ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

ราคาหุ้นที่ 3 เท่าของ BV

หุ้นเทิร์นอราวด์ที่บอกว่าเป็นหุ้นที่ชั่ว 7 ที และจะดี 7 หน ราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ จนผลตอบแทนที่ได้รับจากเงินปันผลไม่แตกต่างจากการเอาเงินไปฝากธนาคาร ด้วยหลักการนี้ทำให้เราหาราคาหุ้นสูงสุดที่จะขึ้นไปได้

หลักการตามที่ว่า ต้องตอบคำถามตัว E หรือกำไรสุทธิต่อหุ้นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ ว่าจะเป็นกี่บาท

ช่วงที่ยังตอบตัว E ว่าเท่าไร ไม่ได้ รู้แค่เพียงว่าหุ้นมีกำไรแน่ งานนี้ราคาหุ้นจะขึ้นหรือไม่

ขอตอบว่า ราคาจะขึ้นแค่รู้ทิศทางว่า ตัว E จะเป็นบวก และจะขึ้นมากขึ้นเมื่อรู้ว่า E จะบวกเพิ่มขึ้นๆ ในไตรมาสต่อๆ ไป

อย่าง WAVE รู้ว่า E เป็นบวกในไตรมาสนี้ และไตรมาสต่อไป E จะบวกมากขึ้น สาเหตุเพราะโรงไฟฟ้าเสร็จและเปิดขายไปได้เพิ่มอีก 2 โรง เป็นต้น งานนี้เราก็รู้ทิศทางว่า ราคาหุ้นในอนาคตต้องขึ้นต่อแน่ๆ

อย่าง STA ตอน 20 บาท PAR 5 บาท ที่ราคายางปรับตัวสูงขึ้นจาก 35 บาท ไปทะลุ 100 บาท ราคาหุ้น STA วิ่งทะลุ 100 บาท สาเหตุเพราะ STA สต็อกยางที่ราคา 30 – 40 บาท เป็น 10,000 ล้านบาท งานนี้ STA จึงโชว์กำไรสุทธิต่อหุ้นเป็นบวกหลายบาท เพราะไตรมาสหนึ่งกำไรเป็นพันล้านบาท มาวันนี้ STA แตก PAR มาเหลือ 1 บาท ราคาตลาดอยู่ที่ 13.7 บาท

ย้อนกลับไปที่ราคา PAR 5 บาท หากเอา 5 คูณเข้าไป จะได้ราคา 68.50 มีความหมายว่า คนที่ซื้อ STA ตอน PAR 5 บาท ที่ราคาใกล้ 100 บาท จะขาดทุนกันทุกคน นั่นบอกเราว่า STA ราคาขึ้นไปสูงสุดแล้ว และวันนี้ราคาตกลงมา เพราะธุรกิจยางพาราไม่สดใสเหมือนเมื่อหลายปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ถ้าไล่ติดตามดูผลประกอบการของ STA ก็ยังมี E ติดบวกอยู่ และยังปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อยู่ ตอนนี้มี P/BV ต่ำกว่า 1 บ่งบอกเราว่า

1)   แม้สถานการณ์ราคายางตกต่ำจนเกิดเรื่องวุ่นวายไปทั่ว STA ก็ยังประคองธุรกิจผ่านพ้นมาได้ ทำกำไร และปันผลได้ แสดงว่า STA มีวิธีการบริหารที่มีประสิทธิภาพและไม่ธรรมดา

2)   ข้อ 1) รู้สึกว่า สถานการณ์ราคายางได้ลงมาสู่จุดตกต่ำแบบสุดๆ (มีชาวสวนยางโค่นต้นยางทิ้งปรากฏเป็นข่าว) และล่าสุดสถานการณ์ราคายางเริ่มเข้าสู่จุดสมดุล โดย STA บอกว่าปีหน้าราคายางจะดีขึ้น ซึ่งการดีขึ้นก็ต้องเอื้อประโยชน์กับ STA โดยตรง

3) เมื่อเอางบการเงินไตรมาส 2/57 ของ STA มาดู เห็นรายการสินค้าคงเหลือ 10,399.8 ล้านบาท ทำให้รู้สึกว่า หากราคายางปรับตัวขึ้น เพราะกฎชั่ว 7 ทีและจะดี 7 หน งานนี้ STA จะรวยเละขนาดไหนกับสต็อก

การรู้ข้อมูล 1) , 2) และ 3) ทำให้เกิดการติดตามราคายางว่าจะสูงขึ้นเมื่อไร และเมื่อสูงขึ้นจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงสุดที่เท่าไร

ณ การไล่ขึ้นไปของราคายาง จะทำให้ STA มี E โตขึ้นทุกไตรมาส งานนี้ราคา STA ก็จะขยับ ทำให้ P/BV ที่ต่ำกว่า 1 ในตอนนี้ เข้าใกล้ 1 เกิน 1 เกิน 1.5 เกิน 2 และไปได้ถึง 3 เท่า

