Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

เจ้ามือกับหลักขี้หมา ตอน 1

แต่ละวันเร็วเหลือเกินครับ ผมต้องแข่งกับเวลา เพื่อจะเขียนเรื่องใหม่ๆ สอนนักเรียนให้สำเร็จให้ได้

ตอนนี้ไม่ได้สนใจว่า ใครจะเข้ามาอ่านมากน้อยแต่อย่างใด สนใจแค่ว่า เราจะต้องไม่แพ้ ต้องไม่หมดเรื่องเขียน ถ้าหมดเรื่องเขียน นักเรียนที่ใจจดใจจ่อรอเรื่องใหม่ในคอลัมน์ชั่วโมงเรียนหุ้น ก็จะรู้สึกว่าขาดอะไรไป

การแพ้ทำให้ผมรู้สึกถึงความใช้ไม่ได้ของตัวเอง การเสียชาติเกิด การเป็นคนที่เห็นแก่ตัว การเป็นคนที่มีเหตุผลนู้นนี่นั่นของตัวเอง อธิบายการเขียนเรื่องเอาลงในแฟนเพจไม่สำเร็จ มันทำให้เกิดการบั่นทอนความศรัทธาและความภาคภูมิใจในตัวเองไป ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ในใจของผม

เวลาที่ว่า มีไม่พอ สำหรับผม จึงไม่มี

ผมมีเวลาตลอดล่ะครับ

นักเรียนหลายคนชอบพาตัวเองเข้าไปอยู่ในอาการแพ้ ด้วยการชอบอ้างว่า ไม่มีเวลาแต่พวกเขานอนหลับปุ๋ย

ฉิบหาย แบบนี้นะเหรอ ไม่มีเวลา

ไม่มีเวลา ก็ต้องไม่นอน ถ้านอนได้ก็แสดงว่ายังมีเวลา อยากฝากนักเรียนทุกคนให้ระลึกนึกถึงเรื่องนี้ด้วย นักเรียนจะได้กลายเป็นคนเอาจริง

เมื่อเอาจริงแล้ว อะไรก็ไม่ยากเกินกว่าที่นักเรียนจะรู้และทำความเข้าใจได้
อารัมภบทมาซะยืดยาว ก็ถือเสมือนว่าคุยกับนักเรียนก็แล้วกัน ตอนนี้ขอเข้าเรื่อง

ผมอยากให้นักเรียนดู MIND MAP การขึ้นของราคาหุ้น ตามภาพข้างล่าง

แผนผังอจชาย 4 [3-2-57]
ถ้านักเรียนดูดีๆ จะพบว่า หุ้นขึ้นเพราะมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ที่โตขึ้น

E ที่โตขึ้นไปทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นต่อ 1 หุ้น หรือมูลค่าหุ้นทางบัญชี (BV) โตขึ้น

นักเรียนบางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม E ที่โตขึ้นไปทำให้ BV โตขึ้น ตรงนี้มีเฉลยคำตอบในแผนภาพ MIND MAP (เพราะกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุน จะเอาไปเก็บในรายการกำไรสะสมในงบดุล การกำไรเพิ่มทำให้กำไรสะสมใหญ่ขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นจึงใหญ่ขึ้นนั่นเอง)

เมื่อเอาส่วนของผู้ถือหุ้นที่โตขึ้นหรือใหญ่ขึ้น ในขณะที่จำนวนหุ้นมีเท่าเดิม มูลค่าหุ้นทางบัญชี (BV) ต่อ 1 หุ้น ก็จะปรับตัวสูงขึ้น

BV ที่สูงขึ้น จึงพาให้หุ้นขึ้น

พูดอีกแบบให้ละเอียดก็คือ E โตขึ้นทำให้ BV ใหญ่ขึ้น พาให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น

