Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

อารมณ์ ตอนหุ้นตก

12.18 น. ของวันจันทร์ที่ 15/12/57 ตลาดหุ้นอยู่ในอาการท้องเสีย

หลายคนคงนึกในใจว่า กูว่าแล้ว โชคดีของกูที่ไม่ได้เข้าไปแตะต้อง ว่าอยู่แล้วเชียว ถ้าตกช้าอีกนิด ชีวิตกูน่าจะเละ ดีนะที่กูเอาเงินไปซื้อคอนโด ไม่อย่างงั้น คอนโดก็หายวับไปกับตา

หลายคนอีกเหมือนกัน ก็อยู่ในอาการใจเสีย ไม่รู้ว่าอนาคตของหุ้นที่ตัวเองซื้อเอาไว้จะเป็นเช่นไร งานนี้กูจะติดหุ้นหรือเปล่า

ขอตอบให้กำลังใจคนที่เล่นหุ้นอยู่ตอนนี้ ว่าหุ้นตกได้ก็ต้องขึ้นได้ และการตกอย่างรุนแรงในหลายวันนี้ รวมถึงวันนี้ที่ เวลา 12.24 น. ตกไปแล้ว 45.10 จุด เป็นอะไรที่ไม่น่าวิตกแต่อย่างใด

สาเหตุเพราะน้ำมันเป็นหลัก น้ำมันดิบราคาลดลง ทำให้บริษัทที่สต็อกน้ำมันเจ๊ง เพราะราคาที่กักตุนเอาไว้สูง พอน้ำมันราคาไหลรูด งานนี้ก็ต้องเจ๊งเป็นธรรมดา

แต่ถามว่า หุ้นควรตกมากขนาดนี้มั้ย ขอตอบว่า ไม่ควร สาเหตุเป็นเพราะเมื่อน้ำมันราคาลง จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าถูกลง สินค้าจึงขายได้มากขึ้น ทำให้กำไรของกิจการมากขึ้น

พูดโดยภาพรวมของกิจการที่ไม่ได้สต็อกน้ำมัน และขาดทุนกับสต็อกน้ำมันจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกที่ราคาหุ้นจะขึ้นในอนาคต

กลับมาสู่เรื่องที่ต้นทุนการผลิตถูกลง ราคาสินค้าก็ต้องถูกลงด้วย ทำให้ยอดขายของกิจการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น พาไปสู่ราคาหุ้นที่สูงขึ้น

การเกิดกำไรที่มากขึ้นของกิจการต่างๆ ส่งผลให้เกิดการลงทุนที่มากขึ้นตามมา และคนในประเทศก็จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

หากใครเรียนเศรษฐศาสตร์มา ก็จะรู้จักสมการที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจว่ามาจาก

C + I + G + (X – M)

C คือ การบริโภค , I คือ การลงทุนภาคเอกชน , G คือ การลงทุนภาครัฐบาล , ส่วน X – M คือ การส่งออกลบการนำเข้า

ขอพูดถึงตัว G หน่อย ว่างบประมาณภาครัฐนับจากวันนี้ไปสู่อนาคตอีก 2 – 5 ปี มีงบประมาณการลงทุนมหาศาล บวกกับการเปิด AEC ที่จะทำให้ C และ I เพิ่มขึ้นอีก ไม่นับรวม X – M ที่อาจลดลงไปบ้าง

สาเหตุที่ X – M ลดลงไปบ้าง เพราะเศรษฐกิจในประเทศจะเติบโตมากจาก C + I + G โดยมีราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหนุนตามที่อธิบายมา (ต้นทุนการผลิตลดลง) ทำให้ค่าเงินบาทมีทิศทางที่แข็งขึ้น พาให้เกิดการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้นมาก แต่หักกลบลบกันโดยสุทธิแล้ว เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตจากวันนี้ไปอีกไกล

