Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

มือใหม่หัดเล่นหุ้นตอน 1

ศุกร์นี้ขอพูดเรื่องเบาๆ แบบไม่ต้องหน้าดำคร่ำเคร่งแบบทุกๆ วันที่ผ่านมา

นักเรียน : ผมอยากเป็นคนรวยจะเริ่มจากอะไรดีล่ะครับ

ครู : เริ่มจากสร้างความรู้สึกบอกตัวเองตลอดเวลาว่าต้องเป็นคนรวย ต้องเป็นคนรวย ท่องและรู้สึกแบบนี้ในใจตลอดเวลา

นักเรียน : หุ้นจะทำให้ผมรวยได้จริงหรือเปล่าครับ

ครู : ถ้าคุณซื้อหุ้นถูกตัวและถูกเวลา คุณจะเป็นคนรวยได้

นักเรียน : ถูกตัวและถูกเวลาดูอย่างไร

ครู : ถูกตัว ก็คือ กิจการสร้างรายได้ที่โตขึ้นทุกๆ ปีและมีกำไรสุทธิโตขึ้นทุกๆปีด้วย

นักเรียน : เราจะหาหุ้นแบบนี้ได้อย่างไรล่ะครับ

ครู : คุณก็ไปซื้อหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจมาเล่มนึง แล้วเปิดไปดูรายชื่อหุ้น ลองคิดดูว่าหุ้นที่คุณ เห็นรายชื่อ มันทำกิจการอะไร

ถ้าไม่รู้ให้หาข้อมูลใน www.set.or.th แล้วเมื่อคุณรู้ว่ากิจการที่ทำนั้นคืออะไร ให้คุณตอบว่ากิจการนั้นดีหรือไม่ดี

ดีคือ รายได้โตทุกปีและกำไรสุทธิก็โตขึ้นทุกปีด้วย

นักเรียน : มีด้วยหรือครับ ที่กิจการจะมีรายได้และกำไรสุทธิโตขึ้นทุกปีด้วย

ครู : มี เพราะกิจการขยายการลงทุนตลอดทุกปีแบบธนาคาร แบบ 7-11 แบบ ปตท. และอีกมากมาย  ที่กิจการไม่หยุดการลงทุน ทำให้รายได้และกำไรสุทธิโตขึ้นทุกปี

นักเรียน : ไม่มีที่ขยายการลงทุนแล้วเจ๊งเหรอครับ

ครู : มี แต่เราก็รู้ตั้งแต่ตอนดูว่ากิจการทำอะไร เพราะถ้าได้คำตอบว่ากิจการไม่ดี เราก็ไม่ควรซื้อหุ้นตัวนั้นตั้งแต่แรกแล้ว

นักเรียน : กิจการดี ดูจากอะไรล่ะครับ

ครู : คุณต้องจับกิจการที่คุณรู้ว่าทำอะไรเข้าไปอยู่ในตลาดใดตลาดหนึ่งใน 4 ตลาด ให้ได้ ได้แก่  ตลาดแข่งขัน ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ตลาดผู้ขายน้อยราย และตลาดผูกขาด

อย่างธนาคารจัดอยู่ในตลาดผู้ขายน้อยราย อย่างมาม่าจัดอยู่ในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด อย่าง ปตท. จัดอยู่ในตลาดผูกขาด อย่างกิจการป้ายโฆษณาจัดอยู่ในตลาดแข่งขัน อย่างกิจการอสังหาริมทรัพย์จัดอยู่ในตลาดแข่งขัน อย่าง 7-11 จัดอยู่ในตลาดผู้ขายน้อยราย อย่างโรงพยาบาลจัดอยู่ในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด

กิจการที่อยู่ในตลาดผูกขาด ดีสุด รองลงมาคือผู้ขายน้อยราย รองลงมาอีกคือ ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด  ที่แย่ที่สุดคือตลาดแข่งขัน

เมื่อเอากิจการ (หุ้น) ที่เราสนใจใส่เข้าไปในตลาดใดตลาดหนึ่งได้แล้ว เราก็จะรู้สึกขึ้นมาเองว่า หุ้นตัวที่เราดูอยู่น่าสนใจหรือไม่น่าสนใจ สัญชาติญาณจะบอกเรา

นักเรียน : สัญชาติญาณ ยังไงครับ

ครู : คุณเคยทำเรื่องที่ไม่เคยมีใครสอนคุณ แต่คุณทำได้เอง และทำได้ดีด้วย คุณเคยมีประสบการณ์หรือเปล่า

นักเรียน : เคย เคย เคยครับ

ครู : นั่นแหละเรียกว่าสัญชาติญาณ เป็นเรื่องที่เป็นเองโดยที่ไม่มีใครสอน คุณจะรู้ว่ากิจการ (หุ้น) ตัวนั้นดีหรือไม่ดี ถ้าคุณตอบคำถามได้ว่า มันอยู่ในตลาดสินค้าใด ขอให้คุณไปซื้อหนังสือเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่เรียนกันในปริญญาตรีมาอ่าน คุณก็จะแยกแยะหุ้นแต่ละตัวได้ว่าอยู่ในตลาดใด ถ้าอยู่ในตลาดแข่งขัน คุณต้องไม่เข้าไปยุ่ง เพราะรายได้และกำไรสุทธิไม่โตต่อเนื่อง สาเหตุเพราะถูกแข่งจนรายได้และกำไรหดนั่นเอง

เมื่อรายได้และกำไรหด (ลดลง) ราคาหุ้นก็ตกลง ลงทุนไปแล้วก็จะเจ๊งไงล่ะ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ารายได้และกำไรโตต่อเนื่อง ก็หมายความว่า ลงทุนไปแล้ว กำไรทุกปี ราคาหุ้นก็ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะกำไรได้ไปทำให้มูลค่าหุ้นทางบัญชีของกิจการเพิ่มสูงขึ้น