การหาราคาหุ้นจึงยุ่งอยู่กับตัว E มีความหมายว่า รู้ E ก็จะรู้ราคาหุ้น

E จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญมากที่สุด ที่คนเล่นหุ้นไม่ว่าจะเล่นหุ้นตัวใด
เขามีหน้าที่ในการเดาหรือคาดการณ์ E ว่า E ในอนาคตจะโตขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่โตขึ้น ราคาก็ไม่ขึ้น แต่ถ้าโตขึ้น ราคาก็จะขึ้น ยิ่งถ้าโตขึ้น 100% ราคาก็จะขึ้น 100%

ราคาหุ้น (P) ที่แปรผันตาม E ในกรณีที่ผมเขียนมาใช้ได้กับหุ้นพื้นฐาน , หุ้นโตเร็วที่มี E เป็นบวกแล้ว แต่ใช้ไม่ได้กับหุ้นพลิกฟื้นหรือหุ้นเทิร์นอราวด์ที่ยังไม่หยุดเทิร์นอราวด์

เขียนมาถึงตรงนี้ ได้ยินเสียงจากใจนักเรียนบางคนถามว่า แล้วที่อาจารย์ว่า หุ้นเทิร์นอราวด์ เมื่อหยุดการเทิร์นอราวด์แล้ว ราคาจะขึ้นไปสูงสุด ไอ้ราคาที่ขึ้นไปสูงสุดเกี่ยวข้องกับ E ด้วยหรือไม่

คำตอบคือเกี่ยวข้องด้วย

ผมจึงบอกนักเรียนแบบนี้ว่า ระหว่างทางที่หุ้นกำลังเทิร์นอราวด์ ราคาจะวิ่งขึ้นเป็นร้อยๆ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ E ยังไม่โชว์ว่าเป็นบวก

สาเหตุเป็นเพราะราคาได้วิ่งขึ้นมาต้อนรับ E ที่จะออกมาเป็นบวกในอนาคต ด้วยเหตุนี้หุ้นเทิร์นอราวด์เวลาวิ่งจึงดูเหมือนไม่ได้ใช้ E อนาคตที่คาดการณ์เปรียบเทียบกับ E ในอดีตที่เป็นบวกอยู่แล้ว เพราะหุ้นเทิร์นอราวด์ส่วนใหญ่ E ในอดีตจะต่ำมาก บางทีอาจถึงขั้นติดลบ หุ้นเทิร์นอราวด์จึงไม่มี E อดีตที่ประสบความสำเร็จมาก่อนแล้วเป็นตัวเปรียบเทียบ คงมีแค่ E ที่คาดการณ์ว่าจะโตเป็นบวกในอนาคต เอามาคิดราคาหุ้นเท่านั้น

ประเด็นตรงที่หุ้นเทิร์นอราวด์ไม่มี E อดีตที่ประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นตัวเปรียบเทียบ จึงทำให้เกิดกระแสแห่งการเก็งกำไรราคาหุ้น แค่เพียงรู้ว่า E จะโตขึ้น โดยไม่ต้องรู้ว่าจะโตขึ้นเท่าไร แค่รู้ว่าเป็นบวก และจะบวกต่อเนื่อง ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นได้เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

หุ้นเทิร์นอราวด์ จึงมีวิธีดูราคาหุ้นที่จะวิ่งแยกเป็น 2 วิธีการ

วิธีการที่ 1 ดูที่ P/BV ใกล้ 1 กับ วิธีการที่ 2 ดูที่ P/BV ประมาณ 3 – 4 เท่า
ในแต่ละวิธีการ จะมีวิธีคำนวณราคาหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง ได้ผลราคาออกมาแม่นยำมาก

ครั้งหน้าเราจะมาต่อกัน ถึงหลักขี้หมาในการหาราคาหุ้นพื้นฐาน หุ้นโตเร็ว และหุ้นเทิร์นอราวด์ ทั้ง 2 วิธีการที่ทิ้งประเด็นเอาไว้ตอนท้าย