สาเหตุที่ P/BV ไปได้ถึง 3 เท่า ก็เพราะ

(1) มีการคาดการณ์ E ว่าจะโตขึ้นทุกไตรมาส ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปรอ ราคาที่ขึ้นไปรอในวันนี้ (P1) เมื่อเอามาหารด้วย BV ในวันนี้ที่ยังไม่รวม E ในอนาคต (ช่วงที่ราคายางขึ้น) จะทำให้ P1/BV สูงได้ถึง 3 เท่า แต่พอ E ในอนาคตเปิดเผยออกมา จะทำให้ BV ในอนาคตใหญ่ ราคาที่สูงขึ้นเมื่ออดีตที่ผ่านมา (P1) เมื่อเอามาหารด้วย BV ที่ใหญ่ขึ้นในวันนี้ (อนาคตมาถึงแล้ว) จะทำให้ P/BV ลดลงจาก 3 เท่า เหลือแค่อาจไม่ถึง 2.5 หรืออาจจะต่ำกว่า ถือเป็นการหยุดการขึ้นของราคาหุ้น เมื่อความจริงปรากฏออกมา ประเด็นนี้เรียกว่า หุ้นนิ่งแล้ว คนที่ซื้อหุ้นตอนรู้ E ที่แน่นอนแล้ว จึงซื้อหุ้นที่ราคาสูงสุด (หยุดขึ้น) ดังนั้นหากจะซื้อหุ้นให้ได้กำไรมาก ต้องซื้อตอนรู้ว่า E จะขึ้น ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า E จะเป็นเท่าไร

(2)  ความคลุมเครือและความไม่ชัดเจนของ E และความที่ E ได้ถูกลุ้นอยู่ตลอดเวลา ว่าจะบวกมากน้อยอย่างไร เป็นเหตุให้เกิดภาวะเก็งกำไร ราคาหุ้นจะขึ้นไปเรื่อยๆ

(3) ถ้า E ในอนาคตออกมาใหญ่จริง และใหญ่กว่าที่คาด บวกกับ E ยังไม่หยุดโต ราคา (P) ก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อรักษา 3 เท่าเอาไว้ จนกว่า E จะนิ่ง เพราะถูกคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าจะเป็นกี่บาทต่อหุ้น ราคาหุ้นจึงจะหยุดขึ้น ถือเป็นการหยุดขึ้นเพื่อต้อนรับ E ที่ไม่ต้องลุ้นอีกต่อไป พาให้ P/BV ลดต่ำลง โดย P มักจะเท่าเดิม แต่ BV จะใหญ่ขึ้น ทำให้ภาวะเก็งกำไรหมดไป

สรุปความว่า จากประสบการณ์ที่ผมมองหุ้นในตลาดหุ้นมา 30 ปี หุ้นที่ชั่ว 7 ที และจะดี 7 หน หรือหุ้นที่นิ่งๆ มานาน เมื่อฟื้นตัว จะฟื้นจาก P/BV ที่ต่ำกว่า 1 ขึ้นไปถึง P/BV ที่ใกล้ 3 หรืออาจจะเกิน 3 ได้ หลังจากนั้น E ที่เปิดเผยออกมาก็จะสนับสนุนราคา (P) ไปเรื่อยๆ ทำให้ P สูงขึ้น เพื่อรักษา P/BV ที่ 3 เท่าเอาไว้จนกว่า E จะนิ่ง P จึงหยุดขึ้น

EPCO ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ผ่านการชั่วครั้งที่ 7 (เปลี่ยนธุรกิจเดิมมาเป็นธุรกิจไฟฟ้า) มาตอนนี้ต้องบอกว่า EPCO ดีครั้งที่ 1 , 2 และจะดีต่อไป เพราะ E จะโตขึ้น ด้วยเหตุนี้ P/BV จึงถูกรักษาเอาไว้ที่ 3 – 4 เท่าตลอดเวลา ราคา EPCO จึงไปได้ต่อ เพราะ E อนาคตจะโตขึ้นเรื่อยๆ

ชั่วโมงเรียนหุ้นในวันนี้ ต้องการสมาธิมากๆ ถ้าใครออกทะเลไป ขอดึงจิตกลับมาว่าสาระในวันนี้มุ่งไปที่ราคาหุ้นที่ 3 เท่าของ BV ใน 2 กรณี

กรณีที่ 1 หุ้นชั่วครั้งที่ 7 P/BV ต่ำกว่า 1 ราคาหุ้นเมื่อดีครั้งที่ 1 , 2 ขึ้นไปถึง 3 เท่าของ BV

กรณีที่ 2 หุ้นดีครั้งที่ 1 , 2 P/BV ใกล้ 3 เท่า หรือเกินกว่า หาก E ยังโตต่อ ราคาหุ้นจะขึ้นเพื่อรักษา 3 เท่าของ BV ต่อไป ราคาหุ้นจึงขึ้นตาม E ไปได้เรื่อยๆ

ทั้ง 2 กรณี เมื่อ E นิ่ง หมายถึง E หยุดโต (เข้าสู่จุดสมดุลสูงสุด) ราคาจะหยุดขึ้น เทศกาลเล่นหุ้นตัวนั้นก็จะยุติลง คนซื้อที่ยอดดอยก็ติดหุ้น

เมื่อเขาติดหุ้น (หุ้นไม่ขึ้นต่อ) เขาก็ไม่ขาย เพราะหุ้นจ่ายเงินปันผลไม่แพ้การเอาเงินไปฝากธนาคาร เขาจึงถือหุ้นตัวนั้นต่อไป โดยที่ไม่รู้ว่า เขารับช่วงต่อจากเจ้ามือ โดยเจ้ามือขายหุ้นให้เขา เพื่อให้เขาทำหน้าที่พยุงราคาหุ้นไม่ให้ตก โดยที่เจ้ามือกำไรเละ (เป็น 100% ขั้นต่ำ) แต่เขาไม่ได้อะไรเลย เศร้าจริงๆ