ครูพัก...ลักจำ พี่แป๊ก แ

อารมณ์นักลงทุน

พอดี : สวัสดีค่ะพี่ ฝนตกรถติด เป็นหวัด เช้าๆ แบบนี้น่าเบื่อจังเลยน่ะ

เต็มใจ : เอาน่า…ต้องทำใจรับสภาพกันหน่อย อะไร อะไร ก็ดีขึ้น เช่นเดียวกับเศรษฐกิจบ้านเรานี่แหละ

พอดี : ก็หวังว่าอะไร อะไร มันจะดีขึ้นอย่างที่พี่พูดนั่นแหละค่ะ แต่ตอนนี้น้องเริ่มจะทนไม่ไหวละค่ะ

เต็มใจ : ใจเย็นๆ ทนอะไรไม่ไหวละ

พอดี : ทนถือหุ้นต่อไปไม่ไหวแล้วละค่ะ  จะยอมขายออกแล้วเปลี่ยนไปเล่นตัวใหม่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวตลาดเปิดจะไปตั้งขายมันซะเลย

เต็มใจ : อย่าใช้อารมณ์กับการลงทุนสิ เราต้องหัดคิดให้ละเอียด ฝึกสมาธิให้มากๆ

พอดี : ไม่ยงไม่เย็นมันแล้วค่ะ  สุดจะทน

เต็มใจ : เอางี้….พี่มีบทความของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  มาให้เราอ่าน  ชื่อบทความว่า “ อารมณ์ของนักลงทุน ”  เผื่อจะมีอารมณ์ที่ดีขึ้นและได้สติขึ้นมาบ้าง ท่านบอกไว้ว่า

สิ่งที่นักลงทุนจะต้องคิดและจัดการนั้น นอกจากการศึกษาหาข้อมูลและวิเคราะห์กิจการและตัวหุ้นแล้วก็คือ  “ อารมณ์และความรู้สึก ” ของตัวเองเวลาลงทุน เพราะเรื่องนี้มีผลต่อความสำเร็จ อาจจะไม่น้อยไปกว่าความสามารถในการเลือกหุ้น ลองมาดูกันว่ามีอารมณ์ที่สำคัญอะไรบ้างที่เราจะต้อง “ ควบคุมดูแล ” หรือจัดการให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมเพื่อที่จะได้ลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความโลภ  นี่เป็นอารมณ์ที่สำคัญมากที่มักจะมีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างแรง สุภาษิตโบราณของไทยบอกว่า  “ โลภมากมักลาภหาย ”  แต่ในการลงทุนนั้น นอกจากลาภจะหายแล้ว เราก็อาจจะ “ หมดตัว ” ได้ด้วย  ความโลภในเรื่องของการลงทุนนั้นก็คือ  เราไม่ได้ต้องการเพียงผลตอบแทนที่ “ เหมาะสม ” จากการลงทุนซึ่งมักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วย  แต่เรา  “ โลภมาก ”  อยากได้ผลตอบแทนที่สูงลิ่วเกินกว่าที่ตัวกิจการหรือหุ้นจะให้ได้ ดังนั้นหลายๆ คนจึงใช้ ” เครื่องมือขยายผล ” ที่จะเพิ่มผลตอบแทน เช่น การเล่นหุ้นด้วยมาร์จินซึ่งก็คือ การกู้เงินมาลงทุนหรือแทนที่จะลงทุนในหุ้นปกติก็ไปเล่นวอแร้นต์ของหุ้นที่มักมีราคาต่ำและราคาขึ้นลงบางทีเป็นหลายเท่าของหุ้นตัวแม่ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความเสี่ยงของการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก และมีโอกาสที่เราจะ “ หมดตัว ”  นั่นก็คือ ถ้าหุ้นตกหนักถึงจุดหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง เงินลงทุนของเราอาจจะกลายเป็นศูนย์ได้  ดังนั้น  ถ้าไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนจริงๆ  แล้วละก็เราก็อย่าไปโลภขนาดนั้น  ถ้าหุ้นมันดีจริงเราก็กำไรดีมากอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไป “ รีบรวย ” เกินไป

