Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

เศรษฐกิจน่าจะดี

ข่าวร้ายเรื่องหนี้ครัวเรือนสูงลิบลิ่ว ที่มีความกังวลว่าจะทำให้ตัว C (การบริโภค) พังทลาย ก่อให้เกิดภาวะเงินฝืด เพราะผู้ผลิตตั้งใจลดราคาสินค้าลงเพื่อให้สินค้าขายได้ แต่สินค้าก็กลับขายไม่ได้ เพราะประชาชนไม่มีกำลังจะซื้อ

เมื่อไม่มีกำลังซื้อ และหากไม่เกิดการลงทุนใหม่จำนวนมากๆ มากแบบมโหฬาร ก็เป็นไปได้ว่า เศรษฐกิจจะหยุดวิ่ง เหมือนรถที่น้ำมันหมด

แต่ชั่วโมงเรียนหุ้นครั้งก่อน (1/6/58) ได้เสนอประเด็นที่ประเทศเกิดการลงทุนหรือการใช้จ่ายโดยภาครัฐเป็นจำนวนมากมายมหาศาล แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ตัว G ตัวนี้แหละจะไปสร้างให้เกิดการจ้างงาน ประชาชนโดยส่วนรวมมีรายได้อย่างต่อเนื่อง และอาจจะเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้หนี้ครัวเรือนที่สูง 80 – 90% เมื่อเทียบกับรายได้ สามารถจะจัดการผ่อนส่งต่อไปได้อีกหลายปี ตามระยะเวลาการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะไม่จบลงง่ายๆ ในอีกหลายปีนี้

หลายปีกับการผ่อนหนี้สินได้ ก็ทำให้หนี้ลดน้อยถอยลง สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ก็จะลดลง และวิกฤตเศรษฐกิจที่คนกลัวนักกลัวหนาว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ก็จะไม่เกิด

แต่ถ้าไม่มีตัว G ที่โตมโหฬารขนาดนี้ ก็ไม่แน่เหมือนกัน

ตัว G ไม่ได้แค่ทำให้ประชาชนรักษารายได้ของตัวเองเอาไว้เท่านั้น ตัว G ยังทำให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอีกมาก

การลงทุนภาคเอกชนคือ ตัว I ซึ่งอยู่ในสมการซีกขวา ที่ถ้าหากตัว I เพิ่ม ตัว Y หรือรายได้ประชาชาติก็จะเพิ่มขึ้นตาม

สาเหตุที่ตัว G ไปดึงตัว I ให้ใหญ่โตขึ้น เพราะเงินที่ภาครัฐใส่ลงไปในระบบเศรษฐกิจ จะต้องใส่ผ่านการจ้างบริษัทเอกชนให้ดำเนินการให้ ทำให้บริษัทเอกชนต้องลงทุนเพิ่ม เกิดการจ้างแรงงาน ทำให้ประชาชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และกระจายไปในวงกว้าง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็จะไปกระตุ้นการบริโภค หรือตัว C ให้เติบโตขึ้นในอนาคต

ตัว C ในวันนี้ ที่ดูเหมือนยุบตัวลง จะเป็นการยุบตัวลงในระยะเวลาสั้นๆ รอการใส่เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยภาครัฐ ผ่านการลงทุนโครงการต่างๆ ทำให้ตัว C ฟื้นตัวขึ้น

เมื่อตัว C กลับมาโตขึ้น ตัว Y ก็จะโตขึ้นอีก เพราะ ณ ขณะที่ตัว C ยุบตัวลง มีตัว G และตัว I โตสวนขึ้นมา ตรงนี้อยากให้นักเรียนนึกถึงผลสุทธิที่จะเกิดขึ้นที่ส่งผลต่อตัว Y ว่าในอนาคต Y ต้องโตขึ้นแน่ๆ เพราะ G มหึมาเป็นต้นเหตุ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงรู้สึกเป็นการส่วนตัว ว่าเศรษฐกิจนับจากวันนี้ไปอีกหลายปี ถึงปี 62 จะดีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการดีที่จะพาให้เกิดเงินทุนไหลเข้าเพิ่มเติมมากเหลือเกิน ส่งผลให้ตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะกระทิง

นอกจากเหตุผลที่ตัว G จะไปดึง I และไปดึง C ให้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีเหตุผลที่สำคัญอีกเรื่องคือ นโยบายการเงินของไทย ที่ ณ ขณะนี้กำลังกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามมา

การลดอัตราดอกเบี้ย ไม่เพียงส่งผลดีต่อการลงทุนเพิ่มเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อค่าเงินบาท ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในระยะสั้น ทำให้สินค้าของไทยในสายตาของต่างชาติถูกลง สินค้าของไทยจึงส่งออกไปต่างประเทศได้มากขึ้น

ตรงนี้อยากให้นักเรียนนึกถึงสมการ Y = C + I + G + (X – M)

อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ส่งผลให้การส่งออก (X) เพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าก็ทำให้สินค้าที่เราสั่งซื้อจากต่างประเทศมีราคาแพงขึ้น (M) เมื่อเอาการส่งออกที่เพิ่มขึ้นหักออกด้วยการนำเข้าที่ลดลงเพราะสินค้าต่างชาติแพงขึ้น X – M จึงเกิดผลสุทธิเป็นบวก ทำให้ Y โตขึ้นอีก

เขียนมาถึงตรงนี้ นักเรียนเห็นว่ามีตัวแปรในสมการซีกขวา ตัวแปรใดอีกบ้างที่จะไม่ปรับตัวสูงขึ้น มีหรือเปล่า

คำตอบคือ ไม่มี

เมื่อไม่มี ก็ชัดเจนว่าเศรษฐกิจของไทยในอนาคตจะดีขึ้นแน่นอน และไม่ใช่ดีธรรมดา แต่จะดีมากๆ อีกด้วย

เมื่อเศรษฐกิจในอนาคตจะดีมากๆ ราคาหุ้นก็หนีไม่พ้นว่าต้องขึ้นแรง

ตลาดหุ้นกำลังเข้าสู่ภาวะกระทิงในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า หรืออาจจะเร็วกว่านี้

เรื่องยังไม่จบครับ ครั้งหน้ามาว่ากันต่อ