ควาจริงไม่ลับ

ไม่มีเงิน ก็ลงทุนได้ บทที่ 6 ลงทุนโดยไม่ต้องใช้เงิน (หนังสือ เฉพาะคนอยากทำธุรกิจ เล่ม 1)

ผมไม่รู้จะตอบเฮียอย่างไรดี สมองผม ณ ขณะนั้นคิดอะไรไม่ออก ได้แต่อึ้งไปกับคำพูดของเฮีย ผมไม่คิดว่าเฮียจะไว้ใจผมมากขนาดนี้ ยอมยกโรงงานให้ผมดูแล ถ้าจะว่าไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่แปลก แปลกจริงๆ แค่ผมสมัครใจและยอมตนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของเรื่องแปลกๆ แค่นี้ก็ทำให้ชีวิตของผมได้ในสิ่งที่ผมปรารถนา

ผมยังอยู่ในอาการตกตะลึง ถามเฮียด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและดีใจแบบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่

“ทำไมเฮียไว้ใจผมล่ะ เฮียไม่คิดเหรอว่า โรงงานที่เฮียสร้างมากับมือจะไม่พังทลายไปด้วยน้ำมือผม ด้วยความที่ผมยังไม่ประสีประสาอะไร ผมยังต้องเรียนรู้อะไรๆ อีกมากมาย”

เฮียได้แต่นิ่งแล้วบอกว่า

“คุณว่าอย่างไร… เอาหรือไม่เอา”

ผมจึงถามเฮียกลับไปว่า

“เฮียจะให้ผมเป็นผู้จัดการใหญ่อย่างนั้นเหรอครับ”

“ไม่ใช่แค่นั้น… ผมจะให้คุณร่วมเป็นเจ้าของไปกับผม ผมจะให้คุณประสบความสำเร็จ ให้คุณรวยอย่างที่คุณตั้งใจเอาไว้ และนี่ก็ 5 ปีแล้ว ผมคิดว่าคุณน่าจะทำได้ และก็ถึงเวลาของคุณแล้ว”

เฮียขยายความให้ผมได้เข้าใจมากขึ้น ในใจผมก็สงสัยเหลือเกินว่า คนธรรมดาที่ไม่มีเงินเก็บอะไรมากมาย อย่างมากในตอนนี้ ถ้าจะรวบรวมเงินที่เก็บเอาไว้กับตัว ก็มีไม่ถึงแสนห้า แล้วผมจะมาเป็นเจ้าของโรงงานนี้ร่วมกับเฮียได้อย่างไร แม้ว่าผมจะรู้เรื่องการบริหารการเงิน การจัดการโรงงาน รู้ว่าโรงงานสามารถทำกำไรได้เดือนละเท่าไร ปีละเท่าไร แต่ลำพังเงินเดือนของผมแค่นี้ ผมคงไม่มีปัญญาหาเงินมาร่วมลงทุน หรือซื้อหุ้นโรงงานจากเฮีย

ไม่ทันที่ผมจะคิดอะไรต่อไป เฮียก็พูดขึ้นว่า โดยหลักของการเป็นหุ้นส่วน หุ้นส่วนจะได้แบ่งกำไรจากการบริหารกิจการโรงงาน คุณอยากจะได้หุ้นเท่าไรให้บอกมา แล้วลองคิดวิธีว่าจะเข้ามาลงทุนกับผมอย่างไร

เฮียยังพูดกับผมต่อไปว่า คนเกือบทั้งหมดเข้าใจผิด  คิดว่าต้องมีเงินจึงจะเป็นเจ้าของบริษัทได้ จริงๆ แล้ว ไม่มีความจำเป็น เงินเป็นเรื่องที่มาทีหลัง สติปัญญาต่างหากเป็นเรื่องที่ต้องมาก่อน ถ้าคุณมีสติปัญญา คุณสามารถจะเป็นเจ้าของโรงงานนี้ร่วมกับผมได้ ขอให้คุณจำคำพูดนี้ไว้ให้ดีๆ

ผมฟังคำอธิบายของเฮียเรื่องสติปัญญา ว่ามีความสำคัญมากกว่าเงินทองที่คนทั้งเมืองอ้างว่า มันจำเป็นสำหรับความร่ำรวย  ผมฟังแล้วไม่เข้าใจ และไม่รู้วิธีการใดๆ ที่จะลงทุนกับเฮียด้วยสติปัญญา ไม่ทันที่ผมจะคิดอะไรต่อ เฮียก็พูดตัดบท แล้วพูดว่า

“ถ้าคุณสนใจข้อเสนอของผม ผมจะให้เวลาคุณ 30 วัน เสนอข้อเสนอของคุณมาว่า คุณจะหุ้นกับผมอย่างไร”

เฮียพูดด้วยน้ำเสียงที่เอาจริงเอาจัง และยื่นหนังสือกฎหมายชื่อว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทให้ผมหนึ่งเล่ม เฮียบอกว่าในหนังสือจะบอกวิธีการให้กับผม ผมรับหนังสือมาแล้วตอบเฮียไปว่า

“ครับ… ครับ”

เย็นวันนั้นผมนั่งรถเมล์กลับบ้าน รีบบอกแม่ถึงเรื่องที่เฮียจะให้ผมร่วมหุ้น ผมเล่ารายละเอียดการพูดคุยกับเฮียให้แม่ฟังทั้งหมด แม่ได้แต่ยิ้มแล้วบอกว่า ดีแล้วล่ะลูก พร้อมทั้งมีน้ำใสๆ ไหลออกจากตาทั้งสองข้างของแม่ มันทำให้ผมกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เช่นกัน ผมถามแม่ว่า ผมควรจะทำอย่างไรดี แม่ก็ตอบในเชิงถามกลับเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา ว่าเหตุการณ์ที่เฮียชวนร่วมหุ้น เป็นเหตุการณ์แปลกไหมล่ะ ผมก็ตอบแม่ไปว่า แปลกมากที่สุดเลย

สิ้นเสียงคำตอบจากผม ว่าแปลกมากที่สุด แม่ก็พูดว่า ถ้าอย่างนั้นลูกก็ได้คำตอบแล้ว ว่าจะตัดสินใจอย่างไร นาทีนั้น ผมรู้ทันที ว่าผมต้องตัดสินใจร่วมลงทุนกับเฮียให้ได้ แม้ว่าผมจะไม่มีเงิน เพราะเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่แปลกที่สุด ถ้าผมจัดการกับเหตุการณ์แปลกในครั้งนี้ได้ ผมน่าจะเป็นคนรวย

แม่หยิบกระดาษทิชชูออกมาเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง แล้วจ้องดูผมด้วยความภาคภูมิใจ แม่กำลังลุ้นให้ผมได้จัดการต่อเหตุการณ์แปลกในครั้งนี้ให้สำเร็จ เพราะเวลาของแม่อาจเหลืออยู่ไม่มากแล้วที่จะรอดูความสำเร็จของผม

 

ลงทุนโดยไม่ใช้เงิน1