ความโลภนั้น ยังทำให้เรา “ ทุ่มซื้อหุ้น ” ในยามที่ตลาดหุ้นร้อนแรงมากกว่าปกติ เพราะเราเห็นว่าจะทำเงินได้มาก นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมานั่นก็คือ คนจำนวนมากนั้น ในช่วงที่ตลาดหุ้น “ เหงา ” พวกเขาก็มักจะลงทุนในหุ้นไม่มากนัก เงินส่วนใหญ่อาจจะถูกฝากไว้กับสถาบันการเงิน ต่อมาหุ้นคึกคักและราคาปรับตัวขึ้นพวกเขาก็เริ่มรู้สึกดี  นักลงทุนรายใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดมากขึ้นและราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนทำให้หุ้นคึกคักถึง  “ ขีดสุด ”  ในระหว่างนั้นเม็ดเงินหรือพอร์ตการลงทุนในหุ้นของเราก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  แต่เราก็ยังไม่พอใจ เราคิดว่าถ้าเรานำเงินมาลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม  เราก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นไปอีก  เราเริ่มขอเงินหรือขอยืมเงินพ่อแม่  คู่ครอง หรือนำเงินจากแหล่งอื่นที่พอจะหาได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม เราไม่คิด  “ ถอนเงิน ” ที่ได้กำไรมาแล้วในช่วงที่หุ้นกำลังปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ เรานำเงินใหม่เข้าไปลงทุนทั้งๆ ที่หุ้นนั้นมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ และถ้ามองในฐานะนักลงทุนระยะยาวแล้ว ราคาที่แพงหรือสูงขึ้นจะทำให้ผลตอบแทนในอนาคตของการลงทุนลดลง  มันอาจจะไม่ใช่เวลาที่เราจะลงทุน  มันคือความเสี่ยงที่จะทำให้เราเสียหายหนักได้และบ่อยครั้งมันก็เป็นอย่างนั้น

ความกลัว  นี่เป็นอารมณ์ที่อยู่ตรงข้ามกับความโลภ เรากลัวการขาดทุนจากการลงทุนในหุ้น  สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ  เรากลัวการขาดทุน  “ หลังจากที่เราขาดทุนไปแล้ว ” ทางตัวเลขก่อนที่หุ้นจะตกและเราขาดทุนนั้น เราไม่ได้กลัวขาดทุน เพราะถ้าเรากลัวเราก็คงจะไม่ซื้อตั้งแต่แรก  ตอนเราซื้อนั้น  เราไม่กลัวว่าจะขาดทุน  ตรงกันข้ามเราคิดว่าเราจะได้กำไรเราไม่ได้คิดถึงการขาดทุน  พอหุ้นตกถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึก  “ เจ็บ ”  เช่น หุ้นตกไป 20%  เราจะเริ่มรู้สึกกลัว  กลัวว่ามันจะตกลงไปอีกและเราจะเสียหายหนัก  ดังนั้น  เราก็อาจจะตัดสินใจขายหุ้นทิ้งทั้งๆ ที่กิจการของบริษัทอาจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย  ราคาหุ้นผันผวนด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่รู้แต่เราตัดสินใจขายด้วยอารมณ์ของความกลัว

ความกลัวตลาดหุ้นตกหนัก  กลัววิกฤตตลาดหุ้น  กลัวว่าเมื่อตลาดหุ้นตกหนักหุ้นทุกตัวก็จะตกลงมาตาม  ดังนั้นเมื่อตลาดหุ้นตกลงมาแรง  เราก็มักจะขายหุ้นทุกตัวที่ถืออยู่ทันทีเพราะเรากลัวว่าถ้าไม่รีบขายมันจะตกลงไปอีกในนาที  ชั่วโมงหรือวันต่อๆ ไป  ความกลัวในเรื่องของดัชนีตลาดนั้น ทำให้เราต้องซื้อขายหุ้นบ่อยมาก  และทำให้เรากลายเป็นคน “ เล่นดัชนี ” โดยไม่รู้ตัว  ไม่ใช่เป็นคนลงทุนในหุ้นเป็นรายตัวอย่างที่ควรจะเป็น  ผลก็คือ  เราไม่ได้กำไรอะไรเลยในระยะยาวเพราะค่าคอมมิชชั่นและส่วนต่างราคาซื้อ – ขายของหุ้นนั้นกินผลตอบแทนที่จะได้หมด

