Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

Story ที่ใช้เพื่อการลากหุ้น ตอน 2

ผาแดงกำลังจะเลิกทำเหมือง และหันมาเอาจริงเอาจังกับโครงการธุรกิจสีเขียว โดย ณ ขณะนี้

(1) อยู่ระหว่างการยื่นรอทำสัญญาซื้อขายกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับโครงการโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตไฟฟ้า 24 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดตาก และโครงการพลังงานลม กำลังการผลิต 18 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดนครราชสีมา อยากให้ดูคำชี้แจงของ PDI ที่ส่งถึงตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 29/8/57 (ภาพข้างล่าง)

CCI11022558

(2) PDI จดทะเบียนบริษัทในเครือใหม่ ชื่อ PDI Eco Company Limited ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ใช้เงินจาก PDI ทั้งจำนวน มีวัตถุประสงค์เพื่อทำธุรกิจการจัดการกากของเสีย การแปรสภาพวัสดุใช้แล้วมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่และการผลิตพลังงาน บริษัทใหม่นี้ จะดำเนินการจัดการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

(3) เปลี่ยนชื่อบริษัทเดิมในเครือ เป็นชื่อใหม่ว่า บริษัท พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี จำกัด และเพิ่มทุนจาก 100,000 บาท เป็น 50 ล้านบาท ใช้เงินจาก PDI ทั้งจำนวน มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายธุรกิจและกระจายไปสู่การดำเนินการด้านการผลิตพลังงานหมุนเวียน

มาถึงตรงนี้ที่มีความเหมือนกับ WAVE ตรงที่ PDI ประกาศการทำโครงการธุรกิจสีเขียวออกมา แต่ราคาหุ้นยังไม่ขึ้น (WAVE ลงทุน TSE ซึ่ง TSE กำลังสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ แต่ราคาหุ้น WAVE ก็ไม่ขึ้น) ยังวนเวียนอยู่ที่ 18 บาทกว่าๆ ที่มี P/BV 1 เท่ากว่าๆ มีความหมายว่า ราคาหุ้นยังไม่ได้วิ่งขึ้นไปรอข่าวดีที่ PDI จะประกาศว่า ทำจริงๆ แล้ว ตรงนี้ผมหมายความว่าการประกาศว่าทำจริงๆ เอาแน่ๆ แบบเป็นกิจลักษณะยังไม่ได้ถูกประกาศออกมา แค่ประกาศออกมาว่าจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำจริง 100%

ถ้านักเรียนเป็นคนช่างสังเกตหน่อย จะเห็นว่าปริมาณการซื้อขายหุ้น PDI เริ่มมีมากขึ้นในหลักหลายแสนหุ้นต่อวัน ตรงนี้หากรู้สึกดีๆ ก็หนีไม่พ้นการที่ต้องสงสัยเอาไว้ก่อนว่า มีใครเข้ามาเก็บหุ้นออกจากตลาดหรือเปล่า ผมจึงอยากให้นักเรียนลองฝึกดูการซื้อขายหุ้น PDI ด้วยการใช้ความรู้ที่ผมสอนนักเรียนเอาไว้ในหัวข้อ “สัญญาณการเก็บหุ้นตอน 1, 2 และ 3) เพื่อจะได้เอากรณีศึกษาของ PDI มาเป็นบทเรียน ดูซิว่า นักเรียนจะรู้สึกขึ้นมาในใจอย่างที่ผมสอนและอธิบายนักเรียนไปหรือเปล่า

