ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

10 อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้เพื่อการวิเคราะห์หุ้น

อยากเล่าให้นักเรียนฟังว่า เวลาเอาหุ้นตัวใดมาวิเคราะห์ให้นักเรียนเข้าใจว่า หุ้นที่หยิบมาสาธิตวิเคราะห์ให้ดูนั้น เป็นหุ้นดีหรือไม่ดี ตัวผมเองนั้นมีความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง ว่าการวิเคราะห์ของผมจะนำเรื่องเดือดร้อนมาสู่ตัวหรือไม่ สาเหตุก็เพราะไปเขียนอะไรที่เกินเลย อย่างเขียนเรื่องจริงที่ทำให้หุ้นตัวนั้นเสียหาย ก็อยู่ในข่ายที่ผมต้องกังวล เพราะเกิดมีคนกลุ่มหนึ่งเสียประโยชน์จากการที่ผมเขียนวิเคราะห์

ถ้านักเรียนสังเกตบทความในโรงเรียนสอนเล่นหุ้นดีๆ นักเรียนจะเห็นว่า ในระยะหลังเวลาผมเอางบการเงินมาโชว์ ผมจะเขียนกำกับอัตราส่วนทางการเงินให้นักเรียนดูตัวเลข แต่ไม่มีการอธิบายว่า อัตราส่วนทางการเงินที่กำกับตัวเลขดีหรือไม่ดี ในทางวิชาการอธิบายแปลความได้ว่าอย่างไร

ข้อจำกัดแบบนี้ทำให้โดยส่วนตัวแล้ว ผมอึดอัด ผมอยากจะเขียนบอกลงไปว่า หุ้นตัวนี้ สภาพคล่องทางการเงินไม่ดี มีเงินจมอยู่ในลูกหนี้การค้าและในสต็อกสินค้าสูงมาก มีความเสี่ยงเหลือเกินที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะถูกทิ้ง เพราะในอนาคตผู้ถือหุ้นใหญ่จะหนีแน่นอน

หนีโดยการออกของ (ขายหุ้น) ของตัวเองให้กับรายย่อย เพราะตลอดเวลาหากดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่จะพบว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่รายนี้ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลงเรื่อยๆ เพราะขายหุ้นตอนนี้ทิ้งดีกว่า กลายเป็นมหาเศรษฐี

สัญญาณการออกของ (ขายทิ้ง) ให้กับรายย่อยผมเห็นจาก

(1) กิจการทำธุรกิจที่อยู่ในตลาดแข่งขัน ซึ่งระยะยาวไม่มีอนาคต หรือมีอนาคตก็ต้องออกแรงแบบเหนื่อย โอกาสที่การลงทุนจะประสบความสำเร็จได้กำไรเป็นกอบเป็นกำเป็นเรื่องที่ยากมาก

(2) ราคาหุ้นที่ไม่ควรสูง แต่กลับสูงมาก แสดงให้เห็นโดย P/BV ที่สูงกว่า 10 เท่า แบบนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า หุ้นตัวนี้เป็นหุ้นปั่นหรือเป็นหุ้นเก็งกำไรที่นักลงทุน โดยเฉพาะนักเรียนในโรงเรียนสอนเล่นหุ้นไม่ควรไปยุ่ง

วันนี้ผมเลยนึกว่า หากจะเอาอัตราส่วนทางการเงิน 10 ตัว มาทบทวนให้นักเรียนเข้าใจการอ่านค่า และการตีความหมาย เพื่อที่ว่าในครั้งต่อไป เวลาผมเอางบการเงินของหุ้นตัวใดมาโชว์ และเขียนอัตราส่วนทางการเงินกำกับตัวเลขเอาไว้ นักเรียนจะได้ร้องอ๋อ ว่ามันหมายถึงอะไร ถือเป็นที่เข้าใจตรงกัน

เพื่อไม่ให้เสียเวลาขอเริ่มเลย

อัตราส่วนทางการเงิน มี 10 ตัว ที่ผมใช้ประจำ

(1) Current Ratio หรือ อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงิน หาได้โดยเอาสินทรัพย์หมุนเวียนตั้งแล้วหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ค่าที่ได้ต้องออกมามากกว่า 1.5 : 1 จึงจะดี ยิ่งมากยิ่งดี

(2) Quick Ratio หรือ อัตราส่วนสภาพคล่องทางการเงินอย่างถึงแก่น หาได้โดยเอาสินทรัพย์หมุนเวียนตั้งหักออกด้วยสินค้าคงเหลือ ได้ผลลัพธ์เท่าไร เอาหนี้สินหมุนเวียนไปหาร ค่าที่ได้ต้องเกิน 1 : 1 จึงจะดี ยิ่งมากยิ่งดี