เพราะอนาคตมีแต่ดีและก็ดี ดูไม่เห็นว่าจะมีทิศทางที่ไม่สดใสเลย

ยิ่งดู ยิ่งจะเห็นดัชนีตลาดหุ้นทะลุไปถึง 1800 ไม่เกินปี 58 และเห็นลางๆ ว่าทะลุ 2000 จุด ได้ในปี 59 – 60

ยิ่งมาเห็นราคาทองคำลดต่ำลง แล้วจู่ๆ น้ำมันก็ร่วง ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ผิดปกติมากๆ

ยิ่งมาเห็นญี่ปุ่นทำ QE (เพิ่มปริมาณเงิน) ในขณะที่อเมริกาหยุดทำ QE เพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ยิ่งสงสารอเมริกาจับจิตจับใจ เศรษฐกิจอเมริกาที่กำลังจะดีๆ ถูกญี่ปุ่นเตะตัดขาให้วิ่งไม่สะดวก

ยิ่งใกล้จะถึงปี 58 เปิดเสรีอาเซียน ยิ่งจะเห็น C + I + G + (X – M) โตขึ้นมากๆ ในทุกประเทศแถบเอเชีย

ทุกชาติไม่ว่า อเมริกาและยุโรปรู้ดีว่า โอกาสทองหรือเทศกาลเล่นหุ้นแบบบ้าคลั่งของโซนเอเชียใกล้จะมาถึงแล้ว

งานนี้ทางเดียวที่จะร่วมแบ่งเค้กก้อนใหญ่โตมโหฬารนี้ได้ ก็ด้วยวิธีทุบ

ทุบอย่างไร ก็ทุบด้วยน้ำมัน ให้บริษัทพลังงานในโซนเอเชียเจ๊ง เพราะบริษัทพลังงานมีอิทธิพลต่อดัชนีตลาดหุ้น อเมริกาและยุโรปจะได้ขึ้นรถไฟทัน ก่อนขบวนรถไฟจะออกจากสถานี

และหลังจากนี้ไม่นาน รถไฟก็จะเคลื่อนที่ ถือเป็นการทุบเพื่อจะไปต่อ แบบได้ 2 เด้ง เด้งแรกคือกำไรต่อที่ 1 ที่ดัชนีกลับไปที่ 1600 จุดที่เดิม และเด้งที่ 2 คือตอนที่ดัชนีไปไกลกว่า 1600 จุด

การตกรอบนี้จึงเป็นโอกาสทองมากกว่าหายนะ ขอให้นักเรียนดูเหตุการณ์นี้เอาไว้เป็นบทเรียน มันสอนให้เรารู้ว่า เล่นหุ้นต้องไม่เล่นหมดตัว เผื่อเงินเอาไว้ก้อนหนึ่ง เอาไว้ซื้อหลังจากที่หุ้นหยุดตกแล้ว

ผมไม่ใช้คำว่า ช้อนซื้อนะครับ ผมใช้คำว่า ซื้อ ณ จุดต่ำสุด ตอนที่ฝุ่นหายไปแล้ว แล้วถือรอแบบใจเย็น โดยหุ้นที่ติดก็จะคืนทุนกลับมาได้ที่ราคาต่ำกว่าราคาเดิมที่ซื้อเอาไว้ และเมื่อหุ้นกลับไปที่ราคาเดิม เราก็ได้กำไร และถ้าเกินราคาเดิมขึ้นไป เราก็ได้กำไรมากขึ้น และถ้าหุ้นขึ้นไปถึง 1800 จุด ในปี 58 เราก็ได้กำไรเป็น 100%

ปิดท้าย ฝากให้นักเรียนตั้งสติให้ดีๆ ว่าอีกไม่นาน เราก็จะตายแล้ว และวันนี้เราก็ไม่ใช่คน (เราเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม บวกจิต) ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ และไอ้ที่เจ๊งไปในวันนี้ แท้จริงมันก็คือกระดาษ กลับไปทำงาน (อาชีพ) ที่รักให้หนักๆ จะได้เงินกลับมาเยอะๆ โดยนึกในใจตลอดเวลาว่า

“แน่จริง มึงอย่าขึ้นก็แล้วกัน”