Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

แผนลับที่ไม่ลับ

โรงเรียนสอนเล่นหุ้นเมื่อวาน (16/12/57) เต็มที่กับนักเรียนทุกคน ถ้าสังเกตดีๆ คอลัมน์ชั่วโมงเรียนหุ้นจะเรียนกันทุกจันทร์ พุธ ศุกร์ แต่เมื่อวานวันอังคารไม่มีชั่วโมงเรียนก็ลงไป 2 ตอน ทั้งหมดเป็นการสอนเรื่องเศรษฐศาสตร์

ผมเรียนและจบเศรษฐศาสตร์มาเกือบ 30 ปี บวกกับเล่นหุ้นและทำกิจการของตัวเองมาตลอดเกือบ 30 ปี เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นมานักต่อนักแล้ว

วิกฤติล่าสุดที่ผ่านมาคืออเมริกาล้ม แต่ตลาดหุ้นบ้านเรากลับดีวันดีคืน มีเงินไหลเข้ามาจากอเมริกาและยุโรป คนเล่นหุ้นรวยเละ เกิดเศรษฐีใหม่ที่คนเรียกด้วยคำนำหน้าว่า เสี่ย มากมายหลายคน โดยเราเองก็อยากจะเป็นให้ได้แบบเสี่ยคนนั้นคนนี้

เสี่ยที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้ด้วยหลักที่ว่า สสารไม่หายไปไหนบนโลกใบนี้ ถ้าที่หนึ่งไม่ดี อีกที่จะดี เพราะจะต้องปฏิบัติการปล้นอีกที่ที่ดีให้สำเร็จ

ถ้านักเรียนย้อนกลับไปตอนที่อเมริกาเจ๊ง และแก้ปัญหาการเจ๊งด้วยการทำ QE (เพิ่มปริมาณเงิน) ก็เพื่อจะกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเลียดดิน เพื่อให้เกิดการลงทุนอันเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัว และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเลียดดิน ก็ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมากๆ ทำให้เกิดผล 2 ประการ

ประการแรก สินค้าของอเมริกาถูกลงในสายตาต่างชาติ ทำให้อเมริกาส่งออกได้มากขึ้น

ประการที่สอง อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนจากอเมริกาไปโซนเอเชีย เพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นและที่ดิน ตรงนี้แหละที่ตลอดเวลาที่อเมริกาเจ๊งและกำลังทำ QE ตลาดหุ้นบ้านเราและโซนเอเชียได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ

พออเมริกาเริ่มดี และเริ่มมีข่าวว่าจะลดการทำ QE ลง (ลดขนาดลง แต่ยังไม่เลิก) หุ้นก็ตกแบบท้องเสีย 2 – 3 วัน ตกเป็นร้อยจุด ถ้ายังจำกันได้ ตรงนี้มันหมายความว่า อเมริกาใกล้จะฟื้นตัวแทนที่ตลาดหุ้นจะดี กลับจะตก

ผมอธิบายประเด็นที่อเมริกากำลังจะฟื้นตัวข้างต้น แทนที่หุ้นจะดี กลับตกเละเทะ เทียบกับตอนที่มีข่าวออกมาว่า อเมริกาเจ๊ง หุ้นก็ตกเละเทะ สรุปความว่า อเมริกาเน่า หุ้นก็ตก อเมริกาดีหุ้นก็ตก

นักเรียนว่าแปลกมั้ยล่ะ มันเหมือนกับตอนนี้หรือเปล่าที่น้ำมันลด แทนที่หุ้นจะขึ้นกลับตกเละ เหมือนกับว่า ราคาน้ำมันสูงๆ ดีต่อตลาดหุ้นหยั่งงั้นเลย

จริงๆ แล้ว ราคาน้ำมันที่ลดลงมากขนาดนี้ในทัศนะของผม ผมว่าเป็นเรื่องของการทุบ เพราะถ้าสังเกตดีๆ ตอนอเมริกาเจ๊ง และกำลังทำ QE อยู่ (แก้ปัญหาอยู่) ราคาน้ำมันขึ้นเอาๆ เป็นการขึ้นจากการซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ปั่นนั่นแหละ เหมือนนักเรียนไปซื้อใบจองคอนโดมา แล้วอีกไม่กี่วัน คอนโดนั้นขายเกลี้ยง มีคนอยากได้คอนโดนี้ใจจะขาด และรู้จักกับนักเรียน เขาคนนี้ขอซื้อสิทธิใบจอง นักเรียนก็ขายทำกำไรได้ และวงจรนี้ก็หมุนต่อไปอีก มีการขายต่อกันไปอีก ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดที่ 100% แต่เป็นการปั่นที่ 100% ด้วยการใช้ทฤษฎีทางการเงินที่อเมริกาเป็นคนกำหนดขึ้น

