Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

จัดกลุ่มหุ้นแบบปีเตอร์ลินซ์เทียบกับโรงเรียนสอนเล่นหุ้น ตอน 1

ผมเขียนเรื่องนี้เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากคำถามของลูกศิษย์ ที่ในคำถามมีพูดถึงการแบ่งแยกประเภทหุ้นของ ปีเตอร์ ลินซ์ ที่แบ่งประเภทหุ้นออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่

(1) หุ้นโตช้า อดีตเคยรุ่งเรือง แต่ภาวะอุตสาหกรรมใกล้อิ่มตัว มักเป็นธุรกิจเก่าแก่ การเติบโตเชื่องช้ามาก

(2) หุ้นยักษ์ใหญ่ หรือ Defensive Stock

(3) หุ้นโตเร็ว หรือ Growth Stock

(4) หุ้นวงจร หรือ Cyclical Stock

(5) หุ้นพลิกฟื้น หรือ Turnaround Stock

(6) หุ้นสินทรัพย์ หรือ Asset Play

จริงๆ เรื่องการแบ่งประเภทหุ้นออกเป็น 6 ประเภทของปีเตอร์ ลินซ์ ก็น่าสนใจดี นักเรียนสามารถจะเอาไปทำเป็นการบ้านว่า มีหุ้นอะไรที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย ที่อยู่ในแต่ละประเภทที่ปีเตอร์ ลินซ์ แบ่งเอาไว้

ขอนักเรียนที่มีจิตสาธารณะลองส่งการบ้านมา แล้วเรามาแลกเปลี่ยนกัน

สำหรับผม หากพยายามแบ่งหุ้นออกเป็นประเภทๆ ให้เข้าเกณฑ์ที่ปีเตอร์ ลินซ์ แบ่งเอาไว้ ผมจะใช้เกณฑ์ E , P/E และ P/BV ดังนี้

(1) หุ้นโตช้า คือ หุ้นที่ E นิ่งอยู่กับที่ ปีนี้ได้ 3 บาท/หุ้น ปีหน้าและปีต่อๆ ไปก็ได้ใกล้เคียง คือ 3 บาท/หุ้น

สาเหตุที่ E นิ่ง เป็นเพราะหุ้นไม่ได้มีโครงการลงทุนใหม่ ดำเนินธุรกิจเหมือนกับคนที่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ได้อยากรวยเพิ่ม

หุ้นแบบนี้ได้เงินปันผล แต่ไม่ได้ Capital Gain

(2) หุ้นยักษ์ใหญ่ คือ หุ้นที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรม หาคนแข่งด้วยไม่มี มีเงินลงทุนมหาศาล ยอดขายเป็นหลักหลายหมื่นล้านบาท ถึงหลักแสนล้านบาทต่อปี อย่างหุ้นปูนซิเมนต์ไทย , หุ้น ปตท. , หุ้น ปตท.สผ.

หุ้นยักษ์ใหญ่ จะมีจำนวนหุ้นมหาศาล (ทุนจดทะเบียนขนาดใหญ่) และมี E ที่โตขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว แต่ราคาก็ขึ้นช้า สาเหตุเพราะหุ้นยักษ์ใหญ่อุ้ยอ้าย เวลาลงทุนจะสนใจเงินปันผล ว่าให้ผลตอบแทนไม่แพ้การฝากเงินธนาคารเป็นอันดับแรก และสนใจ Capital Gain เป็นอันดับรอง

จะพบหุ้นยักษ์ใหญ่ หลายๆ ตัวที่บ้านเราเรียกว่า หุ้นพื้นฐาน
หุ้นยักษ์ใหญ่ จึงมีชื่ออีกชื่อว่า หุ้นพื้นฐาน มีลักษณะเด่นคือ P/E และ P/BV ต่ำ ใกล้เคียง (หรือต่ำกว่า) ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร

ประเด็นหลังนี้สำคัญมากที่สุดสำหรับหุ้นพื้นฐาน

(3) หุ้นโตเร็ว คือ หุ้นที่ขยายโครงการลงทุนใหม่อยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก ราคาหุ้นจะสูงในระดับที่ P/BV เกิน 3 เท่า และ P/E ก็สูงลิบลิ่ว สาเหตุเพราะราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปรอความสำเร็จของโครงการในอนาคต

หุ้นจึงมีราคาที่แพงในวันนี้ แต่จะถูกลงในอนาคต ทำให้ทิศทางราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ ตราบที่ยังไม่หยุดโต