ถ้าดูไปแล้ว เกิดความรู้สึกขึ้นมา งานนี้ล่ะ นักเรียนจะอยู่ไม่เป็นสุข

2 บริษัทใหม่ของ PDI คือ PDI ECO กับ PDI ENERGY ล้วนมี Story ที่น่าสนใจ วันนี้หากอ่านข่าว และตามมาตลอด ดูเหมือนว่าข่าวจะลากความคิดของเราให้มุ่งไปสู่การที่ PDI ต้องลงทุนโครงการใหม่ (ก่อสร้าง) แบบเริ่มต้นนับหนึ่งด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเหตุให้หุ้นยังไม่ขึ้นในตอนนี้ แต่ถ้าทั้ง 2 บริษัทในเครือของ PDI มีโครงการทั้งลงทุนใหม่และเข้าร่วมทุนกับโครงการที่ใกล้เสร็จ หรือเสร็จแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น

คำตอบก็ชัดว่า ราคาหุ้นขึ้นแน่ๆ ซึ่งนักเรียนย่อมรู้ดีว่า Step แรกของการขึ้นแบบเทิร์นอราวด์ราคาหุ้นจะขึ้นไปที่เท่าไร ถ้าวันนี้ PDI อยู่ที่ 18 บาทโดยประมาณ

3 เท่าของ BV สามารถถูกหยิบมาใช้ได้ หากโครงการลงทุนใหม่มีความชัดเจน ทั้งรายละเอียดและมูลค่าเงินลงทุน งานนี้ก็จะทำให้รู้ว่ารายได้และกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) เมื่อโครงการใหม่แล้วเสร็จจะโตขนาดไหน ราคาหุ้นจึงต้องวิ่งเพื่อไปรอโครงการใหม่เสร็จในอนาคต แบบที่ถ้าหากนักเรียนจะไล่ซื้อในตอนนั้นอาจซื้อไม่ทัน

ณ ขณะนี้จึงถือเป็นความคลุมเครือที่ยังสามารถมองเห็นภาพในอนาคตได้ ซึ่งภาพที่มองเห็นเป็นภาพของโครงการลงทุนที่ PDI ลงได้เต็มที่ เพราะ PDI มีเงินสดอยู่เยอะมาก อีกทั้งยังสามารถก่อหนี้ได้อีกมหาศาล (กลับไปดูชั่วโมงเรียนหุ้นตอนที่ผมวิเคราะห์งบการเงินของ PDI หรือจะเอางบการเงินของ PDI มาดูอีกทีก็ได้) ทำให้ภาพที่เห็นไม่ได้ออกมาเป็นภาพเล็กๆ แต่เป็นภาพที่ใหญ่ ที่ทั้งลงทุนเองแบบเริ่มต้นก็ทำได้ และหากจะเข้าซื้อหรือเข้าร่วมทุนก็สามารถทำไปได้พร้อมๆ กัน

ภาพการลงทุนในโครงการธุรกิจสีเขียว จึงไม่น่าจะเป็นภาพเล็ก (จินตนาการ)

ย้อนกลับไปที่หุ้น WAVE ตอนปี 2553 ที่ WAVE เรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติการเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า TSE และ WAVE จำเป็นต้องจัดทำรายงานความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินส่งให้ผู้ถือหุ้นทุกคน

วันนั้นผมจำได้ว่า ที่ปรึกษาทางการเงินให้ความเห็นกับผู้ถือหุ้นทุกคน ว่าไม่ควรโหวตให้ WAVE ลงทุนใน TSE เพราะจะไม่เป็นผลดี มีการออกข่าวนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วย

เรื่องนี้อยากให้นักเรียนพิจารณาดูว่า เมื่อที่ปรึกษาทางการเงินทักท้วงว่าไม่เป็นผลดี แต่มติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็ผ่านมติได้ คำถามจึงเกิดขึ้นว่า นักลงทุนรายย่อยจะกลัวหุ้น WAVE ขนาดไหน สาเหตุที่กลัวก็ไม่ใช่อะไร มันเป็นเรื่องที่นักลงทุนรายย่อยวิเคราะห์ข่าวไม่เป็น เห็นข้อมูลในข่าวที่ต้องการพาสายตาให้มองไปในทางที่ไม่ดี นักลงทุนรายย่อยก็เห็นแต่ความไม่ดี นำไปสู่ความที่หุ้นตัวนี้ไม่น่าลงทุนต่อไป สุดท้ายกูขายทิ้งดีกว่า

