Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

เจ้ามือกับหลักขี้หมา ตอน 4

ถ้านักเรียนไปถามนักวิเคราะห์หุ้น หรือใครก็ได้ที่เชี่ยวชาญการวิเคราะห์หุ้น ว่า ทำไมหุ้นจึงขึ้นไปรอความสำเร็จของโครงการลงทุนใหม่ นักเรียนก็จะได้คำตอบว่า เพราะเกิดกระแสแห่งการเก็งกำไร คาดการณ์ว่าโครงการใหม่จะสร้างรายได้และกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ที่โตขึ้นในอนาคต หุ้นจึงขึ้นไปรอ
ไม่ว่าจะถามใครก็ได้คำตอบแบบนี้ รวมทั้งถามผมด้วย

แต่นักเรียนเคยสงสัยหรือไม่ว่า เบื้องหลังคำตอบที่ผมพูดถึงตะกี้นี้มันเกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์อะไร

คำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญตอบรวมถึงตัวผมที่ตอบเหมือนกันต้องมีเหตุ และเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นต้องอธิบายให้เห็นได้อย่างชัดๆ ในรูปแบบที่ว่า 1 + 1 = 2
การอธิบายว่า พอเกิดโครงการลงทุนแล้วหุ้นขึ้น ให้ท่านกลับไปอ่าน เจ้ามือกับหลักขี้หมา ตอน 3 อ่านแล้วท่านจะถึงบางอ้อ เกิดอาการร้องอ๋อ

อารมณ์ตอนอ่านครั้งแรกกับอารมณ์ตอนอ่านทบทวนกลับไปในวันนี้ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

(1) กิจการดีๆ อยู่ มีรายได้ และ E ที่จะโตขึ้นในอนาคตจากโครงการลงทุนใหม่ หรือกิจการที่ชั่ว 7 ที ที่ดูจะไม่มีอนาคต พอมีโครงการลงทุนโครงการใหม่ ก็ทำให้คาดการณ์ได้ว่า รายได้และ E จะโตขึ้น

(2) ข้อ (1) คือ การคาดการณ์ตอนโครงการใหม่สร้างเสร็จและเปิดดำเนินการ

(3) ในระหว่างดำเนินการเกิดการใช้เงินลงทุน หากกิจการเคยปันผลอยู่แล้วจากรายได้เดิม ก็จะปันผลลดลง เพื่อเอาเงินจากกำไรมาลงทุนโครงการใหม่ เพื่อที่ตัวกิจการเองจะได้ไม่ต้องเพิ่มทุน ทำให้เกิดการทำลายผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับทั้งจากโครงการเก่าและใหม่ (E จะลดลง เพราะจำนวนหุ้นจะมากขึ้น ทำให้ได้ปันผลน้อยลง)

(4) การได้ปันผลน้อยลง ก็คือการยอมรับว่าต่อแต่นี้ในขณะที่โครงการใหม่กำลังสร้างอยู่ อัตราผลตอบแทนที่เคยได้ในระดับเดิม เช่น 2 – 3% ต่อปี มาวันนี้คงไม่ได้แล้ว คงเหลือแค่ 1% ต่อปีเท่านั้น หรือบางกรณีกับบางโครงการ จะเห็นว่าเกิดการงดจ่ายเงินปันผลกันเลยทีเดียว

จำนวนเงินปันผลที่ลดลงกับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่คาดหวังลดลง ถ้าย้อนอ่านบทความตอนที่ 3 จะมีตัวอย่างของ NTV ที่สมมติว่าจ่ายปันผลลดลงจาก 1 บาท เหลือ 0.5 บาท และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนลดลงจาก 3% เหลือ 1% จะทำให้ราคาหุ้น วิ่งขึ้นไปที่ 50 บาท
50 บาท ในขณะที่ราคาในปัจจุบันอยู่ที่ 33 – 35 บาท ถือเป็นการวิ่งก่อนที่โครงการใหม่จะดำเนินการเสร็จ อย่างที่นักเรียนคุ้นเคยกับคำว่า หุ้นขึ้นไปรอ

การวิ่งขึ้นไปรอ E ในอนาคตที่เกิดจากโครงการใหม่ ก็คือการที่คนลงทุนยอมรับเงินปันผลที่น้อยลงและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำลงกว่าเดิม ในระหว่างที่โครงการลงทุนใหม่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ถือเป็นการยอมรับเงื่อนไขเงินปันผลและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะสั้นๆ

