Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

เจ้ามือกับหลักขี้หมา ตอน 3

ไม่รู้นักเรียนตอบได้หรือยัง ว่ามีเหตุการณ์ไหนบ้างที่นักเรียนจะยอมรับอัตราผลตอบแทนที่เกิดจากเงินปันผล จาก 3% ต่อปีลงมาเหลือที่ 1% ต่อปี

ผมว่านักเรียนส่วนใหญ่คงงงเป็นไก่ตาแตกว่าอะไรว่ะ ทำไมต้องคิดและหาคำตอบกับเรื่องนี้ด้วย

คำตอบก็ไม่ยากครับ ถ้านักเรียนทำธุรกิจ และกิจการของนักเรียนมีความจำเป็นต้องขยาย (ลงทุนเพิ่ม) นักเรียนลองคิดดูซิว่า การลงทุนเพิ่มเช่นขยายสร้างโรงงานแห่งที่ 2 หรือหากถ้าเป็นกรณีโรงพยาบาลนนทเวช (NTV) ซื้อที่ดิน 350 ล้านบาทโดยประมาณ (ไม่แน่ใจว่าใช่ตัวเลขนี้หรือเปล่า ขอให้นักเรียนไปดูหมายเหตุประกอบงบการเงิน หรือค้นข้อมูลของ NTV ดู จะเห็นว่าที่ดินแปลงที่ปัจจุบันทำเป็นที่จอดรถข้างอาคารเดิม ราคาเท่าไร) และต้องลงทุนสร้างอาคารแห่งที่ 2 อีกทั้งซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์อีกมากมาย ยังไม่นับรวมต้องจ้างบุคลากรในทุกระดับอีกมากขนาดไหน
ทั้งหมดที่เกิดจากการลงทุนเพิ่ม เงินทั้งนั้น

ในส่วนที่ลงในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน อาคาร และอุปกรณ์ ก็ออกค่าใช้จ่ายออกมาในรูปของค่าเสื่อมราคา

ในส่วนของค่าวัสดุสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้วหมดไป และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร จะออกมาเป็นรายจ่ายที่แสดงในงบกำไรขาดทุน

มาถึงตรงนี้ อยากให้นักเรียนหลับตาแล้วนึกภาพ ว่าระหว่างสร้างโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ข้างอาคารเดิม จะเกิดอะไรขึ้น

งานนี้ก็หนีไม่พ้นการที่ต้องใช้เงิน และถ้ากิจการเคยมีกำไรสุทธิ มาวันที่มีการขยายการลงทุน นักเรียนว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือหากนักเรียนเป็นผู้นำที่จะต้องบริหารจัดการให้โครงการใหม่ประสบความสำเร็จ นักเรียนจะแบ่งกำไรไปจ่ายปันผลมากเหมือนเมื่อในอดีตหรือไม่

คำตอบก็คือ ไม่ นักเรียนจะต้องกันกำไรสุทธิเอาไว้เยอะๆ เพื่อเอาไปลงทุนในโครงการใหม่ ให้มากที่สุด เพื่อกิจการจะได้ไม่ต้องเพิ่มทุน เพราะการเพิ่มทุนจะทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมได้รับการแบ่งกำไรจากโครงการเดิมและโครงการใหม่ลดลง

มาถึงตรงนี้ นักเรียนก็มีคำตอบแล้ว ว่าการลงทุนใหม่ต้องทำให้อัตราผลตอบแทนที่เคยได้รับต้องลดลงแน่นอน และหากพิจารณาเรื่องที่เมื่อโรงพยาบาลแห่งที่ 2 เสร็จ กว่าคนจะเข้ามาเป็นคนไข้ และโรงพยาบาลจะให้บริการแบบสร้างรายได้ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถของโรงพยาบาลแห่งใหม่ นักเรียนก็ลองคิดดูซิว่า ต้องใช้เวลาหรือไม่

นั่นหมายความว่า หลังจากที่โรงพยาบาลแห่งที่ 2 สร้างเสร็จ ยังต้องรอคอยให้รายได้ค่อยๆ ขยับขึ้นไป ในขณะที่ค่าใช้จ่ายอาจไม่สามารถลดลงได้ เพราะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อการให้บริการที่ดี ถ้าจะพูดอีกแบบก็คือ การประหยัดจากขนาด หรือ Economy of Scale ยังจะไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน นักเรียนจึงเห็นรายได้โตขึ้นก็จริง แต่ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นมากกว่ารายได้ที่โตขึ้น นั่นทำให้กำไรสุทธิโดยรวม (รวมโครงการใหม่) ลดลงกว่าเดิมก็เป็นได้

อาการแบบนี้เรียกว่า เกิดการถอยเพื่อไปตั้งหลักใหม่ และค่อยๆ สร้างกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ที่โตขึ้นเรื่อยๆ ตามความสำเร็จของโครงการใหม่ที่จะค่อยๆ สำเร็จมากขึ้นๆ ในอนาคต

