Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

Story ที่ใช้เพื่อการลากหุ้น

นักเรียนหลายคนคงสงสัยว่า ทำไมผมจึงรู้เรื่องของเจ้ามือว่า เจ้ามือเก็บหุ้นกันอย่างไร ผมเคยเป็นเจ้ามือเหรอ ในอนาคตจะเขียนให้ได้อ่านกัน เอาเป็นว่า วันนี้ขอแสดงตนว่า ตัวเองเคยซื้อหุ้นจำนวนมาก ยกตัวอย่างหุ้น WAVE ที่ผม ทยอยซื้อตอน 10 บาทต้นๆ เมื่อปี 54 – 55 จนติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ และเหล่ากัลยาณมิตรของผมก็ซื้อกันเต็มที่แบบมีอาการหมูไม่กลัวน้ำร้อน จนติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ไปตามๆ กัน

ตอนนั้นผมทยอยซื้อไปเรื่อยๆ เป็นเดือนๆ ในขณะที่มาร์เก็ตติ้งก็พูดกันเป็นเสียงเดียว ว่าหุ้นแบบนี้ซื้อไปได้อย่างไร ไร้อนาคตสิ้นดี

แต่สำหรับผม ผมกลับไม่ได้มองแบบนั้น ผมกลับมองเป็นโอกาสที่ได้เข้าซื้อหุ้นตัวนี้ตอนที่ราคาต่ำสุดๆ และ ณ ขณะซื้อคนข้างในก็บอกกับผมแบบให้คำมั่นสัญญาว่า ปี 56 – 57 WAVE จะขึ้นแบบถล่มทลาย ทำให้ผมไม่ใช่รวย แต่กลายเป็นเศรษฐี

วันนี้ WAVE ราคาอยู่ประมาณ 80 บาท ขึ้นมา 700% แล้ว นับจากปี 54 นักเรียนลองคิดดูซิว่า ถ้าจัดเต็มกับ WAVE ที่ราคา 10 บาท 10 บาทกว่า ไปซัก 10 ล้านบาท มาวันนี้มูลค่าเงินลงทุนจะกลายเป็นเท่าไร

คำตอบก็คือ 80 ล้านบาท

ถามนักเรียนต่อว่า ปี 54 ที่เป็นปีที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจมบาดาล มาถึงปีนี้ต้นปี 58 นักเรียนว่า 3 ปีนานหรือเปล่า ถ้านักเรียนจะรอหุ้นตัวหนึ่งให้ขึ้นจากราคาเดิมซัก 700 – 1,000%

คำตอบน่าจะมีอยู่ในใจของนักเรียน

ประเด็นที่ผมยกตัวอย่าง WAVE ไม่ใช่ว่า ผมจะอวดโชว์ ว่าผมประสบความสำเร็จ ที่รังแต่จะทำให้นักเรียนเกลียดผม และเกิดอาการหมั่นไส้ แต่มันมีความจำเป็นที่จะต้องเอา WAVE มาเป็นกรณีศึกษา เพื่อให้นักเรียนได้หาหุ้นแบบ WAVE แล้วถือมันเอาไว้ซัก 3 – 4 ปี หลังจากถือครบระยะเวลา ชีวิตของนักเรียนก็จบ

จบชีวิตการดิ้นรนหาเงิน เพราะกูกลายเป็นเศรษฐี หลังจากนั้นชีวิตภาคต่อของนักเรียนก็เริ่มต้นขึ้น เป็นชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินอีกต่อไป ใครที่นักเรียนรัก อยากได้เงินเท่าไร นักเรียนก็จัดให้แบบเต็มๆ กลายเป็นว่า หน้าที่ของนักเรียนจบหมดแล้ว และนักเรียนก็เหลือเงินก้อนหนึ่งโตๆ เอาไว้ทำตามใจที่นักเรียนอยากจะทำ จะไปอลาสก้า จะไปเปิดมูลนิธิ จะไปทำอะไร นักเรียนก็จะพบว่า ชีวิตที่ไม่ต้องตกเป็นทาสของเงิน มันมีความสุขจริงๆ

เขียนมาถึงตรงนี้ก็อดอมยิ้มขึ้นมา ในใจไม่ได้อยากให้นักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้รวยกันให้เข็ดทุกคน

กลับมาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า ที่ผมซื้อ WAVE ในปี 54 ตอน 10 บาทกว่าๆ เป็นเพราะ

(1)   ก่อนหน้าปี 54 WAVE ประกาศยุติธุรกิจ CD และ DVD ภาพยนตร์ที่ WAVE ได้รับลิขสิทธิ์จากค่ายหนังต่างๆ มากที่สุด ทำให้ยอดขายที่มีมากกว่า 1,000 ล้านบาท และมีกำไรที่สามารถปันผลได้ เหลือศูนย์

(2)   WAVE มาเอาดีทางธุรกิจบันเทิง เพราะมีกลุ่มมาลีนนท์ และช่อง 3 แบ็คอัพอยู่ แต่ธุรกิจก็ไม่ได้โดดเด่นเข้าตากรรมการแต่อย่างใด รายได้ก็มีนิดเดียว ดูงบการเงินแล้ว เหมือนทำธุรกิจเพื่อหารายได้เลี้ยงค่าใช้จ่าย จะได้ไม่เข้าเนื้อ ไม่ได้ตั้งใจเอาจริงกับธุรกิจทีวี

(3)   WAVE เข้าลงทุนโรงไฟฟ้า TSE ปี 53 ผมตามงบการเงินของ WAVE มาตลอด รู้สึกแปลกใจกับข้อ (2) จนมาเกิดเหตุการณ์ตาม (3) ทำให้ผมรู้สึกว่า WAVE จะเอาดีกับโรงไฟฟ้ามากกว่า

(4)   งบการเงินของ WAVE มีสภาพคล่องทางการเงิน (Current Ratio) 7 : 1 ในตอนนั้น ไม่มีเงินกู้ธนาคาร และ D/E Ratio ก็ต่ำเลียดดิน วิเคราะห์แล้วทำให้รู้สึกว่า บริษัทนี้จมอยู่ใต้กองเงิน ทำให้ WAVE จะลงทุนโครงการอะไร ก็ไม่ใช่ปัญหา

(5)   เมื่อพิจารณาช่อง 3 และตระกูลมาลีนนท์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่า หากจะเอาเงินลงทุนแบบหมดตัวฝากไว้กับผู้ใหญ่ ก็น่าจะเข้าทำนอง “ตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด”

(6)   ราคา 10 กว่าบาทตอนนั้น (ปี 53 – 54) มี P/BV ต่ำกว่า 1 แต่ P/E ไม่ต้องพูดถึง โคตรสูงเลย บางช่วงก็เป็น N.A. (หาค่าไม่ได้ เพราะกำไรสุทธิต่อหุ้นติดลบ)

ตอนนั้นผมคุยกับคนข้างในบ่อยมาก ผมถามเขาว่า เอาดี หรือไม่เอาดี

เขาตอบผมกลับมาว่า ไม่เอาก็ควาย บริษัทมีเงินสดมหาศาล ไม่มีเงินกู้ คุณเคยเห็นบริษัทในตลาดหุ้นที่ไม่มีเงินกู้ซักบาทหรือเปล่าล่ะ และยังกู้ธนาคารได้อีกเป็นพันล้านบาท เพราะ D/E ต่ำในจุดทศนิยม และที่เห็นชัดๆ ก็คือ โรงไฟฟ้าลงมือสร้างแล้ว 4 – 5 โรง เป้าหมายจะเป็น 10 โรง นับจากนี้อีก 2 ปี โรงไฟฟ้าก็เสร็จ เมื่อเสร็จแล้ว คุณว่าจะขายไฟได้หรือเปล่าล่ะ และยังมีช่อง 3 ที่ได้สัมปทานเวลาออกอากาศ หากบริษัทจะเพิ่มรายการทีวีก็เป็นเรื่องที่ง่ายแบบปอกกล้วยเข้าปาก

เขายังพูดต่ออีกแบบโมโหๆ ว่า ราคา 10 บาทกว่าๆ มี P/BV น้อยกว่า 1 ในอนาคตเมื่อโรงไฟฟ้าใกล้เสร็จ ราคาหุ้นต้องวิ่งอุตลุด (เทิร์นอราวด์) 1,000,000% คุณไม่เห็นราคาที่ P/BV 3 เท่าหรือ ไม่ซื้อตอนนี้แล้วจะไปซื้อตอนไหน

