Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

เจ้ามือกับหลักขี้หมา ตอน 2

หุ้นพื้นฐานคือหุ้นที่มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ที่โชว์ตัวเลขเป็นบวกมาแล้วในอดีต และ E ที่โชว์ก็จะมีตัวเลขที่สม่ำเสมอ พูดอีกแบบก็คือมี E ที่มีเสถียรภาพ ไม่มีอาการแบบ 3 วันดี 4 วันไข้

E ที่โชว์ออกมาในอดีต มาจากตัวเลขยอดรายได้ที่มีความสม่ำเสมอ สามารถคาดการณ์รายได้ในปีต่อไปได้อย่างง่ายๆ หรือไม่ยากจนเกินไป

เช่น 2 ปีก่อนมีรายได้ 1,800 ล้านบาท ปีที่ผ่านมามีรายได้ 1,900 ล้านบาท รายได้นี้มาจากการขายสินค้าและบริการที่เต็มกำลังการผลิต ทำให้เรารู้ว่าปี 58 ก็จะต้องมีรายได้ใกล้เคียงนี้ ทำให้สามารถคาดการณ์รายได้ได้แน่นอน ใกล้เคียงความเป็นจริง

เมื่อคาดการณ์รายได้ได้ใกล้เคียงความเป็นจริง งานนี้ก็สามารถจะคาดการณ์กำไรสุทธิ พาไปสู่การหากำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ที่ใกล้เคียงความเป็นจริงได้

มาถึงตรงนี้นักเรียนน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า สำหรับหุ้นบางตัว การคาดการณ์ E เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ยกตัวอย่างหุ้นโรงพยาบาลนนทเวช (NTV)

ถ้านักเรียนเอางบการเงินมาดู และดูย้อนหลังไปหลายปี จะเห็นรายได้และกำไรสุทธิที่ใกล้เคียงกัน ทำให้นักเรียนรู้สึกว่า รายได้ของ NTV มีเสถียรภาพ เมื่อรายได้มีเสถียรภาพ กำไรสุทธิของกิจการก็มีเสถียรภาพด้วย

หากนักเรียนย้อนไปดูประวัติการจ่ายปันผล นักเรียนจะเห็นว่า 3 ปีที่ผ่านมา NTV จ่ายปันผล 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบจากกำไรสุทธิต่อหุ้น (E)

สำหรับผลประกอบการปี 57 NTV จ่ายปันผล 1 บาท/หุ้น โดยมีหุ้นทั้งสิ้น 160 ล้านหุ้น

มาถึงตรงนี้เข้าจุดสำคัญแล้ว ตรงที่เงินปันผลพาเราไปหาราคาหุ้นสูงสุดที่

ผมขึ้นหัวเรื่องว่าหลักขี้หมาได้

อยากให้นักเรียนตั้งสมการ

เงินปันผล เท่ากับ 2% ของราคาหุ้นสูงสุด

กรณี NTV ตั้งสมการว่า 1 บาท เท่ากับ 3% ของราคาหุ้น

ราคาหุ้นจะเท่ากับ 1 บาท (เงินปันผล) คูณด้วย 100 หารด้วย 3 จะได้ราคาหุ้นออกมาเท่ากับ 33 บาทโดยประมาณ บอกให้เรารู้ว่า ราคาหุ้น NTV สูงสุดอยู่ที่ 33 บาท โดยอิงกับผลตอบแทนที่ 3% ต่อปี

แต่ถ้าต้องการอัตราผลตอบแทนลดต่ำลงเหลือ 2% ราคาหุ้น NTV สามารถขึ้นไปอยู่ที่ (1 x 100) ÷ 2 นั่นก็คือ 50 บาทได้

33 บาท กับ 50 บาท ที่ผมยกตัวอย่างการคำนวณให้นักเรียนเห็น ก็เพื่อจะบอกนักเรียนว่า หลักขี้หมา ก็คือ การตั้งสมมติฐานว่า คนลงทุนจะเลือกระหว่างการเอาเงินไปฝากธนาคารแล้วได้อัตราดอกเบี้ยที่ 2 – 3% ต่อปี กับการเลือกที่จะไม่ฝากเงินธนาคาร แต่เอาเงินมาลงทุนในหุ้น กรณีหากเอามาลงทุนในหุ้น NTV ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ 3% ต่อปีจะยอมซื้อหุ้นที่ราคา 33 บาท แต่หากยอมรับผลตอบแทนที่ 2% ต่อปี จะยอมซื้อหุ้นที่ราคา 50 บาท

ถึงตรงนี้ จึงมีคำถามถามนักเรียนว่า แล้วนักเรียนล่ะ หากไม่ฝากเงินธนาคาร แล้วเอาเงินมาซื้อหุ้น NTV นักเรียนพอใจมั้ย หากได้ผลตอบแทนที่ 2% ต่อปี (เงินปันผล)

ถ้านักเรียนตอบว่า พอใจ นักเรียนก็จะยอมซื้อหุ้น NTV ที่ราคา 50 บาท มีความหมายว่า ตอนนี้ราคา 33 – 35 บาทโดยประมาณ หากราคา NTV วิ่งขึ้นไป 40 กว่าบาท นักเรียนก็ยังกล้าซื้อ เพราะ 40 กว่าบาท ยังต่ำกว่า 50 บาท

ราคาของหุ้นที่นักเรียนจะตัดสินใจซื้อ จึงไม่ได้อยู่ที่ราคาเดียวแบบที่นักเรียนบ้ากันอยู่ มันจะต้องเป็นช่วงราคาต่ำสุดถึงสูงสุด ในทางปฏิบัติ อย่าง NTV นักเรียนจะกล้าซื้อระหว่างราคา 33 – 50 บาท เพราะอัตราผลตอบแทนที่ได้ (เงินปันผล) นักเรียนรับได้ที่ 3% และ 2% ต่อปี

แต่หากนักเรียนรับอัตราผลตอบแทนได้ที่ 1% ต่อปีล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น นั่นก็ชัดเจนว่า ราคา NTV จะขึ้นไปอยู่ที่ 100 บาท

และจะมีกรณีไหนบ้างล่ะ ที่นักเรียนจะยอมรับอัตราผลตอบแทนที่ปัจจุบันได้อยู่ที่ 3% ลงมารับที่ 1%

ปัญหาข้อนี้น่าคิดมากเหลือเกิน มันเป็นปัญหาที่จะทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปในอนาคตได้

นักเรียนจะลองคิดเป็นการบ้านดูดีหรือเปล่า ผมว่ามันสนุกและท้าทายสติปัญญาของนักเรียนมากเหลือเกิน อีกทั้งมันจะเกิดเหตุการณ์เขย่าจิตวิญญาณนักลงทุนในตัวนักเรียนให้เกิดขึ้น นักเรียนจะได้มีจิตวิญญาณนักลงทุนกันซะที ไม่ใช่อยากแต่จะเป็นนักลงทุน แต่ไม่เคยได้ฝึกคิด ฝึกจินตนาการว่า นักลงทุนที่แท้จริง เขาคิดถึงการลงทุน ผลตอบแทน และราคาหุ้นกันอย่างไร

ครั้งหน้าเรามาว่ากันต่อครับ ค่อยๆ สนุกขึ้นมาแล้ว

อย่าลืมการบ้านที่ผมถามว่า “จะมีกรณีไหนบ้างล่ะ ที่นักเรียนจะยอมรับอัตราผลตอบแทนที่ปัจจุบันได้อยู่ที่ 3% ลงมารับที่ 1%”