Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

มือใหม่หัดเล่นหุ้น ตอน 3 E , P และ P/E

 

มือใหม่หัดเล่นหุ้นสำหรับวันนี้ก็เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ครั้งแรกสอนนักเรียนซื้อหุ้นให้ถูกตัว และถูกเวลาจะทำให้รวย และครั้งที่ 2 สอนเรื่องความรู้สึกว่าต้องเป็นคนรวยจะทำให้รวยได้จริง

2 ครั้งที่ผ่านมาลงทุกวันศุกร์ หากนักเรียนคนใดยังไม่ได้อ่าน ก็ขอให้ย้อนกลับไปอ่านดู จะได้ตามเรื่องได้ทัน

หุ้นที่ซื้อถูกตัว บอกไปแล้วว่า จะต้องอยู่ในตลาดผูกขาด ถ้าไม่ผูกขาดก็ผู้ขายน้อยราย หรือไม่ก็กึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด 3 ตลาดนี้เท่านั้นที่หุ้นเล่นแล้วจะปลอดภัยในเงินลงทุน และระยะกลางถึงยาวจะทำให้คนเล่นหุ้นกลายเป็นเศรษฐีได้

ถูกเวลา ก็คือซื้อตอนที่หุ้นยังไม่ขึ้น และตอนที่เจ้ามือกำลังเก็บหุ้นอยู่ เพราะราคาหุ้นจะต่ำสุด บทเวลาหุ้นทะยานขึ้น จะทำให้ได้กำไรเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์

ประเด็นตรงซื้อให้ถูกเวลานี่ซิ เป็นเรื่องที่มีความลับอยู่ เป็นความลับที่เจ้ามือรู้ แต่รายย่อยไม่รู้ เพราะรายย่อยจะซื้อหุ้นตอนที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง และลงตัวแล้ว พูดให้ง่ายก็คือ ไม่มีอะไรต้องลุ้นต่อรายได้และกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) อีกแล้ว

เมื่อไม่มีอะไรต้องลุ้น ราคาหุ้นจึงเป็นราคาสูงสุด ไม่ใช่ราคาต่ำสุด

 *** อยากให้นักเรียนดูรูปด้านล่าง ***

10644573_666647746777608_5803410706521531489_o

รูปบอกเราว่า

จุด A กิจการมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ติดลบ งานนี้ราคาหุ้นจะมาอยู่ ณ ราคาที่ใกล้เคียงกับมูลค่าหุ้นทางบัญชี (BV) หรือราคาอาจจะต่ำกว่า BV ก็ได้

มีความหมายว่า หุ้นไม่มีคนอยากได้ ไม่มีคนเข้ามาเล่นกัน ราคาจึงตกมาเรื่อยๆ จนไม่ตกอีกต่อไปแล้ว เพราะถ้าตกอีกต่อไป ราคาก็จะต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี (BV) ซึ่งหมายถึงหุ้นไม่มีส่วนล้ำมูลค่าหุ้น (Premium) เหลืออยู่เลย มันเป็นไปได้อย่างไร เพราะอย่างน้อย Premium ก็ต้องมีอยู่บ้าง เพราะสภาพของการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ทำไมหุ้นที่มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ติดลบ ราคาจึงต่ำมากๆ จนเข้าใกล้ BV สาเหตุเป็นเพราะหุ้นไม่สามารถจะจ่ายปันผลจากกำไรได้ (E ก็คือกำไรสุทธิต่อหุ้น เมื่อไม่มีกำไร (เจ๊ง) จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายปันผลเล่า) คนเล่นหุ้นจึงไม่สนใจหุ้นตัวที่มี E ติดลบ เพราะลงทุนไปแล้วไม่เกิดผลตอบแทนจากการลงทุน (ฝากธนาคารยังได้ 3 – 4% ต่อปี)

จุด B , C , D , E บอกว่า เมื่อ E โตขึ้นเรื่อยๆ (เป็นบวกเพิ่มขึ้น) ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุเพราะ E ใหญ่ขึ้น หุ้นก็สามารถจ่ายปันผลได้มากขึ้น คนจึงแย่งกันซื้อเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ จะได้รับเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จาก E ที่โตขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นของราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น อยากให้นักเรียนนึกภาพการขึ้นของราคาหุ้น ว่าคนลงทุนจะยอมให้ราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับราคาใดที่ทำให้นักลงทุนยังรู้สึกว่า ซื้อหุ้นตัวนั้นได้อยู่

คำตอบก็คือ (คำตอบนี้เป็นหัวใจ เป็นสาระสำคัญขอให้พิจารณาให้ดีๆ) ยอมให้ราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนปันผลเทียบกับราคาหุ้นมีเปอร์เซ็นต์ที่ใกล้เคียงกับการเอาเงินไปฝากธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ย

สมการหาราคาหุ้นสูงสุด ก็คือ

ปันผล = (3%) x (ราคาหุ้น)

