ควาจริงไม่ลับ

ไม่มีเงิน ก็ลงทุนได้ บทที่ 13 สร้างมูลค่าเครื่องหมายการค้า (หนังสือ เฉพาะคนอยากทำธุรกิจ เล่ม 1)

หลังจากคุยกับเฮียในครั้งนั้น เฮียก็ไม่ได้มาโรงงานอีกเลย ผมรู้สึกขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง แต่ก็ได้พิชัยเป็นคนช่วยดูแลความเรียบร้อย พิชัยจบ ม.6 กำลังเรียนต่อปริญญาตรีที่รามคำแหง พิชัยเป็นลูกชาวนา ครอบครัวยากจน เป็นคนโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้คน ตอนที่พิชัยเรียนอยู่รามคำแหง พิชัยอายุ 35 ปี มากกว่าผมตั้ง 5 ปี

พิชัยเข้ามาทำงานในโรงงานได้ 10 ปีแล้ว ดูแลฝ่ายผลิตในโรงงาน คนงานทุกคนรักพิชัย เพราะพิชัยเป็นคนหนักเอาเบาสู้ เก็บความลับของลูกน้องได้ทุกคน รู้จักพูดในเรื่องที่ควรพูด และมีความคิดความอ่านที่เป็นผู้ใหญ่

ผมให้พิชัยมาช่วยงานผมอย่างใกล้ชิด เพื่อผมจะได้สร้างมือขวาให้เกิดขึ้นให้ได้ พิชัยอยู่กับผมมาตลอดจนถึงวันนี้

หลังเฮียจากไปได้ 2 ปี ผมเห็นทีวีให้ความรู้ต่อเรื่องลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายทางการค้าว่าเป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตน สามารถจดทะเบียนได้ และสิ่งเหล่านี้มีมูลค่ามาก ซื้อขายกันหลายสิบล้านจนถึงร้อยล้านบาท

ผมไม่รีรอที่จะค้นคว้าเรื่องนี้ทันที และก็เกิดไอเดียที่จะสร้างตราสินค้าของบริษัท คือรูปนกอินทรีย์ผงาด นำไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อให้ลูกค้าทุกคนรู้ว่า ถ้าเจออินทรีย์ผงาดที่ไหน ก็ขอให้รู้ว่านี่เป็นโลโก้เครื่องหมายการค้าของบริษัท

ตอนต้นผมจะจดเครื่องหมายการค้าในนามบริษัท แต่คิดไปคิดมาก็ได้คำตอบว่า อินทรีย์ผงาดเป็นภาพวาดที่สวยงามและจะใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของสินค้าของบริษัท เป็นอะไรที่ผมคิดค้นขึ้นมาเอง ผมจึงตกลงใจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในนามส่วนตัว แล้วทำหนังสืออนุญาตให้บริษัทใช้เครื่องหมายการค้าโดยไม่คิดมูลค่า

ผ่านไป 10 ปี อินทรีย์ผงาดเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ทุกคนรู้ว่าถ้าเจออินทรีย์ผงาดที่ไหน ก็ถือได้ว่าเจอสินค้าที่มีคุณภาพ ในตอนนั้นบริษัทมียอดขายเกือบ 300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมากพอสมควรและเริ่มมีบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินติดต่อให้ผมเอาหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น

ผมสนใจ แต่ก็ติดตรงที่ว่า บริษัทมีทุนแค่ 13.4 ล้านบาท ถ้าจะเข้าตลาดหุ้น MAI ต้องมีทุนขั้นต่ำ 40 ล้านบาท การเพิ่มทุนอีก 26.6 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แล้วจะเพิ่มทุนไปทำไม ว่าแล้วผมก็ตอบปฏิเสธไป

ที่ปรึกษาการเงินยังตื๊อไม่เลิก กระซิบบอกให้ผมเพิ่มทุนบริษัทซื้อเครื่องหมายการค้าอินทรีย์ผงาดจากผม วิธีนี้ทำให้บริษัทเพิ่มทุนได้ โดยที่ไม่ต้องมีการใส่เงินค่าหุ้นให้กับบริษัท เข้าทำนองว่า ผมยกเครื่องหมายการค้าให้บริษัท แล้วบริษัทก็ให้หุ้นเพิ่มทุนตอบแทนให้ผม

ที่ปรึกษาการเงินยังเชิญชวนต่อว่า เครื่องหมายการค้าสามารถตีมูลค่าได้ถึง 30 ล้านบาท โดยใช้วิธี Discounted Cash Flow (DCF) ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับการคิดราคาหุ้นที่มีการซื้อขายกันในท้องตลาด

ผมฟังดังนั้นก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที ว่าวิธีการนำเครื่องหมายการค้าแลกหุ้นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ผมเอาภาพแกะสลักและคอมพิวเตอร์แลกหุ้นบริษัทในตอนต้นที่เข้ามาหุ้นกับเฮีย มันเหมือนกันเลยนี่หว่า

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมจึงนึกถึงทุกขลาภที่เกิดขึ้นจากการได้หุ้นในครั้งนั้น ว่าผมจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แล้วแบบนี้ถ้าผมเอาเครื่องหมายการค้าแลกหุ้น 30 ล้านบาท ผมไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้หัวโตหรอกเหรอ

คิดไปคิดมา ผมก็ตอบปฏิเสธที่ปรึกษาการเงินคนนั้นไป  โดยผมไม่ได้ปรึกษากับเฮียเลย หรือแม้ว่าจะปรึกษา เฮียก็จะบอกว่า แล้วแต่ผม

บทเรียนในครั้งร่วมหุ้นกับเฮีย ทำให้ผมรู้ว่า ถ้าคนจนๆ คนหนึ่งวางแผนที่จะนำเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ซึ่งเป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตนแลกหุ้น เขาไม่ควรจดทะเบียนทรัพย์สินเหล่านี้เป็นของเขาคนเดียว แต่ควรจดให้คนหลายๆ คน ร่วมเป็นเจ้าของ เพื่อวันหนึ่งหากต้องนำทรัพย์สินไม่มีตัวตนมาแลกหุ้น จะไม่เสียภาษีเงินได้ในจำนวนที่สูงเกินไป เพราะฐานรายได้ที่ใช้คำนวณภาษีจะกระจายออกไปสู่คนหลายๆ คน ทำให้ประหยัดภาษีได้มากกว่า

สร้างมูลค่าของเครื่องหมายการค้า