Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

ทำความเข้าใจกับนักเรียนว่า ครูคือครู ครูไม่ใช่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์

อยากทำความเข้าใจกับนักเรียนว่า โรงเรียนสอนเล่นหุ้น เราโฟกัสบทบาทของการสอนเล่นหุ้น สอนวิเคราะห์หุ้นไปในทิศทางของคนลงทุนที่เมื่อเผชิญกับหุ้นหลายๆ ตัว เราจะมีวิธีคัดกรองและเลือกหุ้นอย่างไร

วิธีการสอนของเรา ถ้านักเรียนเคยเรียนวิชาหลักการลงทุน การบริหารการเงิน การอ่านและวิเคราะห์งบการเงิน ที่ทั้ง 3 วิชานี้ต้องเรียนในคณะบริหารธุรกิจ (สาขาการเงิน) นักเรียนจะรู้ว่าหลักการที่โรงเรียนสอนเล่นหุ้นนำมาสอนก็คือ ตัวอย่างที่นักเรียนเคยผ่านตาตอนเรียนในปริญญาตรี และบางคนอาจคุ้นๆ ว่าข้อสอบก็เคยเอาหุ้นหรือเอากิจการมาให้เราได้วิเคราะห์ ว่ากิจการดีหรือไม่ดี

ประเด็นที่นักเรียนต้องใช้หลักวิชาเพื่อการวิเคราะห์แล้วเลือกหุ้นลงทุนให้ได้ ประเด็นนี้แหละเป็นสาระหลักที่โรงเรียนสอนเล่นหุ้นนำเสนอ มันเหมือนกับว่า เราเอาวิชา 3 วิชาที่กล่าวข้างต้นมาใช้หลังจากเรียนจบไปแล้ว และทั้ง 3 วิชาที่เรียนจบไปแล้ว สามารถใช้งานได้จริง

บทบาทของครูในโรงเรียนสอนเล่นหุ้น จึงไม่ใช่บทบาทของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้แนะนำการลงทุน ว่าหุ้นตัวใดดี ตัวใดไม่ดี ครูในโรงเรียนแค่ทำหน้าที่เอาหลักวิชามาวิเคราะห์ให้นักเรียนดู โดยอาจมีการหยิบยกสถิติหรือประสบการณ์การลงทุนของตนเอง เข้าร่วมสังเคราะห์ไปกับหลักวิชาด้วย ก็แค่นั้นเอง

เมื่อบทบาทของครูและของโรงเรียนสอนเล่นหุ้น ไม่ใช่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ครูและโรงเรียนสอนเล่นหุ้นจึงไม่รู้ว่า ราคาหุ้นที่เอามาวิเคราะห์แต่ละตัวมันจะขึ้นไปที่เท่าไร

เราทำได้แค่บอกนักเรียนว่า หลังการเอา 3 วิชา ที่เรียนกันในปริญญาตรี/โททั่วโลก ได้แก่ หลักการลงทุน การบริหารการเงิน และการวิเคราะห์และอ่านงบการเงิน มาใช้กับการวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัว ทำให้นักเรียนสามารถรู้ทิศทางว่า หุ้นจะขึ้นหรือลง

เช่น ถ้างบการเงินออกมาดี หุ้นก็ต้องขึ้น ถ้าหุ้นมีโครงการลงทุนใหม่ที่ผูกขาด หุ้นจะมีรายได้ และกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ที่โตขึ้น หุ้นก็จะขึ้น
ถ้างบการเงินอ่านค่าออกมาด้วยอัตราส่วนทางการเงินแล้วร้องยี้ ก็แน่นอนว่าหุ้นจะต้องตก

ตัวอย่างที่หยิบยก 3 ตัวอย่าง เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เท่านั้นที่จะรู้ ตาสี ตาสา ใครก็ได้ที่มีความรู้ต่อวิชา 3 วิชาที่เรียนในปริญญาตรี/โท สามารถจะรู้ได้ทั้งนั้น

เมื่อรู้ทิศทางว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงด้วยตัวเองได้ การหาราคาเป้าหมายก็ต้องเป็นเรื่องของนักเรียนเอง ว่าจะไปหาราคาเป้าหมายจากที่ใด

ประเด็นการหาราคาเป้าหมาย นักเรียนอาจจะเริ่มหาด้วยวิธีของตัวเองก็ได้ เพราะในหนังสือหลักการลงทุน ก็มีสอนวิธีหาราคาหุ้นหลากหลายวิธี

นักเรียนจึงหาราคาหุ้นได้เอง และราคาหุ้นที่นักเรียนหาได้ นักเรียนก็ลองเอาไปสอบทานกับบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ หรือค้นคว้าเพิ่มเติมจากข่าวในทุกทิศทุกทาง นักเรียนก็สามารถจะหาราคาหุ้นที่นักเรียนคิดว่ามันจะขึ้นหรือจะลงไปที่เท่าใด

กรณีหุ้นจะลงไปอีก และนักเรียนถือหุ้นตัวนี้ไว้ ในใจของนักเรียนก็จะบอกว่าขายทิ้งดีกว่า

กรณีหุ้นจะขึ้นไปอีก และนักเรียนยังไม่ได้ซื้อหุ้น นักเรียนก็จะพยายามซื้อให้ได้ เพื่อจะทำกำไรในอนาคต

ด้วยเหตุนี้จึงขอให้นักเรียนทุกคนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนสอนเล่นหุ้น ตระหนักรู้ต่อความรับผิดชอบในการหาราคาหุ้นที่จะขึ้นหรือจะลงด้วยตัวเองตลอดเวลา เพื่อจะได้เลิกถามคำถามว่า หุ้นตัวนั้นตัวนี้จะขึ้นไปเท่าไร

คำถามแบบนี้ครูและโรงเรียนตอบไม่ได้ เพราะครูไม่ใช่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์แบบที่นักเรียนเคยเห็นอยู่ ครูและโรงเรียนทำได้แค่เอาตำราและวิชาการที่เคยเรียนมาจับกับหุ้นหลากหลายตัว แล้วแสดงให้นักเรียนเห็นว่า

“เห็นมั้ย วิชาที่เรียนมาเนิ่นนานแล้ว วันนี้มันยังใช้หากินได้”

ขอให้นักเรียนทุกคนเข้าใจตามนี้ ว่าครูก็ครู ครูไม่ใช่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์