ณ ขณะที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นทำลายสถิติไปเรื่อยๆ ตอนอเมริกาเจ๊ง หากถามว่าสำรองน้ำมันของชาติใดมีมากที่สุด ก็ตอบได้ว่าอเมริกาก็ติดอยู่ในโผรายชื่อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงไม่กระทบอเมริกาซักเท่าใด แต่กระทบกับประเทศ อื่นๆ ที่สำรองน้ำมันมีน้อย คือไม่สามารถ ใช้สต็อกของตัวเองได้ ต้องซื้อ ต้นทุนน้ำมันจึงสูง ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจการคลังของประเทศที่ต้องซื้อน้ำมันถูกเบรกไม่ให้โต มันเหมือนกับว่า ถ้าข้ายังไม่ดี ยังเดิน วิ่ง ไม่คล่อง พวกเอ็งก็ต้องไม่แข็งแรงด้วย ข้าเบรกพวกเอ็งด้วยการปั่นราคาในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า

ทองคำจึงทะยานสร้างประวัติศาสตร์ราคาสูงสุด เพราะน้ำมันขึ้นไปสูงสุดด้วย แบบมีคนกำกับให้ข้ายังคงดูดีและยิ่งใหญ่อยู่ ใครจะแซงข้าตอนที่ข้าเป๋ไม่ได้

เขียนเล่ามาถึงตรงนี้ ไม่รู้นักเรียนพอจะเห็นภาพหรือยัง ถ้านักเรียนมีเวลาค้นคว้าอยากให้นักเรียนกลับไปค้นคว้าบทวิเคราะห์ราคา น้ำมัน ตอนที่น้ำมันขาขึ้นที่ทะลุๆ ทุกระดับราคา ว่าบทวิเคราะห์เขียนเอาไว้ว่าอย่างไร และมาวันนี้บทวิเคราะห์ออกมาแบบถึงขนาดที่ว่า ปริมาณน้ำมันเหลือแบบไม่ใช่เป็นของหายากอีกต่อไป บทวิเคราะห์ได้ทำหน้าที่กระทืบราคาน้ำมันให้จมดิน ถือเป็นการสั่งสอนบริษัทน้ำมันของทุกประเทศทั่วโลกว่า เก้าอี้ดนตรีมีอยู่จริง เพราะเมื่ออเมริกาปิดเพลง เก้าอี้นี้เหลือแค่เก้าอี้เดียว (สมมติ) ที่ร่วมกันเล่นเก้าอี้ดนตรีไม่เหลือเก้าอี้ให้นั่งเลย เพราะเล่นเก้าอี้ดนตรีกันจนเพลิน เลยลืมไปว่า น้ำมันมีทางลงได้

บริษัทน้ำมันของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งของไทยก็ยังอยู่ในอาการเอ๋อ นึกไม่ถึงว่า จู่ๆ บทวิเคราะห์จะกลับลำ แล้วเกิดการขายทิ้งโชว์

จะขายทิ้งโชว์ ทำไมจะขายไม่ได้เล่า ก็ในเมื่อในประเทศของเรามีสต็อกน้ำมันมหาศาลขนาดไหนที่กักตุนเอาไว้ในราคา ถูกๆ (อยากให้นักเรียนนึกถึงหุ้นที่ซื้อเอาไว้ที่ต้นทุน 10 บาท พอมาที่ราคา 100 บาท นักเรียนขายทิ้งจนเหลือ 40 บาท ถามว่านักเรียนทำได้หรือไม่ และถ้าทำได้ นักเรียนยังมีกำไรหรือเปล่า)

คำถามในวงเล็บที่ถามนักเรียนจะทำให้นักเรียนเห็นภาพประเทศที่ขายน้ำมัน ว่าวันนี้จะมีรายได้หดหายไปมาก และถ้าประเทศที่ขายน้ำมันนั้นมีฐานะทางการคลังที่ไม่ดี ต้องพึ่งรายได้จากน้ำมันเป็นหลัก แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ประเด็นตรงนี้แหละที่ทำให้หุ้นตก และเกิดข่าวลือว่า ประเทศนั้นประเทศนี้จะล้ม