กรณีที่ค่าที่ได้ต่ำกว่า 1 : 1 ต้องตรวจสอบเรื่องคุณภาพของสินค้าคงเหลือ ว่าสินค้าคงเหลือจะขายเปลี่ยนมาเป็นเงินได้หรือเปล่า เพราะทางการเงินมองว่า สินค้าคงเหลือเป็นอะไรที่มีความเสี่ยงสูง คือมีโอกาสล้าสมัย เสื่อมค่า และเสียหายได้ตลอดเวลา

(3) Account Receivable Turnover หรือชื่อย่อว่า A/R Turnover หรือ อัตราการหมุนของลูกหนี้การค้า หาได้โดยเอารายได้ในงบกำไรขาดทุนตั้ง แล้วหารด้วยลูกหนี้การค้าในงบดุล ค่าที่ได้ต้องออกมาสูงๆ จึงจะดี

ค่าที่ออกมาสูงๆ หมายความว่า ในรอบ 1 ปี (ถ้าใช้งบ 1 ปี) จะมีการขายแล้วเก็บเงินได้จำนวนกี่ครั้ง ถ้าเก็บเงินได้มากครั้งเท่าไร ก็จะบอกว่ากิจการปล่อยเครดิตการค้าสั้น

ตรงนี้อยากให้นักเรียนลองนึกดูว่า กิจการที่ปล่อยเครดิตการค้าสั้นๆ เป็นกิจการในตลาดสินค้าประเภทใด

มี 4 ประเภท ได้แก่ ตลาดแข่งขัน ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ตลาดผูกขาด และตลาดผู้ขายน้อยราย

คำตอบที่ 100% ตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่อยู่ในตลาดแข่งขันแน่นอน เพราะตลาดแข่งขันกิจการต้องแข่งขันให้เครดิตทางการค้า ทำให้ A/R Turnover หมุนรอบต่ำ

พอเห็น A/R Turnover ว่าหมุนรอบต่ำ รอบสูง นักเรียนจะรู้สึกได้ทันทีว่า กิจการมีพลังอำนาจของการผูกขาดหรือไม่

ถ้าไม่มีพลังอำนาจของการผูกขาด แล้วนักเรียนอยากจะลงทุนในกิจการหรือเปล่า

คำตอบก็คือ ไม่อยากลงทุน ใครๆ ก็อยากลงทุนในกิจการที่มีพลังอำนาจของการผูกขาดด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อเข้าใจประเด็นจิตใจตัวเองในฐานะที่เป็นนักลงทุนแล้ว นักเรียนจะพบว่า หากกิจการมีลักษณะของการแข่งขัน มี A/R Turnover หมุนรอบต่ำ นักเรียนจะไม่อยากลงทุนเลย

(4) Day Receive หรือ ระยะเวลาเก็บหนี้การค้าโดยเฉลี่ย หาได้โดยเอา 365 วัน (ถ้าใช้งบปี) หรือเอา 180 วัน (ถ้าใช้งบ 6 เดือน) ตั้งแล้วหารด้วย A/R Turnover ค่าที่ได้จะออกมาเป็นวัน และวันที่ได้นี่แหละจะบอกระยะเวลาปล่อยเครดิตทางการค้า ว่าเอาสินค้าไปแล้วกี่วันจึงจะเก็บเงินได้

(5) Inventory Turnover หรือ อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ หาได้โดยเอาต้นทุนสินค้าขายในงบกำไรขาดทุนตั้ง แล้วหารด้วยสินค้าคงเหลือในงบดุล ค่าที่ได้จะออกมาเป็นรอบ แบบเดียวกับ A/R Turnover ยิ่งรอบสูงๆ จะดีมาก เพราะบอกเราว่าใน 1 ปี (ถ้าใช้งบปี) จะเกิดการผลิตเป็นสินค้าออกขายกี่ครั้งใน 1 ปี ทำให้รู้ว่าแต่ละรอบของการผลิต กินระยะเวลาเท่าไร พูดอีกแบบก็คือทำให้รู้ระยะเวลาสต็อกสินค้านั่นเอง (จากวัตถุดิบผ่านกระบวนการผลิต จนกระทั่งออกเป็นสินค้าขายไปถึงมือลูกค้า)

Inventory Turnover รอบสูงๆ บอกเราว่า กระบวนการผลิตมีความทันสมัย เน้นการใช้เครื่องจักร ใช้เทคโนโลยี แต่ถ้าค่าออกมาต่ำๆ มันจะบอกเราว่ากระบวนการผลิตกินเวลานาน และสาเหตุก็มักจะเป็นเรื่องของการเน้นแรงงานในการผลิต