(4) หุ้นวงจร คือ หุ้นที่ขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ อย่างเศรษฐกิจดี ขายบ้านได้เยอะ ตัว E โตขึ้น (หุ้นอสังหาริมทรัพย์) อย่างราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เพราะทำกำไรจากสต็อกได้มากขึ้น ทำให้ E โตขึ้น

หุ้นวงจรจึงมี E ที่เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ไม่สามารถจะสร้าง E ที่โตต่อเนื่อง ทำให้ราคาเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง

จะพบหุ้นวงจรมี P/E และ P/BV ต่ำ (อย่าง STA ในปัจจุบัน) สาเหตุเพราะคนไม่นิยมเล่น ราคาจึงไม่ถูกไล่ให้ขึ้นไปสูงนัก ในบางช่วงเวลา P/E อาจสูงลิบลิ่ว เพราะวงจรธุรกิจอยู่ขาลง ทำให้ E ตกต่ำหรืออาจติดลบ

หุ้นวงจรจะมี P/BV ไม่สูงที่ถือว่าเป็นลักษณะเด่น หุ้นวงจรจึงดูเหมือนเป็นหุ้นถูก แต่ถูกแล้ว ราคาเดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ก็ถือว่า ไม่ปลอดภัยอยู่ดี

ปันผลของหุ้นวงจรก็มีความไม่แน่นอน ทำให้ราคาไม่ขึ้นสูง
หุ้นวงจรจึงต้องเล่นตามรอบขาขึ้นของธุรกิจ และขายเมื่อหมดรอบขาขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติจะเก็งระยะเวลาหมดรอบขาขึ้นได้ยาก เพราะมักจะโดนเจ้ามือออกของ (ขายหุ้น) ทิ้งก่อนเสมอ ทำให้สูญเสียโอกาสทำกำไร

หุ้นวงจร มักจะเป็นหุ้นที่อยู่ในตลาดแข่งขันที่มี E ผันผวน การลงทุนจึงมุ่งหวังเงินปันผลและ Capital Gain ตามรอบ (วงจร) ของธุรกิจ

(5) หุ้นพลิกฟื้น หรือหุ้นเทิร์นอราวด์ คือ หุ้นที่ชั่ว 7 ที แล้วกำลังจะดี 7 หน ราคาตกลงมาเรื่อยๆ จน P/BV น้อยกว่า 1 หรือใกล้เคียง 1

สาเหตุที่พลิกฟื้นได้ เป็นเพราะกิจการเดิมมีข้อบกพร่องที่ทำให้ E ไม่โตต่อเนื่อง

ตรงนี้อยากให้นักเรียนคิดถึงหุ้นโตช้า (1) และหุ้นวงจร (2) ที่ต้องการทำ E ให้โตต่อเนื่อง เพื่อราคาหุ้นจะขึ้นไปเรื่อยๆ กิจการจะต้องเข้าลงทุนในโครงการลงทุนใหม่ ที่มีพลังอำนาจของการผูกขาด หรือถ้าไม่ผูกขาด ก็ต้องอยู่ในตลาดผู้ขายน้อยราย หรือไม่ก็ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด นี่เองที่ผมชอบพูดคำว่า หุ้นชั่ว 7 ที และกำลังจะดี 7 หน

ยกตัวอย่างหุ้นพลิกฟื้นที่เปลี่ยนแนวมาทำกิจการผูกขาดก็ได้แก่ IEC , EPCO , WAVE

หุ้นพลิกฟื้น จะมี P/E สูงลิบลิ่ว หรือหาค่าไม่ได้ และมี P/BV น้อยกว่าหรือใกล้ 1 ตอนที่อยู่ในสถานะชั่วครั้งที่ 7 หลังจากที่เกิดความชัดเจนในโครงการลงทุนใหม่แล้ว P/BV จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปอยู่ที่ประมาณ 3 เท่าของ BV ในขณะที่ P/E ยังสูงลิบลิ่วอยู่

ประเด็นลักษณะนี้คล้ายคลึงกับหุ้นโตเร็ว ซึ่งสำหรับผม หุ้นโตเร็ว ก็คือหุ้นที่กำลังเทิร์นอราวด์อยู่นั่นเอง คือหุ้นที่ไม่ใช่ดีครั้งที่ 1 แต่เป็นการดีครั้งที่ 3 , 4 , 5 เพราะหุ้นโตเร็วมี E ที่โตต่อเนื่อง ซึ่งหุ้นพลิกฟื้นก็จะมีลักษณะเดียวกัน

หุ้นพลิกฟื้นกับหุ้นโตเร็ว จึงต่างกันตรง P/E (P/E ของหุ้นโตเร็วต่ำกว่า หุ้นพลิกฟื้น) และเหมือนกันตรง P/BV จะสูงพอๆ กัน

หุ้นพลิกฟื้น มุ่งหวังผลตอบแทนในรูปของส่วนต่างราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น (Capital Gain) โดยไม่หวังเงินปันผลเลย เพราะระหว่างทางของการพลิกฟื้น กิจการต้องใช้เงินลงทุนโครงการใหม่ที่มีพลังอำนาจของการผูกขาด และในแง่ของตัวเลขในงบดุล มักจะพบว่าเกิดรายการขาดทุนสะสม หุ้นพลิกฟื้นจึงไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้
แต่ในทางเทคนิคทางบัญชี หากหุ้นพลิกฟื้น แม้จะมีรายการขาดทุนสะสม แต่ในงบดุลตรงส่วนของผู้ถือหุ้นก็มีรายการส่วนเกินมูลค่าหุ้น หากรายการส่วนเกินมูลค่าหุ้นมากกว่าขาดทุนสะสม หุ้นพลิกฟื้นก็สามารถขอมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ให้เอารายการส่วนเกินมูลค่าหุ้น มาล้างขาดทุนสะสมได้ หุ้นพลิกฟื้นก็สามารถจ่ายเงินปันผลได้

(6) หุ้นสินทรัพย์ จะพบตัวอย่างของหุ้นประเภทนี้ได้กับกิจการโรงพยาบาล กิจการพาณิชยกรรม กิจการอาหาร
RAM , NTV , BGH , BIGC , CPALL เป็นตัวอย่าง เพราะหุ้นพวกนี้จะมี E ที่โตขึ้นทุกปี ราคาหุ้นจึงขึ้นทุกปี ในขณะที่เงินปันผลก็ได้ทุกปี แต่เงินปันผลอาจต่ำกว่าการเอาเงินไปฝากธนาคารแล้วได้รับดอกเบี้ย

หุ้นสินทรัพย์ ชื่อก็บอกแล้ว ว่าเก็บเป็นสินทรัพย์ จึงมีคนอยากได้กันเยอะ P/E และ P/BV จึงสูงกว่าหุ้นโตช้า (1) หุ้นยักษ์ใหญ่ (2) และหุ้นวงจร (4)

ถ้าดึงเฉพาะ P/E มาเปรียบกับหุ้นโตเร็ว (3) และหุ้นพลิกฟื้น (5) จะพบว่า P/E ของหุ้นสินทรัพย์ต่ำกว่า เพราะ E ของหุ้นสินทรัพย์เกิดขึ้นในปัจจุบันแล้ว ในขณะที่หุ้นโตเร็ว (3) และหุ้นพลิกฟื้น (5) อาจยังไม่มี E ที่เป็นบวก (ผลประกอบการยังไม่โชว์ E ที่มาจากโครงการใหม่)

ถ้าดึงเฉพาะ P/BV มาเปรียบเทียบกับหุ้นโตเร็ว (3) และหุ้นพลิกฟื้น (5) จะพบว่า P/BV สูงไม่แพ้กัน

เขียนมาถึงตรงนี้รู้สึกเหนื่อยแล้วครับ ขอต่อในครั้งหน้า และขอขอบคุณลูกศิษย์ที่ตั้งประเด็นปีเตอร์ ลินซ์ เข้ามา ทำให้ผมได้มีเรื่องเขียนสอนนักเรียน ผมดีใจจริงๆ ครับ

ครั้งหน้าเรามาว่ากันต่อ ทฤษฎีของผมกับทฤษฎีของปีเตอร์ ลินซ์ เรื่องการแยกประเภทหุ้น

หมายเหตุ หลักการจำคือ หุ้นโตเร็ว (3) คือหุ้นที่กิจการตั้งหลักได้แล้ว เห็นกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) เป็นบวกในอนาคตชัดเจน ทำให้ราคา (P) ขึ้นไปรอแล้ว ส่งผลให้ P/BV สูง (>3 เท่า) อาจเรียกหุ้นโตเร็ว ว่าอยู่ระหว่างทางที่กำลังเทิร์นอราวด์ก็ได้ ส่วนหุ้นพลิกฟื้นหรือหุ้นเทิร์นอราวด์ (5) ราคายังไม่ขึ้น เพราะกำลังจะเกิดเหตุการณ์ดีครั้งที่ 1 P/BV ยังใกล้ 1 แต่พอดีครั้งที่ 1 ราคาก็วิ่งขึ้นไปไกลทำให้ P/BV สูง (>3 เท่า) หุ้นพลิกฟื้นหลังจากดีครั้งที่ 1 ก็กลายเป็นหุ้นโตเร็ว (5) นั่นเอง