มาถึงตรงนี้ อยากถามนักเรียนอีกเรื่องว่า ประเทศที่ขายน้ำมันเป็นหลักที่จนๆ กับประเทศทั่วโลกที่ต้องนำเข้าน้ำมัน นักเรียนว่า กลุ่มไหนมีมากกว่ากัน

คำตอบก็ชัดเจนว่า กลุ่มที่ต้องนำเข้าน้ำมันมีมากกว่า ดังนั้นเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศส่วนใหญ่ ก็จะต้องดีขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้ฐานะทางการคลังดีขึ้น หากโฟกัสไปที่โซนเอเชีย ก็จะเห็นภาพที่เป็นบวก ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น

ประเด็นที่ค่าเงินของโซนเอเชียจะแข็งขึ้นนี่แหละ กระตุ้นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของอเมริกา เพราะอเมริกาและยุโรปจะขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น

แต่ก่อนค่าเงินของโซนเอเชียจะแข็งขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนก็คือตลาดหุ้นถูกทุบ ราคาหุ้นลดต่ำลงทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินลงทุนเข้ามาซื้อหุ้น เพราะรู้ว่าอนาคตโซนเอเชียได้อานิสงส์แน่ เปรียบเหมือนการกระโดดขึ้นรถไฟสายที่ชื่อว่าหุ้นของโซนเอเชีย

อยากให้นักเรียนลองนึกว่า ณ ขณะนี้ที่ค่าเงินของโซนเอเชียยังไม่แข็งค่า (ต้องรออีกระยะ รอผลของราคาน้ำมันที่มีต่อฐานะทางการเงินของประเทศ) อเมริกาเอาดอลลาร์มาแลกบาทได้จำนวนหนึ่ง แล้วเอาบาทไปซื้อหุ้น แช่ทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ปี 58 – 60 รวมระยะเวลา 3 ปี ซึ่งหุ้นจะขึ้นไปเรื่อยๆ เงินทุนก็ไหลเข้าเรื่อยๆ และพอไปถึงปี 60 ค่าเงินแข็งค่าและตลาดหุ้นสูงมากแล้ว อเมริกาก็ขายหุ้นได้เงินบาท แล้วเอาเงินบาทจำนวนที่น้อยลง (เพราะค่าเงินแข็ง) แลกเป็นเงินดอลลาร์แล้วขนกลับไปอเมริกา อเมริกาจะทำกำไรจากค่าเงินได้อีกต่อทันที ทั้งหมดที่เป็นบวกกับโซนเอเชีย อเมริกาได้เต็มๆ

ส่วนบริษัทที่ขายน้ำมันที่อเมริกาไม่ค่อยชอบอยู่แล้ว ก็ถูกจัดการถอนขนปีก ทำให้ต้องกลับไปเคลียร์จัดการปัญหาของตนเองก่อน และโดยส่วนตัวของผม ผมว่าไม่ล้มหรอก แค่เซๆ โดยอาการเซ ก็คือเซกลับไปหาสมดุลใหม่ ที่ค่าเงินของประเทศที่ขายน้ำมันจะอ่อนค่าลง แต่การอ่อนค่าของประเทศที่ค้าน้ำมันเป็นรายได้หลัก ไม่ได้เอื้อต่อการส่งออกสินค้าประเภทอื่น เพราะไม่มีอะไรอื่นนอกจากน้ำมันจะให้ค้า

การอ่อนค่าของค่าเงินก็เลยพาให้เกิดการขายน้ำมันให้อเมริกาในราคาถูกลง อเมริกาก็ได้ไปเต็มๆ กับเหตุการณ์กักตุนน้ำมันรอบใหม่ต่อไป

ผมเห็นภาพแบบนี้ ส่วนคนอื่นจะเห็นอย่างไร อนาคตเท่านั้นจะบอกว่า ใครเห็นถูก ใครเห็นผิด สำหรับผม ผมเตรียมตัวแล้วครับ เพราะนี่คือรถไฟเที่ยวสุดท้ายของผม ออกเดินทางตั้งแต่ปี 58 – 60