Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

กู้เงินทำให้หุ้นขึ้นมหาศาลได้

วันนี้ขอเอาคำถามของลูกศิษย์มาเขียนตอบในคอลัมน์ชั่วโมงเรียนหุ้น เพราะถือว่าเป็นคำถามที่หากตอบแล้ว นักเรียนจะเข้าใจการกู้เงินมากขึ้น ว่าจริงๆ แล้วการกู้เงินมีผลบวกต่อราคาหุ้นในกรณีที่กู้แล้วคืนหนี้ได้ อยากให้นักเรียนอ่านคำถามต่อไปนี้

แต่ละบทความของอาจารย์นั้นเป็นความคิดที่ไม่มีสอนกันในมหาวิทยาลัยเลยครับ ผมชอบมากเลยครับ

ทีนี้เมื่อเกิดข้อสงสัย ผมก็ไม่รู้จะถามใครดี ก็เลยอยากจะถามอาจารย์ครับ เพื่อเป็นแสงสว่างทางความคิดครับ โดยเหตุการณ์มีดังนี้ครับ

1. สมมติผมเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างนึงครับที่เข้ามาระดมเงินทุนในตลาดหุ้น ระดมเงินทุนครั้งแรก 100 ครับ และทำให้เกิดกำไรหักค่าใช้จ่ายต่อปี 20 ครับ

2. เท่ากับว่าระยะคืนทุน ก็ 5 ปีครับ (100/20)

3. สมมติว่าความน่าสนใจอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการเชื้อเชิญนักลงทุน

คำถามครับ

ผมคิดว่าคืนทุนนานเกินไปครับ และก็ไม่อยากเป็นหนี้นานๆ เพราะเอาเงินเขามา 100 ในครั้งแรกครับ ก็เลยระดมเงินทุน 150 ครับ แบ่ง 50 มาเป็นเงินปั่นหุ้นตัวเองให้ขึ้นเพื่อหวังส่วนต่างซื้อถูก ขายแพง ซึ่งอยากถามว่าในความเป็นจริงมีคนทำไหมครับ

1. ผมสงสัยว่าถ้ากรณีแรกไม่มีคนทำ แล้วเค้าจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อลดระยะเวลาคืนทุน

2. รายได้คงที่เหมือนเดิม เพราะถ้าอยากมีรายได้เพิ่มก็ต้องลงทุนเพิ่มสำหรับรายได้จากการขายไฟฟ้าเป็นต้น อย่างนั้นแปลว่าหนี้จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่กลายเป็นเบี้ยหัวแตกหรือครับ

3.จุดสิ้นสุดของเรื่องนี้จะเป็นว่าหุ้นของบริษัท เจ้าของจะต้อนซื้อกลับมาให้พอมีสิทธิออกเสียงได้ หรือต้อนกลับคืนมาทั้งหมดเลยแล้วออกจากตลาดไป หรือขายทิ้งทำกำไรสูงสุดเท่าที่จะทำได้ครับ

คือผมยังเด็กฝึกหัดอยู่ครับ คนรอบตัวก็ไม่ค่อยจะคุยเรื่องแบบนี้กับผมด้วยครับ ไม่รู้ทำไม แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงครับ ผมได้แต่ พัก ลัก จำ ตามแต่โอกาสและจังหวะครับ

ได้มาอ่านแต่ละบทความในเพจนี้ ผมมีความสุขมากเลยครับ ขอบคุณอาจารย์มากเลยครับ

เรียน ลูกศิษย์

ข้อ 1) ระดมทุน 150 เงินต้องเข้าบริษัท (เงินเป็นของบริษัท) ท่านจะแบ่งมา 50 ไม่ได้ หากทำได้ ท่านก็ต้องทำสัญญากู้เงินกับบริษัท กรณีบริษัทมหาชนจะไม่ทำกัน เพราะเป็นการเอาเปรียบรายย่อย กลายเป็นว่า บริษัทปล่อยกู้ตัวท่าน ท่านกลายเป็นหนี้บริษัท แล้วเอาเงิน 50 ไปเล่นหุ้น

ในทางปฏิบัติ หากจะมี ก็มีเอาเงินตัวเอง เอาเงินคนรักไปเล่นหุ้นตัวเอง เพราะรู้ว่าควรซื้อตอนไหน และขายตอนไหน จะได้ซื้อถูกขายแพง กรณีแบบนี้มี กลต. พยายามตามจับอยู่ แต่ก็จับไม่ค่อยได้

