ครูพัก...ลักจำ พี่แป๊ก แ

มองภาพเล็ก

ครูพักลักจำ Ver. 2 วันศุกร์ จะเป็นการนำเสนอในรูปแบบของการเล่าเรื่องราวต่างๆ ในแวดวงการลงทุน โดยเนื้อหาจะเป็นเรื่องทั่วไปที่เกี่ยวกับการลงทุน เศรษฐกิจ ประเด็นฮอตหรือเรื่องราวของบุคคลดังในวงการลงทุน  โดยคอลัมน์นี้จะขอแนะนำตัวละครใหม่ของผม ซึ่งได้แก่   น้องพอดี และพี่ชายของเขา พี่เต็มใจ ซึ่งทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน  และมีใจรักและสนใจเรื่องของเศรษฐกิจและการลงทุนเป็นพิเศษ วันนี้ขอเปิดประเด็นด้วยภาพข่าวร้ายทางเศรษฐกิจประเดิมเป็นคอลัมน์แรกสำหรับ พอดี และ เต็มใจ ลองติดตามกันดูครับ

พอดี  : พี่ค่ะ…ช่วงนี้เปิดอ่านหนังสือพิมพ์ มีแต่ข่าวด้านลบของเศรษฐกิจเต็มไปหมดน่ะ

 

เต็มใจ : พี่ก็ว่าอย่างนั่นแหละ ช่วงนี้เป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง แต่แฝงไปด้วยนัยยะต่างๆ มากมาย

 

พอดี :  ข่าวร้ายมักทำให้เศรษฐกิจแย่

 

เต็มใจ : ใช่แล้วครับน้องพอดี ซึ่งข่าวร้ายทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่รุมล้อมตลาดหุ้นในช่วงนี้มีทั้งข่าวร้ายจากทวีปยุโรป กรณีวิกฤติด้านการเงินของประเทศกรีซ ข่าวร้ายในทวีปเอเชีย กรณีตลาดหุ้นจีนตกแบบถล่มทลาย

พอดี : ไม่ใช่เฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น นั่นหมายรวมทั้งข่าวร้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจภายในประเทศของเราที่ไม่กระเตื้องขึ้นอย่างที่หลายๆ ฝ่ายคาดหวัง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไม่คึกคัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เกิดความวิตกกังวลแต่สภาวะเศรษฐกิจและสภาวะตลาดหุ้นที่นักลงทุนวิตกกังวลอยู่นั้น ถือว่าเป็น “ภาพใหญ่” เกินไปทีจะประเมินได้ว่ามันส่งผลกระทบต่อการลงทุนของตัวเราเองมากน้อยเพียงใด

 

เต็มใจ :  ถูกต้องแล้วพอใจ   เพราะฉะนั้นควรโฟกัสไปยัง “ภาพที่เล็กลง” ซึ่งก็คือ“กิจการ” ที่เราเข้าไปลงทุน ว่ายังสามารถดำเนินงานไปได้ด้วยดีอยู่หรือไม่?  ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด?   และมีแนวโน้มอย่างไรในอนาคต?   บางทีเราอาจจะพบว่าเรื่องร้ายๆ ที่มากับข่าวนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับกิจการที่เราลงทุนอยู่แต่อย่างใด

 

พอดี : ถ้าพูดแบบนี้เข้าข่ายคำพูดของ   “เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน”  โดยได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “นักลงทุนหลายต่อหลายคนพุ่งเป้าไปที่แนวโน้มตลาดหรือมุมมองทางเศรษฐกิจมากจนเกินไปจนลืมไปว่า หุ้นบางตัวสามารถเพิ่มสูงขึ้นได้แม้ตลาดจะอยู่ในสภาวะตลาดหมี ขณะเดียวกันราคาหุ้นบางตัวก็อาจจะตกต่ำลง แม้ว่ามันจะเป็นตลาดกระทิงก็ตาม ตลาดหุ้นและภาวะเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป…ดังนั้นจงเลือกซื้อหุ้นรายตัวแทนที่จะซื้อแนวโน้มตลาดหรือมุมมองทางด้านเศรษฐกิจ”

เต็มใจ : และนักลงทุนระดับโลกท่านนี้   “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ก็มีความเห็นในแนวทางเดียวกันว่า “หากเราพบกิจการที่เราพึงพอใจ สภาวะของตลาดจะไม่มีผลกระทบอะไรต่อการตัดสินใจของเรา  เราจะตัดสินใจซื้อหุ้นเป็นกิจการๆ ไป เราไม่เสียเวลาคิดเกี่ยวกับปัจจัยของเศรษฐศาสตร์  มหภาค”

 

พอดี :  งั้นพอดี ขอยกคำพูดของนักลงทุนระดับโลกอีกท่านหนึ่งเช่นกัน “ปีเตอร์ ลินซ์” กล่าวว่า “ผมไม่เชื่อในการทำนายตลาด ผมเชื่อในการซื้อหุ้นที่ดีเยี่ยมโดยเฉพาะบริษัทที่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และ/หรือ หุ้นที่ไม่ได้รับความสนใจตามที่มันควรจะเป็น” พร้อมทั้งแนะนำว่า “นักลงทุนไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาด แต่ให้ใช้เหตุผลในการซื้อขายเท่านั้น จำไว้เสมอว่า กำไรขาดทุนที่จะได้รับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม แต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาดหุ้น”

 

เต็มใจ :  ยังๆ  ยังไม่หมด  จะขาดท่านนี้ไปไม่ได้  “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ก็เคยให้คำแนะนำไว้เช่นกันว่า “ให้ความสำคัญกับตัวกิจการหรือตัวหุ้นมากกว่าสภาพตลาดหรือเศรษฐกิจโดยทั่วไป เพราะถึงแม้ว่าสภาพทางเศรษฐกิจอาจจะไม่ดี แต่ตัวบริษัทก็อาจจะดีได้ นอกจากนั้น ถึงกิจการอาจจะไม่ดีนักแต่ราคาหุ้นก็อาจจะต่ำกว่าพื้นฐานมาก ดังนั้นอย่าให้ภาพของตลาดหรือเศรษฐกิจมาหันเหการตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา”

เราจะเห็นได้ว่า ในมุมมองของบรรดาสุดยอดนักลงทุนนั้น “พื้นฐานของกิจการ”  คือ สิ่งที่พวกเขาสนใจและให้ความสำคัญ ตราบใดที่กิจการยังสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี ต่อให้มี “ข่าวร้าย” เกี่ยวกับสภาวะของตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจอย่างไรก็ไม่เกิดผลกระทบกับกิจการที่มีพื้นฐานที่ดี

 

พอดี :  พอดีอยากจะเก่งและมองภาพธุรกิจได้เหมือนบุคคลเหล่านี้จังเลย

 

เต็มใจ : ไม่ยากหรอก ขอเพียงเราสองคนพี่น้อง หมั่นเอาใจใส่ ศึกษาและฝึกฝนไปเรื่อยๆ ลองผิดลองถูก อีกหน่อยก็เก่งได้เองแหละ

 

พอดี : ค่ะพี่

 

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