ผมทำเสียงอ่อยๆ แล้วบอกเขาว่า ก็รออีกหน่อยไม่ดีกว่าหรือ โรงไฟฟ้ากว่าจะเสร็จก็อีกตั้ง 2 ปี รีบซื้อตอนนี้ แล้วเราจะไม่ไปติดหุ้นหรอกหรือ คือขึ้นน่ะมันขึ้นอยู่แล้ว แต่ซื้อเร็วไปก็เสียโอกาสเหมือนกัน หากซื้อแล้วมันไม่ขึ้นทันที

คนข้างในสวนกลับมาบอกว่า เจอหุ้นแบบนี้แล้วยังต้องรออีกเหรอ ถ้าซื้อน้อยก็อีกเรื่องนึง แต่นี่จะซื้อเยอะๆ ก็ต้องทยอยซื้อ ซื้อไปเรื่อยๆ ซิ หุ้นมีแค่ 32 ล้านหุ้นเท่านั้น ลองคิดเอาเองก็แล้วกัน ว่าถ้าจะไปซื้อตอนราคาใกล้จะวิ่ง คุณว่าจะซื้อได้หรือ หุ้นแบบนี้บทเวลาไล่ราคา อย่าหวังว่าจะซื้อได้ คุณนี่ไม่เคยจำเลย ไอ้เรื่องเอาไว้ก่อน เอาไว้ก่อน สุดท้ายก็แห้วทุกที แทนที่จะเอาอดีตที่ผิดพลาดมาเป็นบทเรียน กลับจะพาชีวิตให้กลับไปเหมือนเดิมอีก เวรกรรมจริงๆ

เล่นหุ้นต้องเล่นเพราะมันเป็นหน้าที่ หน้าที่ที่จะลงทุนแล้วรอคอยให้หุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ โดยต้องลงทุนตอนที่คนยังไม่เล่นกัน เพราะคุณจะรวยสุดขีด คุณต้องไม่เอาโอกาสที่จะเป็นคนรวย เป็นเศรษฐีไปทิ้ง ด้วยการพาชีวิตไปสู่กลยุทธ์ ทำตัวเป็นนักมวยที่มีลีลา แต่สุดท้ายชกมวยไม่ได้เรื่อง แค่คุณรู้ว่าไม่เกิน 2 ปี โรงไฟฟ้าที่ผูกขาดตลาดจะเสร็จและขายไฟได้ แค่นี้หุ้นก็จะพลิกจากไม่มีอนาคตมาเป็นมีอนาคต WAVE จะแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้ามาทุกปี ในอัตรา 25% ของผลกำไรสุทธิ ก็คิดดูเอาเองก็แล้วกัน จากกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ที่แทบจะเป็นศูนย์ หรือบางทีก็ติดลบ กลายมาเป็นบวก และบวกเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เพราะโรงไฟฟ้า 10 โรงทยอยเสร็จ อะไรจะเกิดขึ้น

มันก็จริงกับระยะเวลาแห่งการรอคอย ไม่เกิน 2 ปี (จาก 54 ถึง 56 – 57) ที่ WAVE จะเทิร์นอราวด์จาก P/BV 1 เท่า มาเป็น P/BV 3 เท่าขั้นต่ำ ซึ่ง 2 – 3 ปี กำไรขั้นอนุบาลก็จะอยู่ที่ 200% ขั้นต่ำ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอยู่ที่ 2% ต่อปี ผมจึงพูดกับคนข้างในว่า หมดตัวก็แล้วกัน

วันนี้ WAVE ราคา 80 บาท ใช้ระยะเวลา 2 ปีเศษ จากที่ซื้อ 10 บาทกว่า บวกมา 70 บาท (ลงทุน 10 ล้านกลายเป็น 80 ล้านบาท ลงทุน 100 ล้านกลายเป็น 800 ล้าน)

มาถึงตรงนี้อยากถามนักเรียนว่า นักเรียนเคยถือหุ้นที่ขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วไม่ขายหรือเปล่า

ขึ้น 100% ไม่ขาย

ขึ้น 200% ไม่ขาย

ขึ้น 500% ไม่ขาย

ขึ้น 700% ไม่ขาย

เชื่อว่าหากมี ก็มีน้อยเต็มที หรืออาจจะไม่มีเลย นี่ไงที่ผมชอบพูดว่า หากนักเรียนรู้จักถือหุ้นที่ดีๆ นานพอ นักเรียนไม่ใช่คนรวย นักเรียนจะกลายเป็นเศรษฐี

เศรษฐีจึงเกิดขึ้นได้ เพราะนักเรียนรู้ราคาเป้าหมายว่า หุ้นจะไปถึงที่ราคาใด

หลักง่ายๆ ที่ผมสอนมาตลอด ก็คือจาก P/BV ใกล้ 1 เท่า ขึ้นไปที่ 3 เท่าของ BV เป็น STEP ที่ 1 หลังจากนั้นขึ้นต่อ เพราะกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) โตขึ้น ทำให้ BV ใหญ่ขึ้น ราคา (P) จึงถูกไล่ให้สูงขึ้น เพื่อให้ P/BV ใหม่ยังคงรักษา 3 เท่า เท่าเดิม (อ่านเรื่องอนาคตของ IFEC ที่กำพล อังศุเกษตร์ วิเคราะห์เอาไว้ แล้วกลายเป็นจริงขึ้นมา ด้วยหลักการขึ้นของราคาหุ้นที่ขึ้นไปเพื่อรักษา P/BV ให้อยู่ในระดับเดิม วันที่ 8/2/58 เพิ่มเติม)

นอกจากการรู้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปที่ราคาใดแล้ว ยังมีเรื่องของจิตใจที่ต้องเจอคนข้างในให้ได้ เพราะถ้าเจอคนข้างใน คนข้างในจะห้ามไม่ให้เราขายหุ้น เขาจะเตือนเราตลอดเวลาว่า ถ้าขายคุณก็ยังจะจนอยู่เหมือนเดิม การเป็นได้แค่คนรวย ไม่ได้ทำให้คุณมีอิสรภาพทางการเงิน สุดท้ายเราก็เชื่อเขา ปล่อยหุ้นให้ขึ้นของมันต่อไปกับราคาเป้าหมายที่ในใจก็ยังมีอาการลังเลว่า มันจะไปถึงหรือเปล่าหนอ แต่ทุกครั้งที่เริ่มกังวล คนข้างในก็จะออกมายืนยันว่า คุณเล่นหุ้นมาเกือบ 30 ปี มีหุ้นตัวใดที่ถ้าหากเทิร์นอราวด์ครั้งที่ 1 ในขณะที่มี P/BV 1 เท่า แล้วราคาขึ้นไปไม่ถึง 3 เท่าหรือเปล่า ซึ่งผมก็ตอบกลับไปทุกครั้งว่า ไม่มี (ศูนย์เปอร์เซ็นต์) ถ้าหุ้นตัวนั้นทำกิจการผูกขาด

มาถึงตรงนี้ นักเรียนรู้แล้วว่า Story แรกที่ใช้ลากราคาหุ้น คือเรื่องของการลงทุนโครงการใหม่ ที่จะทำให้เกิดการจินตนาการรายได้ และกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ในงบกำไรขาดทุน ว่าจะออกมาเป็นบวก และโตขึ้นทุกๆ ปี โดยการลงทุนในโครงการใหม่จะต้องมีพลังอำนาจของการผูกขาด (ต้องไม่แข่งขัน) ราคาหุ้นที่ยังไม่ขึ้น จะวิ่งอย่างบ้าคลั่ง ทำให้นักเรียนกำไรขั้นต่ำ 200% (แบบอนุบาล) ได้ (700 – 1,000% กับระยะเวลา 2 – 3 ปี)

เที่ยงคืนพอดีกับบรรทัดที่คิดว่า ควรจบตอนที่ 1 เอาไว้แค่นี้ ก็พลันนึกไปถึงหุ้น PDI ว่าทำไมมันช่างมี CHARACTER ที่เหมือนกับ WAVE เมื่อปี 2553 – 2554 ซะเหลือเกิน

ครั้งหน้าเรามาว่ากันต่อครับ