ข้อ 2) จะลดระยะเวลาคืน ก็ต้องทำกำไรให้มากขึ้นกว่าเดิม

การทำกำไรให้มากขึ้น ราคาหุ้นก็จะขึ้น กลายเป็นว่า บริษัทคืนทุนเร็ว และท่านในฐานะผู้ถือหุ้นก็รวยมากขึ้นด้วย หากมีคนที่ท่านรักซื้อหุ้นบริษัทจำนวนมากมโหฬาร คนที่ท่านรักก็กลายเป็นมหาเศรษฐี แล้วเขาอาจแบ่งเงินมาให้ท่านก้อนหนึ่งก็ได้

ข้อ 3) หนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่คำถามคือ ใช้เงินชาวบ้าน (Bank) มาลงทุน แล้วเกิดกำไร มันก็เข้าข่ายว่า อยู่เฉยๆ ไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าก็ทำให้รวยขึ้นเรื่อยๆ และหากพิจารณาสมการสินทรัพย์เท่ากับหนี้สินบวกกับส่วนทุน จะพบว่าหากกู้เยอะๆ (100% ได้) ในขณะที่ไม่ต้องลงส่วนทุนของตัวเอง สินทรัพย์ที่เกิดขึ้นก็มาจากการกู้เต็มจำนวน ขอให้ท่านลองนึกดูว่า เมื่อโครงการเกิดขึ้น แล้วทำกำไรเป็นบวกทุกปี แถมยังคืนหนี้หมดภายใน 7-8 ปี ก็กลายเป็นว่าวันที่คืนหนี้หมด ได้สินทรัพย์มาฟรี

กรณีการได้สินทรัพย์มาฟรี ในอีก 8 ปีข้างหน้า บวกกับทุกปีก็มีกำไรเหลือ ได้เงินปันผล เพราะเจียดกำไรบางส่วนมาจ่ายเงินปันผล กรณีแบบนี้ท่านว่า Perfect มั้ย

การกู้ที่คืนหนี้ได้ภายใน 7-8 ปี แม้จะคุ้มค่าเงินลงทุนช้าไปซักหน่อย แต่ยังไงก็คืนหนี้ได้ ไม่ได้กลายเป็นหนี้มีปัญหา เป็นอะไรที่โคตรสุดยอด เพราะการคุ้ม (คืน) เงินลงทุน คือการคืนเงินกู้หมดนั่นเอง โครงการหรือสินทรัพย์ทั้งหมดจึงได้มาฟรี

หลังจากได้มาฟรี ในขณะที่จำนวนหุ้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ท่านก็ลองเอามูลค่าโครงการหลังคืนหนี้เสร็จตั้งแล้วหารด้วยจำนวนหุ้น จะทำให้มูลค่าหุ้นทางบัญชี (BV) ต่อ 1 หุ้นพุ่งขึ้นมหาศาล ก็ลองคิดดูว่า ราคาหุ้นจะวิ่งแบบกระสวยอวกาศที่ถูกปล่อยออกจากฐานยิงจรวดหรือเปล่า

ตัวอย่างที่สามารถจะเทียบเคียงได้ ก็คือ BIG C กู้เงิน 100% ซื้อคาร์ฟูร์ CPALL กู้เงิน 100% ซื้อ MAKRO ถ้าผ่อนหมดล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น ไม่อยากนึกเลย

ไม่ต้องรอให้ผ่อนหมดหรอก แค่หนี้ถูกชำระคืนไปเรื่อยๆ BV ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็ขึ้นไปเรื่อยๆ

สรุป กู้มาเรื่อยๆ และใช้คืนได้ ไม่เป็นเบี้ยหัวแตกแน่นอน เพราะเงินที่เอาไปคืนหนี้ ไม่ใช่เงินของเรา เป็นเงินที่มาจากโครงการสร้างกระแสเงินสด (B – C) ที่ติดบวก พูดอีกแบบก็คือ ตัวมันเองคืนหนี้ตัวมันเอง นี่เป็นเหตุผลที่นักธุรกิจชอบกู้เงิน เห็นเงินกู้ไม่ได้จะกระโดดเข้าใส่ตลอดเวลา

ข้อ 4) ก็ถือเท่าที่ตัวเองจะครอบงำบริษัทได้ต่อไป ถ้ายังไม่เบื่อ หรือถ้าเบื่อ ก็ค่อยๆ ขายทิ้งในตลาด สุดท้ายก็จะมีรายย่อยมาถือหุ้น 100% และรายย่อยก็จะตั้งเจ้าภาพใหม่มาบริหาร หรือหากยังไม่เบื่อ แต่ไม่ได้เดือดร้อนเงินแล้ว อยากเป็นเจ้าของบริษัทคนเดียว ก็ทำเรื่องขอถอนตัวออกจากตลาด ซึ่งตลาดจะให้ตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นจากรายย่อยคืนทั้งหมด ส่วนว่ารายย่อยจะขายหรือไม่ขายก็แล้วแต่รายย่อย (ส่วนใหญ่รายย่อยจะขายคืนเจ้าของไป)