ถ้าเราจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น  สิ่งสำคัญก็คือทำอย่างที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ บอก  นั่นก็คือ  “ จงพยายามกลัวเมื่อคนอื่นกำลังกล้า และพยายามกล้าเมื่อคนอื่นกำลังกลัว ” ดูว่าตนเองซื้อหุ้นน้อยลงไหมเวลาคนกำลังเล่นหุ้น  ซื้อขายหุ้นในปริมาณที่มาก  และเราเข้าไปซื้อหุ้นอย่างคึกคักเวลาคนอื่นชะลอหรือหยุดเล่นหุ้นกันแล้วหรือไม่ ถ้าใช่ก็แปลว่าเราเริ่มสามารถควบคุมตัวเองในด้านของความโลภและความกลัวได้ดีขึ้น

อารมณ์ดีใจ – เสียใจ เวลาหุ้นขึ้น – หุ้นตก  นี่ก็เป็นความรู้สึกธรรมดาของนักลงทุน แต่คนที่มีประสบการณ์หรือระดับ EQ ในการลงทุนสูงก็จะสามารถควบคุมตนเองได้ดีกว่า นั่นก็คือ เวลากำไรก็จะไม่ดีใจจนเกินไป เช่นเดียวกัน เวลาขาดทุนก็จะไม่ “ ฟูมฟาย ”  หรือเศร้าเสียใจมากนัก พวกเขาจะดูว่ามันมีเรื่องของความ “ ผันผวน ” อยู่ในราคาหุ้นอยู่มากโดยเฉพาะในช่วงเวลาสั้นๆ  ดังนั้นหุ้นขึ้นหรือหุ้นลงวันต่อวันหรือเดือนต่อเดือนนั้น  อาจจะไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าสิ่งที่เราคิดถูกต้อง ในระยะเวลาสั้นๆ  นั้นราคาหุ้นอาจจะขึ้นหรือลงได้โดยที่ไม่ได้อิงอยู่กับผลประกอบการหรือความเข้มแข็งหรือความสามารถในการแข่งขันของบริษัทก็ได้  ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจมากจนเกินไป  รอดูไปจนถึงสิ้นปีแล้วค่อยประเมินดูว่าเราควรจะดีใจหรือเสียใจโดยดูว่าหุ้นขึ้นหรือหุ้นลงไปเท่าใด  นอกจากนั้น  เราก็ควรจะต้องประเมินด้วยว่าหุ้นที่ขึ้นหรือลงนั้นสอดคล้องกับตัวกิจการหรือบริษัทหรือไม่

ถ้าหุ้นขึ้นและบริษัทดีขึ้น  นี่คือสิ่งที่เราควรจะยินดี  ถ้าหุ้นขึ้นแต่ที่จริงบริษัทไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง  เราก็ควรจะ “ ดีใจ ” ที่เรา  “ โชคดี ”  แต่ถ้าหุ้นลงและบริษัทก็แย่ลงแบบนี้เราก็ควรจะเสียใจที่เราคาดการณ์ผิด  และในกรณีสุดท้าย  ถ้าหุ้นตกลงมาแต่กิจการของบริษัทกลับดีขึ้น  แบบนี้เราก็ไม่ควรที่จะเสียใจ  เพราะไม่ช้าก็เร็วหุ้นก็น่าจะปรับตัวขึ้นได้  พูดโดยสรุปก็คือ  หุ้นขึ้นลงในช่วงเวลาสั้นๆ  นั้นไม่ต้องดีใจหรือเสียใจอะไรมากมายเพราะมันอาจจะเปลี่ยนไปได้อีกมากระหว่างที่ยังไม่ “ สิ้นปี ” หรือยาวพอ  การ “ วางเฉย ” ต่ออารมณ์ดีใจหรือเสียใจนั้น  จะช่วยให้เราไม่ตัดสินใจอะไรอย่างรวดเร็วและไม่รอบคอบ  การตัดสินใจเวลาเราดีใจหรือเวลาเราเสียใจนั้น  ผมคิดว่าจะทำให้เรามีความลำเอียงและอาจไม่เป็นเหตุเป็นผลที่ดี เช่น ทำให้เราซื้อหรือขายหุ้น  “ ผิดเวลา ”

ความรู้สึกเหมือนถูก  “ ทรมาน ”  นั้น  นักลงทุนก็มักจะพบเจออยู่บ่อยๆ   บางครั้งบางช่วงเวลานั้น  ตลาดหุ้นขึ้นเอาๆ  แต่หุ้นที่เราถืออยู่กลับนิ่งหรือตกลงมาอีกต่างหาก เราได้แต่มองและรู้สึก “ ทรมานใจ ”  จนในบางครั้งเราอาจจะตัดสินใจขายหุ้นทิ้งเพื่อที่จะไปซื้อหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ  เพราะ ความ “ อดทน ” ของเราอาจจะมีจำกัด  นี่ก็อาจจะเป็นเรื่องของจิตวิทยาที่เรียกว่า  “ สนามหญ้าของเพื่อนบ้านเขียวกว่าเสมอ ” นักลงทุนที่ “ ทนทรมาน ” ได้น้อยก็จะมีแนวโน้มที่จะรอหุ้นให้ขึ้นตามพื้นฐานไม่ไหวและขายหุ้นเร็วเกินไปอยู่เรื่อยๆ  เช่นเดียวกันบางช่วงเวลา  อาจจะเป็นปีๆ ตลาดหุ้นเอาแต่ปรับตัวลงอยู่เรื่อยๆ  พอร์ตหุ้นที่เราถืออยู่โดยรวมก็ไม่ไปไหนหรือปรับตัวลดลงเป็นระยะๆ  เรารู้สึก “ ทรมานใจ ” และถ้าทนไม่ไหว  เราก็อาจจะตัดสินใจทำอะไรที่ไม่เหมาะสม  เช่น  ขายหุ้นที่ดีมีคุณค่าทิ้ง เป็นต้น

ความรู้สึก  “ กังวล ” นอนไม่หลับ  กลัวว่าบางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้นแล้วกระทบกับการลงทุนของเราอย่างแรง เช่น กลัวว่าตลาดหุ้นจะเกิดวิกฤตหรือกลัวว่าหุ้นที่เราถืออยู่นั้นอาจจะถูกผลกระทบที่รุนแรงที่เรา  “ กลัว ”  อยู่นี่ทำให้เรากังวลทั้งๆ  ที่โอกาสจะเกิดขึ้นอาจจะน้อย ในกรณีแบบนี้เราก็ต้องพิจารณาวิเคราะห์  “ Scenario ”  หรือภาพที่อาจจะเกิดขึ้นหลายๆ  ภาพแล้วดูว่าผลจะเป็นอย่างไรโดยเฉพาะในกรณีที่เกิดภาพเลวร้ายที่สุด  เสร็จแล้วก็ตัดสินใจทำสิ่งที่จะช่วยลดความกังวลนั้นให้เหลือน้อยลงจนยอมรับได้  หลังจากนั้นก็  “ เลิกกังวล ” เพราะเราจะไม่มีวัน “ เจ๊ง ” จากการลงทุนอย่างแน่นอนถ้าเราวิเคราะห์ “ ความเสี่ยง ” อย่างดีแล้ว

พอดี อ่านจบแล้วค่ะ  ได้สติขึ้นมาในทันทีทันใด   ขอบคุณพี่มากน่ะค่ะ

เต็มใจ : ดีแล้ว เรามีแบบอย่างที่ดีในการลงทุนให้ดูตั้งหลายคน  จงเลือกแบบอย่างที่ดีและจำนำไปปฏิบัติตาม  ความสำเร็จของเราคงจะอยู่ไม่ไกล

พอดี : ค่ะ ขอบคุณค่ะ