ข่าวร้ายที่ออกมา สำหรับผมจึงเป็นข่าวดี เพราะในข่าวร้ายจะมีคนได้ประโยชน์ อย่างน้อยก็ผมหนึ่งคนแล้วที่เห็นข่าวร้ายเป็นข่าวดี เพราะผมจะได้เข้าไปเก็บหุ้น

ราคาหุ้น WAVE จึงไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่เข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า TSE ที่กำลังก่อสร้างอยู่ แต่มาวิ่งเอาตอนที่โรงไฟฟ้าใกล้เสร็จ และเริ่มโชว์ผลประกอบการที่เห็นภาพอนาคตชัดขึ้น

ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่า PDI กับ WAVE เหมือนกันตรงที่เปิดตัวทำโครงการใหม่ แต่ราคาหุ้นไม่ขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้เกิดการเก็บหุ้น ทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้า PDI ชัดเจนเรื่องโครงการลงทุนใหม่แบบ 100% งานนี้หุ้นวิ่งแน่ สาเหตุเพราะถ้าซื้อตอนนี้ที่ P/BV เกิน 1 เท่ามาเล็กน้อย ถือเป็นราคาซื้อที่ไม่แพง หากเกิดการเทิร์นอราวด์ขึ้นมาจริง งานนี้ไม่ต้องบอกว่า ราคาจะเป็นเท่าไร

อีกข้อที่เหมือนกัน ตรงที่ทั้ง PDI และ WAVE มี PAR ที่ 10 บาทเท่ากัน

WAVE มีหุ้น 32 ล้านหุ้นโดยประมาณ ส่วน PDI มี 220 ล้านหุ้น ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่ามากมายอะไร งานนี้หากมีการเก็บหุ้นออกจากตลาดที่ราคา 16 – 20 บาท นักเรียนก็ลองคิดเล่นๆ ดูซิว่า PDI จะวิ่งแบบรถสปอร์ตได้หรือเปล่า

ข้อสุดท้ายที่หุ้นทั้ง 2 ตัวมีความเหมือนกัน ตรงที่งบการเงินตอนที่ P/BV เกิน 1 มาเล็กน้อย เป็นงบการเงินที่ดูไม่ขี้เหร่ แถมยังมีทั้งสภาพคล่องและความมั่นคงทางการเงิน แบบดูยังไงก็รู้สึกถึงอนาคตว่า ยังไงการลงทุนโครงการธุรกิจสีเขียวของ PDI ต้องสำเร็จแน่นอน

4 ทุ่ม 20 นาที กับการจินตนาการเรื่องราวของ PDI ซึ่งผมก็ไม่ได้มั่นใจซักเท่าไร จึงขอให้นักเรียนใช้วิจารณญาณค้นคว้าและวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวของนักเรียนเอง เพื่อออกคำตอบว่า จะเอายังไงดีกับหุ้น PDI

สำหรับผม ผมจะพกความไม่มั่นใจนี้ไปถามคนข้างใน ผมจะถามเขาว่า จะเอายังไงดีกับ PDI ผมจะแลกเปลี่ยนกับเขา หากเขาด่าผมว่า เจอหุ้นแบบนี้ที่มี P/BV เกิน 1 เล็กน้อย มีฐานะทางการเงินมั่นคง มีเงินเหลือเฟือ (มหาศาล) ที่พร้อมทั้งลงทุนใหม่ก็ได้ และ/หรือซื้อโครงการ และ/หรือร่วมทุนกับโครงการที่ใกล้เสร็จหรือเสร็จแล้วก็ได้ ยังจะกลัวอีก แบบนี้ก็ให้ไปกินหญ้า อย่าอยู่เป็นคนอีกต่อไป ถ้าคนข้างในด่าผมแบบนี้ ผมมีคำตอบทันที