ราคาหุ้นจะเท่ากับ จำนวนเงินปันผลคูณด้วยร้อย ได้ผลลัพธ์เท่าไร เอา 3 ไปหาร

ตอนนี้นักเรียนรู้แล้วว่า หุ้นจะขึ้น หุ้นจะลงอยู่ที่ตัวกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ตัวเดียว ถ้า E เป็นบวก หุ้นขึ้น ถ้า E เป็นลบ หุ้นตก ถ้า E เป็นบวกเพิ่มขึ้นทุกปี หุ้นก็ขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าง BIGC แต่ถ้า E เป็นลบทุกปีๆ หุ้นก็ตกไปเรื่อยๆ

เราจะพบหุ้นที่มี E โตขึ้นเรื่อยๆ ในกิจการผูกขาด (โรงไฟฟ้า) กิจการผู้ขายน้อยราย (CPALL , BIGC) กิจการกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (มาม่า , โรงพยาบาล , โออิชิ) และจะพบหุ้นที่มี E ลดลงเรื่อยๆ จนถึงติดลบ กับกิจการแข่งขัน เพราะจะแข่งขันกันจนไม่เหลือกำไร

นอกจาก E จะบอกเรื่องราคาหุ้นแล้ว E ยังจะบอกเรื่องของความคุ้มทุนจากเงินลงทุนซื้อหุ้นที่ได้ลงทุนซื้อไป อย่างซื้อหุ้นราคา (P) 300 บาท มีกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) 20 บาท/หุ้น/ปี นักเรียนลองเอา 300 ตั้งแล้วหารด้วย 20 ค่าที่ได้จะออกมาเป็นค่า P/E ได้เท่ากับ 15 เท่า บอกเราว่า ถ้า E เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ ปีละ 20 บาท ต่อเนื่องกัน 15 ปี โดยคนซื้อหุ้นตัวละ 300 บาทนี้ ไม่ยอมขายหุ้น ครบ 15 ปี คนซื้อหุ้น 300 บาทนี้ จะคืนเงินลงทุนจาก E ปีละ 20 บาท รวมกัน 15 ปี ทำให้สิ้นปีที่ 15 คนซื้อหุ้นจะมีหุ้น 300 บาท บวกกับ E อีก 300 บาท กลายเป็นว่ามีมูลค่าทั้งหมด 600 บาท

พูดอีกแบบก็คือ ถือหุ้น 15 ปี ได้เงินลงทุน 300 บาท กลับคืนมานั่นเอง

P/E จึงใช้วัดระยะเวลาคืนทุนนั่นเอง ถ้า P/E ต่ำๆ ก็หมายความว่า ถือไม่กี่ปีก็ได้เงินลงทุนคืนแล้ว แต่ถ้า P/E สูงๆ เช่น 250 เท่า มีความหมายว่าต้องถือหุ้นนานถึง 250 ปีกว่าจะได้เงินลงทุนคืน

P/E จึงเอามาบัญญัติหุ้นดี และหุ้นไม่ดี โดยหุ้นดี จะต้องมี P/E ต่ำ (มีระยะเวลาคืนทุนสั้น) ส่วนหุ้นไม่ดี จะต้องมี P/E สูง (มีระยะเวลาคืนทุนนาน)

ในทางปฏิบัติ เมื่อกิจการมีกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) เป็นบวก กิจการไม่ได้คืน E ให้ผู้ถือหุ้นทั้งจำนวน เช่น E ทำได้ 20 บาท คืน E 20 บาทให้ผู้ถือหุ้น แต่กิจการจะคืนบางส่วนของ E เช่น คืน 40% ของ E หรือเท่ากับ 8 บาท โดยคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล โดยส่วนที่ไม่ได้คืน 12 บาท จะเก็บเอาไว้ในกิจการ เพื่อขยายธุรกิจต่อไป

40% ที่คืนให้ในรูปเงินปันผล เป็นนโยบายของกิจการ ซึ่งจะมีการประกาศออกมาให้ผู้ถือหุ้นทราบว่า กิจการจะแบ่งเปอร์เซ็นต์จาก E ปันผลให้ผู้ถือหุ้น เงินปันผลจึงน่าจะเอามาหาระยะเวลาคืนทุนมากกว่าเอา E มาหา

มาถึงตรงนี้ นักเรียนสงสัยหรือเปล่าว่า ก็ในเมื่อเงินปันผลควรเอามาหาระยะเวลาคืนเงินลงทุนมากกว่าเอา E มาหา แต่ทำไมยังเอา E มาหาอยู่ล่ะ

คำตอบก็คือ ตามกฎหมายบัญญัติว่า E ที่เกิดขึ้น จะแบ่งให้ผู้ถือหุ้นเท่าไร ต้องให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นผู้อนุมัติ งานนี้มีความหมายว่า กิจการสร้าง E เป็นบวก แต่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ว่า ไม่ปันผลก็ได้ หรือสร้าง E เยอะมาก แต่แบ่งปันผลนิดเดียว เพราะจะนำ E ที่ไม่ได้แบ่งไปขยายโรงงานแห่งใหม่ ด้วยเหตุที่ไม่รู้เงินปันผลที่แน่นอน เพราะต้องผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่นี่แหละ จึงยังคงใช้ P/E ต่อไป เพราะหาข้อมูลได้ง่ายๆ จากราคาตลาด (P) และกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ในงบกำไรขาดทุน

