Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

สัญญาณการเก็บหุ้น ตอน 2

ตอน 1 เมื่อ 2/2/58 อารัมภบทยืดยาวมาก ก็เพื่อต้องการให้นักเรียนหันกลับมาตรวจสอบเหตุแห่งพฤติกรรมของนักเรียนที่ มีความอยาก (ความโลภ) บงการอยู่ โดยบงการผ่านกิจกรรม ซึ่งในกิจกรรมจะมีสัญญาณหรือสัญลักษณ์บางอย่างเกิดขึ้น และสัญญาณหรือสัญลักษณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นนี้ จะถูกจิต (คนข้างใน) ของนักเรียนบอกคำตอบออกมา โดยคำตอบที่ออกมาจะออกมาผ่านความรู้สึก

กระบวนการที่สรุปข้างต้น ก็คือกระบวนการเกิดจินตนาการ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ นักเรียนต้องรู้จักนิสัยและสันดานของตัวเอง มันเหมือนกับว่า ถ้านักเรียนจะพยายามเข้าใจคนอื่น นักเรียนต้องพยายามทำความเข้าใจตัวเองให้ได้ เมื่อนักเรียนเข้าใจตัวเองแล้ว นักเรียนจะเข้าใจผู้อื่น สามารถอ่านใจคนอื่นออกได้ เพราะนักเรียนเป็นกระจกเงาที่เอาไว้ดูคนอื่นในกระจก (ดูตัวเอง) ทำให้การศึกษาคนยุติและเลิกได้หลังจากที่นักเรียนศึกษาตัวเองจนเข้าใจตัวเอง แล้ว

คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ (เกือบ 100%) พยายามหาวิธี หาทางลัดไปสู่การเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จ โดยมองหาวิธีการที่ถูกทำให้เป็นสูตรแห่งความสำเร็จ แล้วก็ใช้สูตรนั้นให้นำทางพาเงินลงทุนให้งอกเงย แต่แทนที่มันจะงอกเงยแบบโตวันโตคืน มันกลับจะงอกเงยช้า ดูไม่ทันใจคนลงทุนเอาซะเลย สาเหตุก็เป็นเพราะสูตรหรือทฤษฎีบอกให้ลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำๆ ซึ่งสูตรหรือทฤษฎีบอกว่า เป็นหุ้นดี ทำให้ไม่รวยเสียที เพราะหุ้นดีที่มี P/E และ P/BV ต่ำๆ ผ่านการดี 7 หนมาแล้ว มันหยุดเทิร์นอราวด์แล้ว มันได้กลายเป็นหุ้นพื้นฐานที่หากจะรวยกับมันอาจต้องถือหุ้นนานหลายปี ผิดกับหุ้นที่สูตรหรือทฤษฎีห้ามเอาไว้ไม่ให้เล่น ไม่ให้ลงทุน เห็นเมื่อไร ให้หลีกและบทวิเคราะห์ของทุกโบรกเกอร์ก็จะไม่มีการเอาหุ้นเหล่านี้มา วิเคราะห์ สาเหตุเพราะ P/E สูงลิบลิ่ว หรือบางตัวอาจจะหาค่าไม่ได้ และ P/BV ต่ำกว่า 1 หรือใกล้เคียง 1 หรือบางตัว P/BV อาจสูงเกิน 3 เท่าไปแล้ว ซึ่งถือเป็นหุ้นที่ไร้อนาคต แต่หุ้นเหล่านี้ที่ไร้อนาคต มีโอกาสพลิกกลับหรือที่เรียกว่า เทิร์นอราวด์ หรือภาษาของผมชอบเรียกว่า หุ้นชั่ว 7 ที ดี 7 หน ซึ่งเล่นไปแล้ว มีโอกาสกลายเป็นเศรษฐี (อ่านชั่วโมงเรียนหุ้น BV, E, P ของ หุ้นเทิร์นอราวด์ ตอน 3 วันที่ 30/1/58) คนเล่นหุ้นตามสูตรหรือตามทฤษฎีจึงรวยช้ากว่าคนที่เล่นหุ้นที่ทฤษฎีห้ามเอา ไว้

กลับมาสู่เรื่องต่อจากตอนที่ 1 ที่วันนี้จะขอเขียนถึงการเก็บหุ้น (เก็บของ) ก่อนที่หุ้นจะถูกกระชากราคา ว่าเราจะมีวิธีดูอย่างไร และอะไรเป็นสัญญาณบอกให้เรารู้ว่า กำลังมีการเก็บหุ้นเกิดขึ้น และถ้าเราจับสัญญาณได้ชัดเจน ความรู้สึกจะบอกว่า หุ้นขึ้นเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน

ก่อนอื่นนักเรียนต้องรู้จักความอยากในใจ (ความโลภ) ของคนเล่นหุ้น รวมถึงเจ้ามือก่อน ว่าทุกคนอยากรวย รวยเยอะๆ รวยหนักๆ รวยเละเทะ

กรณีนักเรียนเล่นหุ้น นักเรียนไม่ใช่เจ้ามือ นักเรียนซื้อหุ้น เพื่อจะให้ราคามันขึ้น หลังจากนั้นก็ขายทิ้ง เก็บกำไรเอาไว้เสวยสุขชั่วครู่ชั่วยาม

กรณีเจ้ามือ เจ้ามือซื้อหุ้นเหมือนนักเรียนนี่แหละ แต่ต่างกันตรงที่ว่า เจ้ามือซื้อหุ้นในปริมาณมากมหาศาล และต้องการจะขายให้ได้ราคาสูงๆ ฟันกำไรเก็บเอาไว้เสวยสุขหลายๆ ปี

กรณีนักเรียน หลังจากซื้อหุ้น นักเรียนต้องรอคอยให้ราคามันขึ้น นักเรียนทำอะไรกับราคาไม่ได้

กรณีเจ้ามือ หลังจากซื้อหุ้น เจ้ามือรอให้ราคาหุ้นขึ้นเองไม่ได้ จำเป็นต้องเข้าไปกระชากราคา นอกจากรอไม่ได้แล้วต้องเข้าไปกระชากราคา เจ้ามือยังต้องสร้างสถานการณ์ให้การซื้อขายหุ้นเกิดความคึกคัก เพื่อให้คนเข้ามาเล่นหุ้นกันเยอะๆ เจ้ามือจะได้ขายหุ้นที่ซื้อมาถูกๆ ในปริมาณมากมายมหาศาลได้หมดเร็วอย่างง่ายๆ ซึ่งนั่นมีความหมายว่า เจ้ามือจะรวยเละ และโอกาสเสี่ยงต่อการถูกจับก็มีน้อยลง

มาถึงตรงนี้ อยากให้นักเรียนคิดถึงการซื้อหุ้นให้ได้ปริมาณมากๆ โดยเจ้ามือ มีคำถามว่า ถ้านักเรียนเป็นเจ้ามือ นักเรียนอยากให้รายย่อย หรือคนอื่นมาซื้อหุ้นราคาถูกๆ ตอนที่เราในฐานะเจ้ามือเริ่มเก็บสะสมหรือไม่

คำตอบก็คือไม่ กูจะซื้อเก็บคนเดียว ถ้าจะมีคนอื่น (ใครก็ไม่รู้ อาจจะเป็นนักเรียน) มาร่วมแจมซื้อด้วย กูก็ขอให้มัน (นักเรียน) ซื้อให้ได้น้อยที่สุด

มาถึงตรงนี้อีก ถ้านักเรียนเป็นเจ้ามือและสร้างทีมเก็บหุ้น (ซื้อหุ้นในราคาถูกๆ) นักเรียนจะทำอะไรเป็นลำดับแรก

คำตอบก็คือ

(1) เติมหุ้นเข้าไปในฟากของ OFFER (เสนอขาย) จำนวน มากๆ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า มีคนรอขายหุ้นตัวนี้เพียบเลย ทำให้คนที่ติดหุ้นตัวนี้ท้อใจและหมดกำลังใจ เพราะคนติดหุ้นต้องมีจำนวนหนึ่งที่กำลังอยู่ในอาการกระเป๋าฉีก

คนที่ติดหุ้นที่เห็นหุ้นเสนอขายปริมาณมากๆ และกระเป๋ากำลังฉีกอยู่ จึงตัดสินใจเทขายทิ้งมาที่ด้าน BID (เสนอซื้อ) ซึ่งมีปริมาณไม่มาก ทำให้การขายแค่จำนวนไม่มากมาที่ด้าน BID อาจทำให้ราคาหุ้นตกลง (ติดลบ)

เหตุการณ์การเติมจำนวนหุ้นด้าน OFFER ยังมีต่อไป ในขณะที่ด้าน BID ก็จะมียอดเติมเข้ามา แต่ก็มีไม่มาก สถานการณ์จำนวน BID กับจำนวน OFFER ยังมีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด (BID นิดเดียว OFFER เพียบ)

