ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

เจ้ามือ (เลว)

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวการใช้ข้อมูลภายในเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย คือ ดักซื้อก่อน แล้วพอหุ้นขึ้นได้ที่ก็ขายออกมา ฟันกำไรเป็นกอบเป็นกำ

หลักฐานที่ กลต. จับได้ หากลองย้อนคิดดูเล่นๆ ว่า ถ้านาย ก. รู้จักกับคนอีก 20 คน นาย ก. อาจไม่ได้เอาเปรียบรายย่อยแค่คนเดียว แต่จะมีคนอีก 20 คน ที่นาย ก. รู้จักเอาเปรียบรายย่อยด้วย เพราะนาย ก. สั่งให้คนอีก 20 คนเข้าซื้อหุ้น

ถามนักเรียนว่า คนอีก 20 คน กลต. จับได้หรือเปล่า คำตอบคือ จับไม่ได้ งานนี้มูลค่าของผลประโยชน์ที่ได้จากการนี้อาจสูงมากกว่าที่จับได้ก็เป็นไปได้

โลกใบนี้จึงเต็มไปด้วยการโกง การเอาเปรียบกันตลอดเวลา โดยการโกง การเอาเปรียบกันก็จะถูกเบี่ยงประเด็นไปตรงที่ว่า ไม่ได้มีเจตนา จะหาว่าผมทำเรื่องที่ไม่ดี ไม่ถูก เป็นการเอาเปรียบรายย่อย ผมก็ขอน้อมรับคำตัดสิน ทั้งๆ ที่จริงๆ อาจไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้

โลกใบนี้จึงเต็มไปด้วยการใช้สำนวนโวหาร เพื่อบอกว่าตัวเองไม่ได้เลวอย่างที่ถูกกล่าวหา

บทเรียนเรื่องการใช้ข้อมูลภายในเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่สามารถจะเอาผิดกรรมการบริษัทได้ สาเหตุเพราะกฎหมายให้อำนาจเอาไว้ ว่าถ้าการเอาเปรียบนั้นทำให้เราในฐานะผู้ถือหุ้น (นักลงทุนรายย่อย) ได้รับความเสียหาย เราสามารถใช้สิทธิฟ้องกรรมการบริษัทที่เอาเปรียบได้เป็นคดีอาญา

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มี 2 ฉบับ ได้แก่ พรบ.บริษัทมหาชน และ พรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ วันจันทร์หน้าผมจะค้นรายละเอียดแล้วเอามาเขียนเล่าให้นักเรียนเข้าใจ นักเรียนจะได้ใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา เพื่อดัดนิสัยที่ไม่ดีของคนระดับกรรมการที่ผู้ถือหุ้น (เรา) ไว้ใจให้มาดูแลจัดการการบริหารให้โปร่งใส แต่กลับมากินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา เราในฐานะผู้ถือหุ้นจะรู้สึกอย่างไร คิดแล้วก็โคตรเซ็ง

ตลาดหุ้นจึงไม่ได้มีธรรมาภิบาล 100%

ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของคน คนที่ต้องมีจิตสำนึกที่ดี มีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ มีหิริโอตัปปะ (ความละอายใจและเกรงกลัวต่อบาป)

วกกลับมาที่เรื่องของเรากันดีกว่า ที่ต่อจากครั้งก่อนที่ผมเขียนทิ้งท้ายเอาไว้ว่า แม้ BID จะน้อยกว่า OFFER ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเกิดสัญญาณการเก็บหุ้นโดยเจ้ามือ

แสดงว่า สัญญาณการเก็บหุ้นจะต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่สำคัญ ที่เราในฐานะคนเฝ้าดูพฤติกรรมการซื้อขายหุ้น จะต้องรู้ให้ได้ และเอาไอ้ที่รู้มาไปบวกกับพฤติกรรมการซื้อขาย จึงจะสรุปออกมาได้ว่า ภาพที่เห็นใช่การเก็บหุ้นหรือเปล่า

เงื่อนไขที่ว่า คือเรื่องของปัจจัยหรือเหตุที่จะทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้น นักเรียนต้องหาเหตุนี้ให้เจอ ถ้าหาไม่เจอนักเรียนจะต้องดูต่อไป เป็นการดูแต่ยังไม่เข้าซื้อ เพราะยังไม่รู้เหตุที่หุ้นจะขึ้นในอนาคต

เหตุที่หุ้นจะขึ้นในอนาคต จะเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เจ้ามือเข้ามาเก็บหุ้น โดยเจ้ามืออาจเข้ามาเก็บหุ้นล่วงหน้าเป็นปี เป็น 2 ปีก็มี เพื่อที่ว่า การถือหุ้นของเจ้ามือไม่เกิน 3 ปี สามารถจะทำกำไรได้ 10 เด้ง (1,000%)