P/E ที่คำนวณออกมา มีข้อจำกัดในการเอามาอธิบายระยะเวลาคืนทุน เพราะ E ที่ใช้มาจากผลประกอบการที่ผ่านมาตลอด 1 ปี ซึ่งจะให้ค่า P/E เฉพาะเจาะจงที่ค่าใดค่าหนึ่ง แต่เมื่อกิจการดำเนินการต่อไปอีก 1 ปี ปรากฏว่า E ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เมื่อเทียบกับปีก่อน 100% P/E ที่คำนวณออกมาใหม่ในปีล่าสุดจะไม่ใช่ตัวเลขเดิม เพราะ P กับ E จะเป็นค่าใหม่ในปัจจุบัน

ในที่นี้จะสมมติ P และ E ตัวใหม่ที่ผ่านเวลามาอีก 1 ปี เป็น P1 และ E1 ตามลำดับ เราจะพบว่า P1 จะใหญ่กว่า P เพราะ P1 ปรับตัวสูงขึ้นตาม E1 ที่โตขึ้น เราจึงไม่รู้ว่า P1/E1 จะใหญ่กว่าหรือน้อยกว่า P/E เมื่อ 1 ปีที่แล้ว แต่ที่รู้แน่ๆ คือ P/E1 จะต้องต่ำกว่า P/E แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์

ประเด็นนี้แหละที่ P/E1 ต้องต่ำกว่า P/E ล้านเปอร์เซ็นต์ เป็นประเด็นที่อยากอธิบาย ว่าหุ้นที่มี E โตขึ้นเรื่อยๆ จะมี P/E ลดลงไปเรื่อยๆ โดย P ที่เราลงทุนไปตอนต้นจะถูกเอา E ใหม่ล่าสุดที่ใหญ่กว่าไปหาร ทำให้ในความเป็นจริง หุ้นที่เราซื้อเอาไว้แม้ P/E จะสูงไปซักหน่อย แต่ถ้ามั่นใจว่า E ปีต่อไปจะโตขึ้นเรื่อยๆ หุ้นนั้นก็จะมี P/E ที่ลดต่ำลงในอนาคต เพราะใช้ราคาที่ซื้อลงทุนในตอนต้นมาเป็นตัวคำนวณ P/E ในขณะที่ E ใช้ตัวใหม่ล่าสุดที่โตขึ้นโดยตลอด

P/E ที่ลดลงตามตัวอย่างนี่แหละ เรียกว่า หุ้นที่มี P/E สูงก็สามารถซื้อลงทุนได้ เพราะ P/E ในอนาคตจะลดต่ำลง

มาถึงตรงนี้อยากให้นักเรียนคิดดูว่า ถ้าหุ้นตัวนี้ที่เราซื้อเอาไว้แล้วในอดีต และมีบางคนที่ยังไม่ได้ซื้อไว้ และเห็น E โตขึ้นตลอด งานนี้นักเรียนว่าเขาจะอยากได้หรือเปล่า

คำตอบก็แน่นอนว่า เขาก็อยากได้ เพราะเมื่อ E โตขึ้น P/E ก็เกิดค่าใหม่ โดยยังไง P ก็ต้องปรับตัวสูงขึ้น ตามที่บอกไปแล้ว เราจึงขายหุ้นให้กับคนที่อยากได้แล้วได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

สรุปเมื่อ E โตขึ้น ราคาหุ้น (P) ก็ขึ้น P/E ในใจของเราลดลง เพราะเราใช้ P ตัวเดิมตอนที่เราซื้อ แต่คนที่ยังไม่ได้ซื้อ เขาจะใช้ P ตัวใหม่กับ E ตัวใหม่ หา P/E ล่าสุด เพื่อการตัดสินใจซื้อหุ้น แค่นักเรียนลองนึกดูสถานการณ์ที่ E โตขึ้น แล้วนักลงทุนอยากได้หุ้นใจจะขาด โดยยอมรับ P/E ที่เท่ากับ P/E ในอดีต งานนี้ P ก็ต้องปรับสูงขึ้นเพื่อรักษา P/E ให้เท่ากับ P/E ในอดีต งานนี้เราจึงรวยเละ

ในมุมกลับกัน หาก E     ลดลง ราคาหุ้น (P) ก็ต้อง    ลดลง เราในฐานะคนซื้อหุ้นตัวนี้มา ก็จะเผชิญกับค่า P/E ที่สูงขึ้น ในขณะที่คนที่อยากจะได้หุ้นต้องการ P/E ที่ต่ำๆ เราจึงเข้าสู่สถานการณ์ที่ติดหุ้นทันที

หวังว่านักเรียนจะเข้าใจเรื่อง E , P และ P/E แล้วพบกันใหม่ (มือใหม่หัดเล่นหุ้น ตอน 4 ศุกร์หน้า)

หมายเหตุ นักเรียนคนใดที่อ่านแล้ว ไม่รู้เรื่องให้ตั้งสติอ่านใหม่อีกรอบ อย่างใจเย็นและมีสติ จะรู้เรื่องแน่นอน