ใกล้ปิดตลาด เจ้ามือจะเอาหุ้นที่ตัวเองตุนเอาไว้ที่ไม่ได้อยู่ในฟากของ OFFER (หุ้นที่อาจอยู่กับนักร้อง คนใช้) เทขายทิ้งออกมาด้าน BID ทำให้ราคาปิดเท่าเดิมหรือติดลบ และจะเทขายออกมาในปริมาณที่จะทำให้สัญญาณทางเทคนิค (กราฟ) ถูกแปลความว่า “หุ้นเกิดสัญญาณขาย” เพื่อว่าคนที่ติดหุ้นที่ยังอยู่ในอาการลังเล แต่กระเป๋ายังไม่ถึงขั้นฉีก (แค่รั่ว) จะได้ถอดใจเลิกถือหุ้นตัวนี้อีกต่อไป และตัดสินใจว่า พรุ่งนี้กูขายทิ้งแล้ว หุ้นบ้าอะไร ไร้อนาคตสิ้นดี

วันรุ่งขึ้น ก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นที่ว่านี้อีก แต่บางขณะอาจมีปริมาณ OFFER เป็นจำนวนมาก จากรายย่อยที่สิ้นหวัง ซึ่งเจ้ามือรู้ดีว่า หุ้นเหล่านี้ไม่ใช่ของเราทั้งหมด เพราะของเราที่อยู่ใน OFFER อยู่กี่หุ้น เจ้ามือรู้ดี ในขณะที่จำนวนหุ้นด้าน BID ก็มีนิดเดียว แต่เกิดเหตุการณ์ประหลาดตรงที่ว่า จำนวนหุ้นด้าน OFFER อาจถูกเคาะซื้อจนหมด ทำให้เราในฐานะคนดูเกิดความรู้สึกว่าด้าน BID ก็มีนิดเดียว แต่มีไอ้โม่งที่ซุ่มดูอยู่แบบไม่เปิดเผยตัวเข้ามาตั้งซื้อในด้าน BID ยืนกอดอกสั่งให้ใครก็ไม่รู้ ซื้อให้หมด

BID กับ OFFER จึงเป็นตัวเลขที่ตั้งหลอก ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริง ดังนั้นคนเล่นหุ้นที่เชื่อว่าตัวเลขไม่มีอะไรในกอไผ่ จึงตกเป็นเหยื่อ ขายหุ้นที่ตัวเองติดอยู่และอุตส่าห์ถือมาตั้งนานทิ้ง แล้วหลังจากขายทิ้งไปไม่นาน หุ้นก็ขึ้นพรวดพราด ทำให้เสียใจไม่รู้จะเสียใจยังไง

เหตุการณ์การกำกับจำนวนหุ้นด้าน BID และ OFFER ตามที่เล่าให้ฟังนี้ ทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นมากขึ้นกว่าปกติจนสังเกตเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างจากทุกๆ วันที่มีปริมาณการซื้อขายหุ้นหลักแสนต้นๆ มาเป็นปีๆ แต่มาวันหนึ่งเกิดปริมาณการซื้อขายหุ้นเป็นหลักล้าน และหลายล้านหุ้นต่อวัน กรณีแบบนี้หากคนเล่นหุ้นดู สรุปหุ้นทุกวัน จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจทันที ว่ามีเรื่องแปลกเกิดขึ้นแล้ว ทำให้ต้องนึกถึงหุ้นตัวนี้ตลอดเวลา แล้วไม่ลืมที่จะลงไปดูมัน เพื่อสังเกตว่าจะเกิดเหตุการณ์ตามที่ผมยกตัวอย่างหรือเปล่า

ปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นมากอย่างผิดปกติ จะเกิดขึ้นพร้อมกับราคาหุ้นที่แกว่งตัวขึ้นและลงในช่วงแคบๆ แต่ตอนปิดตลาด ราคามักจะลง หรือถ้าขึ้น ก็จะขึ้นเพียงน้อยนิด พูดโดยรวมก็คือหุ้นไม่ขึ้น และสัญญาณทางเทคนิค (กราฟ) ส่งสัญญาณขายตลอดเวลา

ทำไมสัญญาณทางเทคนิคจึงส่งสัญญาณขายอยู่ทุกวัน (ตลอดเวลา) ในช่วงที่เจ้ามือกำลังเก็บหุ้น ตอนนี้เชื่อว่านักเรียนตอบได้แล้ว มันเป็นเพราะเจ้ามือไม่อยากให้คนอื่นเข้าไปซื้อ เจ้ามือ (มัน) ต้องการซื้อแต่เพียงลำพัง เพื่อให้ได้หุ้นมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ย้อนกลับมากับเหตุการณ์การเก็บหุ้นอีกที ที่เจ้ามือไม่ใช่ตั้งรอ แล้วรอคอยให้รายย่อยมาเสนอขายด้าน BID แต่เพียงอย่างเดียว เจ้ามือยังเคาะซื้อด้าน OFFER ด้วย และบางทีเจ้ามือก็จำเป็นเหลือเกินที่จะเคาะซื้อด้าน OFFER แบบกวาดเรียบซัก 2-3 ช่วงราคาในระหว่างวัน สาเหตุก็เพื่อเก็บหุ้นให้ได้มากที่สุดตามที่ว่า แล้วพาหุ้นให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาเดิม หลังจากเก็บหุ้นที่ราคาเดิมไปจนแทบจะไม่มีใครขายทิ้งออกมาแล้ว เจ้ามือจึงจำเป็นต้องให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไป เพื่อจะเก็บหุ้นจากคนที่ไม่ได้อยู่ในอาการกระเป๋ารั่วหรือกระเป๋าฉีก แต่ตอนปิดตลาดเจ้ามือก็ยังคงทุบราคาเหมือนเดิม เพราะเจ้ามือไม่ต้องการให้ราคาหุ้นขึ้น เพราะถ้าหุ้นขึ้น ต้นทุนของเจ้ามือจะสูง

การทุบราคาหุ้นหลังจากที่ลากราคาหุ้นขึ้นไป 2-3 ช่วงราคาในระหว่างวัน เพื่อเก็บของเพิ่มเติม จะเกิดเหตุการณ์ที่มีบางคน หรือกลุ่มคนเริ่มสงสัยในกิจกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้น แล้วตัดสินใจซื้อตามเพื่อหวังจะเก็งกำไรราคาที่สูงขึ้น ซึ่งสำหรับเจ้ามือแล้วเกลียดไอ้พวกซื้อตามในเวลานี้มาก จึงจำเป็นต้องสั่งสอนด้วยการเอาหุ้นที่อยู่ในมือนักร้อง อยู่ในมือคนใช้เทขายออกมาด้าน BID ซึ่งจำนวนหุ้นที่ตั้งรอซื้ออยู่นั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นคำสั่งซื้อของพวกเดียว กันเอง เข้าทำนองอัฏยายซื้อขนมยาย พาให้ไอ้คนซื้อตามที่เล่นสั้นเจ๊งกันไปตามๆ กัน แล้วตัดสินใจขายขาดทุนออกมา เหตุการณ์แบบนี้นิยมเรียกกันว่า เล่นรอบ เล่นสั้น ซึ่งเชื่อว่านักเรียนเคยได้ยิน แต่นักเรียนอาจไม่รู้ว่าเล่นรอบ เล่นสั้น ก็เป็นเกมหนึ่งที่อยู่ในกิจกรรมเก็บหุ้นที่รังสรรค์สร้างขึ้นโดยเจ้ามือ

กิจกรรมการเก็บหุ้นจะดำเนินไปเรื่อยๆ แต่คำว่า เรื่อยๆ ไม่ได้หมายความว่า ต้องเก็บทุกวัน บางวันหรือหลายวันอาจดูเหมือนกลับไปเป็นปกติ ไม่ได้แปลกอะไร (หยุดเก็บ) ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ต้องการให้เป็นที่พิรุธจนเกินไป หากนักเรียนไม่ได้ตามดูการซื้อขายทุกวัน นักเรียนจะไม่รู้สึก แบบพนันล้านเอาบาทเดียวว่า หุ้นตัวนี้กำลังถูกเก็บ

หากจะเปรียบให้เห็นชัดๆ กับกรณีชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยกตัวอย่างไปในตอนที่ 1 วันที่ 2/2/58 ที่นักเรียนสังเกตอาการชายหนุ่มและหญิงสาว ที่หญิงสาวก็ทำเขินอาย ส่วนชายหนุ่มก็เทคแคร์หญิงสาวแบบโคตรสุภาพบุรุษ ทั้งอากัปกิริยา แววตา และอาการที่แสดงออก ที่นักเรียนสังเกตแบบเหล่ตา มองตลอด 3-4 ชั่วโมง ทำให้นักเรียนมีคำตอบว่า ทางสามชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ (อ่านตอน 1 วันที่ 2/2/58) คืนนี้มีเรื่องกันแน่

การดูจึงต้องเฝ้าตามตลอด แบบตาไม่กระพริบ ซึ่งหมายถึงนักเรียนจะต้องดูหุ้นระหว่างซื้อขายทุกวัน ต่อเนื่องกันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน นักเรียนจึงจะเกิดความรู้สึกขึ้นมา เพราะช่วงเวลาปฏิบัติการเกิดเป็นช่วงๆ ดูไปเรื่อยๆ จะรู้สึก แล้วความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี่แหละ จะยุติคำถามของนักเรียนทั้งหมด เพราะคนข้างในบอกว่า ล้านเปอร์เซ็นต์

ครั้งหน้ามาว่ากันต่อ