Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรดี ? ไม่ดี ?

เนื่องด้วยผมเป็นหนึ่งในคณะทำงานพัฒนาวิชาการ หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลักสูตรประกาศนียบัตรที่ปรึกษาธุรกิจ และหลักสูตรประกาศนียบัตรนักลงทุนหุ้นมืออาชีพ ที่บริษัทของผมจัดโครงการฝึกอบรมร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมจึงต้องเข้าออกมหาวิทยาลัยอยู่บ่อยๆ และได้มีโอกาสพูดคุยกับคณาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์

หนึ่งในเรื่องที่มีการพูดคุยกันบ่อยมาก ก็คือเศรษฐกิจของไทยในวันนี้และอนาคตจะเป็นอย่างไร อาจารย์บางท่านก็บอกว่าเป็นห่วงหนี้สินภาคครัวเรือน ซึ่งใกล้จะ 90% ของรายได้ต่อครัวเรือน งานนี้อาจพังครืนได้ เหมือนลูกระเบิดที่รอวันระเบิด เพราะชนวนระเบิดได้ถูกจุดขึ้นมาแล้ว รอเวลาที่ไฟจะไหม้ไปถึงลูกระเบิดเท่านั้น

อาจารย์บางท่านก็โนคอมเม้นท์ แต่โดยส่วนใหญ่ ผมรู้สึกว่าอาจารย์เห็นไปในทิศทางที่เหมือนกันคือ ไม่ค่อยจะไว้ใจเศรษฐกิจในวันนี้และที่กำลังจะเกิดในอนาคต

การไม่ไว้ใจก็เทมาที่หนี้สินภาคครัวเรือนว่า เป็นอะไรที่ลามปามไปทั้งประเทศแล้ว ตัวการบริโภคของคนทั้งประเทศ หรือตัว CONSUMPTION หรือตัว C กำลังจะเกิดปัญหา

ในสมการรายได้ประชาชาติ (Y) จะเท่ากับ C + I + G + (X – M)

เศรษฐกิจจะดีก็ต่อเมื่อ Y โต และการที่ Y จะโตได้ C , I , G และ (X – M) ต้องโต

เมื่อสมการซีกขวาโตขึ้น Y จึงโตตาม

C อยู่ในสมการซีกขวา กำลังจะวิกฤติเพราะหนี้สินภาคครัวเรือนมีสูงมาก ทำให้คนไม่เหลือเงินที่จะเอามาจับจ่ายใช้สอย เมื่อคนหยุดการจับจ่ายใช้สอย (C หยุดโต) นั่นก็หมายความว่า สินค้าที่ผลิตและเอาออกมาขาย ก็จะขายได้น้อยลง ทำให้ต้องทำการลดราคาสินค้า และเมื่อคนทั้งประเทศโดยส่วนใหญ่ไม่เหลือเงิน สินค้าแม้จะลดราคาลงมาก็ไม่มีคนซื้อ งานนี้เศรษฐกิจจึงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ซึ่งตอนนี้กลัวกันเหลือเกินว่า เรากำลังจะเจอเหตุการณ์ภาวะเงินฝืด

ภาวะเงินฝืดคือภาวะที่ราคาสินค้าปรับตัวลดลง แต่ก็ไม่มีคนซื้อ ทำให้เงินไม่เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เพราะเงินในมือประชาชนไม่เหลือมากพอ

สาเหตุที่เศรษฐกิจจะแย่เพราะตัว C หากตัวแปรอื่นๆ ที่อยู่ในสมการซีกขวาที่ยังมี I + G + (X – M) ยังดี ยังไม่แย่ นั่นก็หมายความว่า C แย่ลง แต่ตัวอื่นอาจดีขึ้น ไปชดเชย C ที่แย่ลง แล้วถ้าตัวอื่นดีขึ้นกว่า C ที่แย่ลงล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น

คำตอบก็คือ Y ก็ยังสูงขึ้นได้

ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อปี 2530 กว่าๆ ผมเริ่มทำงานในองค์กร หลังจากจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไล่นับเวลาที่ผ่านเลยมาจนถึงวันนี้ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมามากมาย อย่างน้อยก็ 28 ปี (จนถึงวันนี้)

หากไล่ย้อนอดีตกลับไป ไม่เคยมีการลงทุนที่ภาครัฐลงทุนจะมากมายมโหฬาร เท่ากับการลงทุนในปีนี้และที่จะทยอยลงทุนต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า

การลงทุนภาครัฐนี้ก็คือตัว G ในสมการซีกขวานั่นเอง

ตัว G คือการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งนักเรียนก็เห็นอยู่ ว่าโครงการภาครัฐที่อนุมัติออกมาในแต่ละโครงการเป็นโครงการลงทุนขนาดมหึมาทั้งนั้น เน้นการลงทุนไปที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

คำถามจึงมีให้นักเรียนเอาไปทำการบ้าน ว่ามูลค่าการลงทุนหรือการใช้จ่ายของภาครัฐในครั้งนี้ เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เคยเกิดมาแล้ว อยากให้นักเรียนตอบว่า มีครั้งไหนบ้างที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมากเท่าครั้งนี้

คำตอบก็คือ ไม่มี

ครั้งนี้ใหญ่จริงๆ และเป็นการลงทุนที่ต้องทยอยใช้เงินสร้างโครงการไปเรื่อยๆ อีกหลายปี

ตรงนี้อยากให้นักเรียนนึกถึงการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน หรือตัว C ที่จะเพิ่มขึ้นตามตัว G ที่ใหญ่โตขึ้น ด้วยเหตุว่า การลงทุนของภาครัฐจะก่อให้เกิดการจ้างแรงงานที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้คนมีรายได้มากขึ้น และรายได้ที่มากขึ้นนี้ก็สามารถเอาไปคืนหนี้สินที่ตัวเองต้องรับภาระอยู่ได้ อีกทั้งการยังคงมีงานที่ได้เงินเดือนอย่างต่อเนื่อง (ไม่ตกงาน) ไปอีกหลายปี ก็อยากให้นักเรียนหลับตาแล้วนึกภาพไปว่า หนี้สินของภาคครัวเรือนจะค่อยๆ ลดลงตามการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐ

เขียนมาถึงตรงนี้ นักเรียนถึงบางอ้อแล้วหรือยัง ว่าตัว G จะทำให้หนี้ภาคครัวเรือนลดลงได้ จึงอยากให้นักเรียนคิดต่อว่า แล้วแบบนี้เศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้นี้จะดีขึ้นหรือจะแย่ลง

ตรงนี้อยากให้นักเรียนฝึกคิด ฝึกจินตนาการ ครั้งหน้ามาเรียนเศรษฐศาสตร์กันต่อครับ

เรียนเพื่อจะรู้ให้ได้ว่า อนาคตเศรษฐกิจจะดีหรือจะไม่ดี ถ้าอนาคตเศรษฐกิจจะดี วันนี้เราก็ต้องเตรียมตัวดูหุ้นแต่เนิ่นๆ ได้แล้ว

 

เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร_1-6-58