นักเรียน : จับหลักได้แล้วครับ กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ผมจึงต้องซื้อหุ้นที่มีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี

ครู : จึงเอามาตั้งเป็นคำถามแรกก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นว่า หุ้นมีกำไรสุทธิโตขึ้นทุกปีหรือเปล่า ถ้าคำตอบออกมาว่า ไม่ ก็ยังไม่ตัดสินใจซื้อ

นักเรียน : ถูกตัวผมเข้าใจ และน่าจะเลือกเป็นแล้ว และกับถูกเวลา มันยังไงล่ะครับ

ครู : ถูกเวลา คือซื้อหุ้นตอนราคายังไม่ขึ้น แล้วไปขายตอนราคาขึ้นสูงแล้ว

นักเรียน : แล้วผมจะรู้ได้อย่างไร ว่าตอนนี้ถูกเวลาแล้ว

ครู : คุณต้องเดาผลประกอบการในอนาคตของกิจการ (หุ้น) ว่ารายได้และกำไรสุทธิจะโตขึ้นขนาดไหน และจริงๆ จะดูแค่กำไรสุทธิอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ว่าโตขึ้นหรือเปล่า ถ้า E โตขึ้น 100% หุ้นจะขึ้น 100% โดยจังหวะที่ลงทุนถูกเวลา จะแยกเป็น 2 กรณี

กรณีแรก ซื้อตอนที่ยังไม่ขึ้น หรือเริ่มขึ้น เพราะกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ในอนาคตเห็นตัวเลขที่ชัดเจนแล้ว ว่าเป็นบวกแบบถล่มทลาย กรณีนี้จะเป็นกรณีที่หุ้นจะขึ้นก่อนที่ความจริง E จะปรากฏ และมักจะตกลงหรือทรงตัว หลังจากที่ความจริงว่า E บวกแบบถล่มทลายปรากฏเป็นจริงขึ้นมา อย่าง WAVE ในตอนนี้เป็นต้น แต่ในระยะกลางถึงยาว หุ้นก็จะขึ้นกลับไปที่เดิม และไปไกลกว่าเดิมอีก

นักเรียน : ผมเห็นอยู่ครับ แล้ว WAVE จะเป็นยังไงต่อครับ

ครู : ถ้ามันจะขึ้น E อนาคตต้องโตขึ้นเรื่อยๆ คุณเห็นว่า E อนาคตของ WAVE จะโตขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่าล่ะ

นักเรียน : เห็นครับ

ครู : ถ้าคุณเห็น สำหรับคุณแล้ว ราคาก็จะขึ้น มีความหมายว่า ตกเพื่อจะไปต่อ แต่ถ้าคุณไม่เห็น ผลก็จะเป็นตรงกันข้าม คือคุณจะเห็นว่ามันจะตกไปเรื่อยๆ ดังนั้นขายทิ้งดีกว่า

นักเรียน : แล้วกรณีที่สอง คืออะไรล่ะครับ

ครู : ผลประกอบการประกาศ E โต 100% แล้ว หุ้นจึงขึ้น 100% ไม่มีการขึ้นรอความจริงล่วงหน้า สาเหตุอาจเป็นเพราะหุ้นไม่ได้รับความสนใจ และการคาดการณ์ E อนาคตไม่ได้ถูกคาดการณ์โดยนักลงทุนรายใหญ่ พอ E ประกาศออกมา นักลงทุนจึงตกใจกระโดดเข้าไปแย่งซื้อ พาให้ราคาขึ้นไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง STA เมื่อหลายปีก่อน

นักเรียน : แบบนี้ถ้าผมจะเล่นหุ้นให้รวย ผมต้องทำการบ้านต่อรายได้ กำไรสุทธิ และกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ของหุ้นตัวที่ผมสนใจจะเล่น โดยดูว่าราคามันขึ้นไปแล้วรึยังด้วย

ครู : ถูกต้องแล้ว โดยการดูราคา คุณต้องย้อนไล่ดูสถิติ ว่าราคาสูงสุดต่ำสุดเป็นปีๆ ที่ผ่านมาราคาเป็นอย่างไร และคุณยังต้องดู P/E และ P/BV ประกอบด้วย

นักเรียน : P/E กับ P/BV ผมไม่เข้าใจครับ มันบอกอะไรเรา

ครู : ช่วยตัวเองเดี๋ยวนี้ เข้า Net หรือไปหาหนังสือเรื่องหุ้นอ่าน หุ้นที่ดี จะมี P/E และ P/BV เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่คุณต้องรู้ และการรู้ P/E กับ P/BV จะเป็นคำถามข้อที่ 2 ที่คุณต้องตอบว่า P/E กับ P/BV ตามค่าที่คุณเห็นนั้น คุณโอเคหรือไม่โอเค

นักเรียน : ผมต้องโอเคเองเหรอครับ คนอื่นโอเคแทนผมได้หรือเปล่าครับ เช่นนักวิเคราะห์หุ้น

ครู : ไม่ได้ คุณต้องโอเคเอง

หมายเหตุ : ทุกวันศุกร์นับจากนี้ ชั่วโมงเรียนหุ้น จะเขียนเรื่องมือใหม่หัดเล่นหุ้นไปเรื่อยๆ จนหมดเรื่องเขียน ขอให้ติดตามนะครับ รับรองว่าได้ประโยชน์มหาศาล คนที่เล่นหุ้นไม่เป็นจะเล่นหุ้นเป็น และจะเห็นว่าการเล่นหุ้นเป็นเรื่องง่าย