Inventory Turnover จึงบอกเราว่า กิจการมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยหรือไม่ทันสมัย มีการเก็บสต็อกนานมากน้อยอย่างไร

ประเด็นนี้หากนักเรียนเห็น Inventory Turnover หมุนรอบต่ำๆ นักเรียนจะรู้สึกทันทีว่า สินค้าค้างสต็อกอยู่เยอะ สินค้าที่ค้างสต็อกอยู่เยอะต้องใช้เงินลงทุน นั่นหมายถึงเงินลงทุนจะจมอยู่ในสต็อก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง หากสินค้าล้าสมัย หรือเสียหายขึ้นมา

หุ้นตัวใดที่มี Inventory Turnover ต่ำๆ นักเรียนจะรู้สึกไม่ดีและไม่อยากจะร่วมลงทุนด้วย

(6) Inventory Day หรือ ระยะเวลาสต็อก หาได้โดยเอา 365 วัน (ถ้าใช้งบปี) ตั้งแล้วหารด้วย Inventory Turnover ค่าที่ได้หากออกมาต่ำๆ จะรู้สึกว่า กิจการสต็อกสั้น ซึ่งทำให้เงินลงทุนไม่จมอยู่ในสต็อก ทำให้รู้สึกว่า กิจการมีความสามารถหมุนรอบเงินสด เพื่อสร้างผลกำไรได้ดีกว่ากิจการที่มี Inventory Day สูงกว่า

(7) D/E Ratio หรือ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้าต่ำๆ ยิ่งต่ำยิ่งดี เช่น ต่ำกว่า 1 : 1 สาเหตุเพราะกิจการจะกู้เงินได้มากขึ้น จนกระทั่ง D/E Ratio อยู่ที่ประมาณ 2 : 1 สำหรับกิจการทั่วไป และ 3 : 1 สำหรับกิจการผูกขาด

หุ้นตัวใดที่มี D/E ต่ำๆ จะเป็นหุ้นที่น่าสนใจ คือกิจการสามารถจะระดมทุนด้วยการกู้เงินเพิ่มได้ ทำให้เกิดการขยายกิจการ สร้างรายได้และกำไรสุทธิที่โตขึ้น ราคาหุ้นจึงมีโอกาสขึ้นสูงในอนาคต

(8) Interest Coverage Ratio หรือ อัตราความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย หาได้โดยเอากำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) หารด้วย ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) ค่าที่ได้ออกมาสูงๆ จะดี หมายความว่ากิจการมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย

(9) Gross Profit Margin หรือ กำไรเบื้องต้นต่อยอดขาย หาได้โดยเอากำไรเบื้องต้นคูณด้วยร้อย ได้ผลลัพธ์เท่าไรเอารายได้ในงบกำไรขาดทุนไปหาร ค่าที่ได้สูงๆ จะดี

(10) Net Profit Margin หรือ กำไรสุทธิต่อยอดขาย หาได้โดยเอากำไรสุทธิคูณด้วยร้อย ได้ผลลัพธ์เท่าไรเอารายได้ในงบกำไรขาดทุนไปหาร ค่าที่ได้สูงๆ จะดี

อัตราส่วนทางการเงิน 10 ตัว อยากให้นักเรียนใส่ใจให้มากๆ ว่ามันมีความสำคัญ เวลานักเรียนดูงบการเงิน นักเรียนจะรู้สึกได้ ว่าหุ้นดีหรือไม่ดี

หุ้นดีหรือไม่ดี คำตอบจึงอยู่ที่อัตราส่วนทางการเงิน 10 ค่า ว่ามีตัวเลขเป็นเช่นไรและตัวเลขที่ออกมา นักเรียนในฐานะคนใส่เงินให้กับกิจการ นักเรียนจะเข้าไปร่วมลงทุนหรือเปล่า

เวลาเล่นหุ้นต้องคิดทุกลมหายใจเข้าออกว่า เราซื้อหุ้นในฐานะที่เราสนใจกิจการของเขา เราเห็นว่ากิจการของเขาเยี่ยมเราจึงลงทุน

ไม่ใช่ว่ากิจการของเขา เหี้ยม แต่เราก็ลงทุน เพราะมีไอ้บ้าคนหนึ่งบอกว่า ซื้อหุ้นตัวนี้สิ ซื้อแล้วมันจะขึ้น

ถ้านักเรียนมีอาการแบบนี้ นักเรียนก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ของโรงเรียนสอนเล่นหุ้นแน่นอน

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm