Head ชั่วโมงเรียนหุ้น

เล่นหุ้นรวยต้องเห็นอนาคต

กรุงเทพธุรกิจวันศุกร์ที่ 3/7/58 และวันเสาร์ที่ 4/7/58 ลงข่าวที่เกี่ยวกับหุ้นแบงก์ ว่า NPL หรือหนี้เสียปรับตัวสูงขึ้น ถ้าอ่านดูจะเห็นว่า รายย่อยมีหนี้เสียเพิ่มมากขึ้น

หนี้เสีย หรือ NPL ในอดีตตอนเกิดวิกฤตลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 40 – 41 กระทบกับธุรกิจ ทำให้กิจการเจ๊งระเนระนาด สาเหตุเพราะก่อนการลอยตัวค่าเงินบาท กิจการนิยมกู้เงินต่างประเทศ เพราะต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าในประเทศ และลืมคิดไปว่า อัตราแลกเปลี่ยนของไทยวันหนึ่งอาจจะเปลี่ยนค่า และแล้วปี 40 มันก็เปลี่ยนค่าจริงๆ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเป็นประวัติการณ์ ทำให้เงินกู้ที่กู้มาจากต่างประเทศ บทเวลาจะใช้คืนต้องใช้ด้วยจำนวนเงินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 เท่า

20 บาทแลกได้ 1 ดอลลาร์ พอค่าเงินบาทอ่อนไปที่ 60 บาทต่อดอลลาร์ นักเรียนก็ลองนึกดูเล่นๆ ว่า กู้เงินมา 1 ดอลลาร์ ต้องคืนเงินกู้ 60 บาท นั่นหมายถึงเอา 3 เท่าเข้าไปคูณ หนี้เงินกู้ต่างประเทศ 100 ล้านบาท ก็กลายเป็น 300 ล้านบาท แบบนี้ไม่เจ๊ง ไม่ล้มละลายจะทนไหวเหรอ

NPL จึงเกิดขึ้นทั่วฟ้าเมืองไทย กิจการใดไม่เป็น NPL ถือว่าเชย

มาวันนี้ ข่าวร้ายกลับมาอีกที ว่า NPL เพิ่มสูงขึ้น แต่ในเมื่อข่าวบอกว่ามาจากรายย่อยบัตรเครดิต บ้านที่กู้เอาไว้แล้วผ่อนไม่ได้ แต่ที่เกิดจากกิจการยังไม่เด่น ยังไม่มีอะไรที่น่ากลัว

การเกิด NPL กับรายย่อยเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว สาเหตุเพราะการบริโภคภายในประเทศ ณ ขณะนี้มีปัญหา (ตัว Consumption) หรือ ตัว C มีปัญหานั่นเอง

เรื่องนี้ผมเคยเขียนไปก่อนหน้าแล้ว ว่าจะถูกแก้ด้วยการลงทุนภาครัฐที่ใส่เงินเข้ามาอย่างมโหฬาร ซึ่งจะพาให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนตามมา ทำให้ต้องเกิดการจ้างงานมากขึ้น ทำให้ตัว C ที่มีปัญหาเริ่มมีปัญหาลดลง เพราะพวกเขาเริ่มมีรายได้กลับเข้ามาใหม่ และบางรายอาจมีรายได้ที่มากขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนงาน ดังนั้น NPL ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้สำหรับผม ผมมองว่าเป็นปัญหาในระยะสั้น และจะคลี่คลายในปี 59 อย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตามข่าวร้ายนี้ก็ต้องทำให้หุ้นแบงก์ตกเป็นธรรมดา สาเหตุเพราะปริมาณเงินกู้ก้อนใหม่ที่จะปล่อยเพื่อสร้างรายได้และกำไรก็จะปล่อยได้น้อยลง ทำให้ผลประกอบการของแบงก์มีแนวโน้มชะลอตัวลง คือสินเชื่ออาจจะโตขึ้น แต่โตในเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงจากช่วงก่อน

แค่อัตราการเติบโตของสินเชื่อลดลง หุ้นแบงก์ก็ตกแล้ว เพราะการคาดการณ์ EPS หรือกำไรสุทธิต่อหุ้นว่าจะลดลง ส่งผลให้ราคาหุ้นต้องลดลงเป็นธรรมดา

คนลงทุนที่ชอบลงทุนในหุ้นแบงก์ต้องระมัดระวังเรื่องนี้ให้ดีๆ เพราะเหตุการณ์ NPL บางทีมันก็เหมือนกับแผ่นดินไหว ที่ไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะไหวแบบรุนแรงขนาด 9 ริกเตอร์เมื่อไร แต่ไอ้ไหวทั่วไปที่ไม่ได้ทำอันตรายให้ผู้คน ก็เป็นเรื่องที่ไหวกันปกติอยู่แล้ว เหมือนกรณี NPL ที่เกิดจากรายย่อยในขณะนี้

แต่หากในอนาคต การลงทุนภาครัฐสะดุด รัฐขาดแคลนงบประมาณ หาเงินกู้มาลงทุนในโครงการไม่ได้ งานนี้สิน่ากลัวมาก นั่นหมายถึงตัว G (การลงทุนภาครัฐ) ที่จะไปลากการลงทุนภาคเอกชน (ตัว I) และทั้ง G และ I จะไปลากการบริโภค (C ) จะสะดุด งานนี้ก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน

ตลาดหุ้นจะลงลึก ดังนั้นจึงภาวนาว่า แผนการลงทุนภาครัฐและการเริ่มโครงการต่างๆ ตามกำหนดจะต้องไม่เลื่อน ถ้าไม่เลื่อน เงินก็จะถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทุกอย่างก็จะขับเคลื่อนได้อีกครั้ง

ตอนนี้หวังแต่ G และ I และการท่องเที่ยว ส่วนการส่งออกหวังท้ายสุด

ที่เขียนให้นักเรียนอ่านในวันนี้ ก็เพื่อจะบอกนักเรียนว่า การเล่นหุ้นให้รวยเป็นเรื่องของการเดาอนาคตเศรษฐกิจประเทศ ถ้าเศรษฐกิจของประเทศดี หุ้นก็จะขึ้น แต่ถ้าเดาออกมาแล้วแย่ หุ้นก็จะตก แต่ถ้าส่วนใหญ่เดาว่าแย่ แต่เหตุการณ์จริงกลับไม่แย่ คนที่เดาว่าดีก็จะซื้อเพราะหุ้นจะตกในตอนนี้ แล้วในอนาคตจะขึ้น ทำให้รวย

ในมุมกลับก็เช่นกัน หากคนที่เดาว่าอนาคตจะดี แล้วเอาเข้าจริงๆ อนาคตออกมาไม่ดี คนที่เดาว่าดีก็จะซื้อหุ้น สุดท้ายราคาหุ้นก็จะตก ให้ผลเป็นการเจ๊ง

นี่ไงล่ะ เห็นอนาคต รวยกับเจ๊ง

ถ้าไม่เห็น ก็ต้องยืมสายตาคนอื่นเห็นไปกับเขา ถ้าเกิดเหตุการณ์ต้องยืมสายตาคนอื่นเห็นไปกับเขาด้วย ผมบอกนักเรียนเลยว่า ห้ามลงทุนหุ้นเด็ดขาด เพราะเมื่อลงทุนไปแล้วนักเรียนจะทุกข์ทรมานใจแสนสาหัส มันเหมือนกับว่าทำไมเรามีเงินลงทุน เมื่อลงทุนไปแล้วต้องทรมานขนาดนี้ อย่างนี้สู้ไม่ลงทุนจะดีกว่า

สรุปข้อเขียนในวันนี้ บอกนักเรียนว่า ตัวนักเรียนเองต้องเห็นอนาคตให้ได้ และการจะเห็นอนาคตได้ถูกต้อง นักเรียนต้องทำการบ้าน และรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา อาการนี้เท่านั้นจะทำให้นักเรียนเห็นอนาคต

ปิดท้ายขอฝากประโยคของผมเองที่เป็นเคล็ดลับของการเล่นหุ้นให้รวยเป็นเศรษฐี ดังนี้

รู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน

เล่นหุ้นแล้วกลายเป็นคนรวย เพราะรู้ว่าหุ้นจะขึ้น

รู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน เห็นอนาคต

เล่นหุ้นแล้วกลายเป็นเศรษฐี เพราะรู้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปเท่าไร

เขียนมาถึงตรงนี้ นักเรียนบางคนถามในใจว่า เราจะรู้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปเท่าไร ด้วยวิธีการใด

คำตอบก็คือ หลัก BV และหลักขี้หมา ใช้หาราคาหุ้นในอนาคต

รูป1

 

รูป2