การเพิ่มขึ้นของรายได้ แต่เกิดการถอยลงของ E จะทำให้นักเรียนในฐานะนักลงทุน ในฐานะเจ้าของต้องยอมรับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ลดลง นี่เองที่เป็นเฉลยว่า เคยได้ปันผล 3% ต่อปี พอมาวันที่เกิดการลงทุนโครงการใหม่ นักเรียนหวังผลตอบแทนลดลงเหลือ 1% ต่อปี สาเหตุก็เป็นเพราะนักเรียนรู้ว่า E อาจลดลงในระยะแรกๆ แล้วจะค่อยๆ เพิ่มกลับขึ้นไปใหม่ จนเข้าใกล้ที่ระดับเดิม หลังจากนั้นก็แซงระดับเดิมขึ้นไป

อยากให้นึกถึง E ที่แซงระดับเดิมขึ้นไป ซึ่งหมายถึง E ที่โตขึ้นจาก E เดิมตอนมีแค่ 1 อาคาร หากเกิดการแซง E เดิมขึ้นไปได้ 100% นักเรียนก็ลองคิดดูซิว่า ราคาหุ้นจะขึ้นมากขนาดไหน

ถ้านักเรียนจำที่ผมบอกได้ว่า E โต 100% ราคาหุ้นขึ้น 100%

งานนี้นักเรียนก็จะรู้ราคาหุ้น NTV ว่าจะเป็นราคาที่เท่าไรในอนาคต ด้วยการติดตามว่า โครงการใหม่ที่ตอนนี้กำลังออกแบบตึกอยู่ใช้เงินไป 40 ล้านบาทโดยประมาณ เมื่อไรจะเริ่มต้นสร้าง

E ที่ต้องลดลงจากโครงการลงทุนใหม่ เพราะโครงการลงทุนใหม่ยังไม่ Economy of Scale (ประหยัดจากขนาด) เป็นเรื่องที่นักเรียนในฐานะนักลงทุนมองโลกในแง่ร้าย

เพราะมองโลกในแง่ร้าย นักเรียนจึงยอมรับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลในอัตราเปอร์เซ็นต์ที่ลดลง ไม่ต้อง 3% ก็ได้ แค่ 1% ก็พอ

เพราะยอมรับ 1% เป็นการยอมรับแค่ระยะเวลาสั้นๆ อาจจะ 2 – 3 ปี แต่หลังจากนั้น E จะโตขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะโตไปถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับ E ตอนมีอาคารเดียว

ราคาหุ้นที่นักเรียนยอมรับปันผลที่ลดลงจากปี 57 ที่จ่ายปันผล 1 บาท/หุ้น สมมติว่ายอมรับเหลือ 1% จากปี 57 ที่ปันผลประมาณ 3% ของราคาหุ้น งานนี้นักเรียนก็จะมีราคาหุ้นในใจว่า

ปันผลต้องน้อยลงจากปี 57 แน่ สมมติให้เหลือ 0.5 บาท/หุ้น และอัตราผลตอบแทนยอมรับที่ 1% ต่อปี ราคาหุ้นจะออกมาเท่ากับ 0.5 บาท คูณ 100 หารด้วย 1 จะได้ราคาหุ้นเท่ากับ 50 บาท

กรณีศึกษาของ NTV บอกให้เรารู้ว่า กิจการที่เกิดโครงการลงทุนใหม่ และถูกคาดการณ์ว่า E จะโตขึ้นในอนาคต แม้ว่าจะได้รับปันผลน้อยลงกว่าเดิม ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลตามที่อธิบายมานี้

ครั้งหน้าเรามาว่ากันต่อครับ แต่ก่อนจากขอฝากการบ้านนักเรียนว่า สมมติว่าโครงการใหม่เสร็จ และ E โตขึ้น 100% ราคาหุ้น NTV ณ ตอนนี้อยู่ที่ 35 บาท ในอนาคต NTV กลับไปจ่ายปันผลได้ที่ 2 บาท (ปี 57 ปันผล 1 บาท ไม่มีโครงการใหม่ บวกอีก 1 บาท ที่เกิดจากโครงการใหม่) อยากถามนักเรียนว่า เมื่อโครงการใหม่จบแล้วเกิดอาการเข้าที่เข้าทาง กิจการเข้ารอบแล้ว นักเรียนจะยอมรับอัตราผลตอบแทนที่ 1% แบบเดิมตอนที่ลงทุนโครงการใหม่หรือไม่

ถ้าคำตอบออกมาเป็นไม่ ราคาหุ้น NTV จะขึ้นไปที่เท่าไร และขึ้นเพราะอะไร
หมายเหตุ ใครอ่านแล้วไม่เข้าใจ (งง) อ่านอีกรอบ โดยนึกถึงตัวเองในฐานะเจ้าของกิจการ จะเข้าใจได้ดีขึ้น แต่หากอ่านแล้วไม่นึกตามว่า เราเป็นเจ้าของ อ่านแล้วอาจงงได้