าน นักเรียนต้องเอาข้อมูลที่ได้จากการอ่าน เข้ากระบวนการตกผลึกทางความคิดอีกรอบ อีกหลายรอบ เพื่อให้นักเรียนแน่ใจว่า ไม่มีอะไรที่นักเรียนยังสงสัยอยู่อีก ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคตธุรกิจ นักเรียนเข้าใจหมดแล้ว สามารถจินตนาการเห็นภาพยอดรายได้ และกำไรได้

ถ้านักเรียนอ่านหนังสือชี้ชวนจนเห็นภาพตามที่ว่า ในใจของนักเรียนจะมีคำตอบต่อการตัดสินใจซื้อหุ้นตัวที่นักเรียนกำลังตัดสินใจอยู่ ว่าเอาดีหรือไม่เอาดี

กรณีถ้าเอาไปแล้ว และกาลต่อมาหลังจากหุ้นเข้าตลาดไปแล้ว และราคาตกเอาๆ นักเรียนจะทำอย่างไร

ครั้งหน้าจะมาสอนนักเรียนเรื่องการฟ้องคดี กรณีที่ข้อมูลในหนังสือชี้ชวนเอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ตรงกับความจริง

สาระสำคัญที่มีผลต่อราคา IPO เอาเข้าจริงๆ แล้วกิจการทำไม่ได้ ส่งผลให้ราคาหุ้นตก หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้นักเรียนฟ้องคดีได้

การฟ้องคดีจะทำให้นักเรียนได้เงินที่เจ๊งไปคืน