ระยะสั้นๆ ก็คือ ช่วงเวลาที่โครงการใหม่กำลังดำเนินการอยู่ และเมื่อโครงการใหม่เสร็จสมบูรณ์ คนลงทุนก็จะไม่มีทางยอมรับเงื่อนไขเงินปันผลและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ลดลงอีกแล้ว คนลงทุนจะกลับมาโลภ (อยากได้มาก) เหมือนเดิม

และอยากได้เท่าไร เป็นคำถาม

สมมติอยากได้ที่ 3% เหมือนเดิม ราคาที่ขึ้นไปแล้วที่ 50 บาท จะต้องจ่ายปันผลให้ได้ที่ 1.50 บาท

กรณี NTV สมมติว่าตึกที่ 2 ที่มีขนาดใกล้เคียงกับตึกเดิม (ตึกที่ 1) เสร็จสมบูรณ์ และทำให้รายได้โตขึ้นกว่าปี 57 เท่าตัว ทำให้กิจการมีกำไรสุทธิที่สามารถจะจ่ายปันผลในอัตรา 1.50 บาท/หุ้นได้ งานนี้ก็เข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ของเรื่องที่เขียนในวันนี้แล้ว

จุดไคลแม็กซ์ คือ

ราคาหุ้นที่ขึ้นไปที่ 50 บาท จะไม่ตกลงมา นี่ไงล่ะที่ทำไมราคาหุ้นจึงวิ่งขึ้นไปรอโครงการใหม่ที่ยังไม่เสร็จในวันนี้ แต่จะเสร็จในอนาคต

กลับมาที่ 50 บาทอีกที ที่ปันผลได้ 1.50 บาท ได้อัตราผลตอบแทน 3% ต่อปี

แต่เอาเข้าจริงๆ เหตุการณ์กลับเกิดขึ้นว่า กิจการปันผลได้สูงถึง 2.0 บาท งานนี้นักเรียนก็ลองคิดดูซิว่า ราคาหุ้นจะวิ่งจาก 50 บาท ขึ้นไปที่ราคาใด ภายใต้อัตราผลตอบแทนที่ 3% ต่อปี
คำตอบก็หาได้โดยการตั้งสมการ

2 บาท      = (3%)(P)
P             = (2 x 100) ÷ 3
= 67 บาท

50 บาท จะขึ้นต่อไปที่ 67 บาท หลังโครงการใหม่เสร็จ

มาถึงตรงนี้หวังว่านักเรียนจะพยักหน้ามีรอยยิ้ม เพราะนักเรียนเข้าใจแล้ว ว่าเพราะอะไรราคาหุ้นจึงขึ้นไปรอโครงการใหม่ที่จะเสร็จในอนาคต
ปิดท้ายก็อดดีใจกับตัวเองไม่ได้ ว่าที่เขียนให้นักเรียนอ่านในวันนี้ มืออาชีพเกือบ 100% ก็ไม่รู้ แสดงว่ามืออาชีพไม่ได้เป็นมืออาชีพจริงๆ

แล้วอาจารย์รู้ได้อย่างไร แว่วเสียงจากนักเรียนคนหนึ่งตะโกนดังเข้ามาที่ในใจผม

ผมขอตอบว่า สงสัย สงสัย สงสัย แล้วก็หาคำตอบ หาคำตอบ หาคำตอบ
สุดท้ายก็เจอคำตอบด้วยตัวเอง มันเป็นคำตอบง่ายๆ ที่แค่เพียงเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของเจ้าของธุรกิจ เราก็สามารถจะคิดและเข้าใจเรื่องของการลงทุนที่ถ้าแค่คิดแบบชาวบ้าน ก็ไม่มีทางจะได้คำตอบ แต่ถ้าคิดแบบที่ว่าเรากำลังจะลงทุนเอง และเงินทั้งหมดเราเป็นคนบริหารจัดการ คิดแบบเจ้าของแล้วเราจะเข้าใจ คนเล่นหุ้นจะกลายเป็นคนเล่นหุ้นที่เก่ง เพราะสามารถจะเล่นหุ้นตามเจ้าของได้

ผลลัพธ์ออกมาก็คือ?

ครั้งหน้าเรามาว่ากันต่อครับ