ลงทุน 1 ล้านบาท ได้ 10 ล้านบาท

ลงทุน 10 ล้านบาท ได้ 100 ล้านบาท

ลงทุน 100 ล้านบาท ได้ 1,000 ล้านบาท

นักเรียนเห็นตัวเลขที่ผมเขียนให้ดูแล้วรู้สึกอย่างไร พูดไม่ออกเลยใช่หรือเปล่า

ระยะเวลา 3 ปี ถ้านักเรียนไม่รู้ว่า 3 ปีข้างหน้า ราคาหุ้นจะขึ้นไปที่เท่าไร มันจะไม่มีแรงจูงใจให้นักเรียนถือหุ้นเลย สาเหตุเพราะการอยู่กับความโลภ ความอยากได้ มันเป็นความทุกข์มาก แต่สำหรับเจ้ามือ 3 ปีแห่งการรอคอย เจ้ามือมีอาการเหมือนนั่งอยู่กับสาวงาม 1 ชั่วโมงเหมือน 1 นาที

ตลอด 3 ปี เจ้ามือก็กำกับให้เกิดเหตุการณ์การลงทุนเพิ่มในบริษัท โดยเข้าซื้อกิจการนู้น กิจการนี่ เพื่อให้เกิดการจินตนาการว่า ยอดขายและกำไรสุทธิจะโตขึ้น เป็นเหตุให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) โตขึ้น ราคาหุ้นก็ต้องขึ้นแรง

สตอรี่หรือเรื่องราวการลงทุนเพิ่ม เจ้ามืออาจไม่ได้หวังเอาจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ได้

เจ้ามืออาจมีแผนแยบยลเกินกว่าที่ใครๆ จะคาดคิด ด้วยวิธีการไปสร้างกิจการในนามของผู้อื่น แต่จริงๆ แล้วเจ้ามือเป็นเจ้าของ ไอ้ผู้อื่นที่แสดงตนว่าเป็นเจ้าของเป็นแค่ตัวแทนของเจ้ามือ

เมื่อทุกอย่างสุกงอม เจ้ามือก็เอาบริษัทในตลาดหุ้นที่ตัวเองเป็นเจ้าของเข้าซื้อ

ผลของการเข้าซื้อ เจ้ามือก็ได้ไปเกือบ 1,000 ล้านบาท เป็นการซื้อหุ้นของบริษัทนอกตลาด ที่มีเจ้ามือเป็นเจ้าของตัวจริง ส่วนเจ้าของที่ดูเหมือนเป็นตัวจริงกลับเป็นตัวปลอม งานนี้เมื่อเจ้าของหุ้นตัวปลอมได้เงินค่าขายหุ้น เงินก้อนโตนั้นก็ถูกคืนกลับให้กับเจ้านาย (เจ้าของตัวจริง)

นี่เป็นการไซฟ่อนเงินออกจากบริษัท ถือเป็น Case Classic ที่นึกว่ามีแต่ในหนัง แต่จริงๆ แล้วโลกแห่งความเป็นจริงเหลือเชื่อมากกว่าในหนังเสียอีก

ผลจากการทำเช่นนี้ เจ้ามือก็ได้สถานเดียว ราคาหุ้นก็ขึ้น เงินที่ใช้สร้างกิจการนอกตลาด ไม่กี่สิบล้านบาท สามารถจะเสกให้กลายเป็นหลายร้อยล้านบาทได้ อยู่ที่กูอยากจะซื้อที่ราคาแพงๆ กูก็จะซื้อ ใครจะทำไม

หลังการซื้อ ถ้ากิจการที่ถูกซื้อประสบความสำเร็จก็ดีไป แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น

คำตอบก็คือ เกิดการขาดทุนจากการลงทุนในบริษัทที่ซื้อมาในราคาสูงๆ เป็นเหตุให้ EPS ที่นักลงทุนคาดการณ์เอาไว้ว่าจะขึ้น เอาเข้าจริงๆ กลับตกลงมา ราคาหุ้นก็ลดลงๆๆ

ราคาหุ้นที่ลดลงๆ ก็คือการออกของทิ้งตลอดเวลา เพื่อให้หุ้นตกกลับมาที่จุดที่ราคามีความเหมาะสม (ต่ำ) เพื่อเจ้ามือจะปฏิบัติการซื้อสะสมอีกรอบ เพราะเจ้ามือรู้ผลประกอบการในอนาคตว่าจะออกมาดี งานนี้ราคาหุ้นมีโอกาสดีดกลับ

การดีดกลับนี่แหละครับ ทำกำไรได้อีก ลากขึ้นแล้วขายทิ้ง ขายทิ้งจนราคาลงลึก แล้วลากขึ้นต่อไปอีก

การลากขึ้นต่อไป จะต้องเกิดสัญญาณการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

เขียนมาถึงตรงนี้ ขอสรุปว่า เงื่อนไขที่เจ้ามือจะเก็บหุ้น โดยที่เมื่อเห็น BID น้อยกว่า OFFER แล้วเห็นถึงขนาดรู้สึกว่า โครงการลงทุนของหุ้นตัวนั้นประสบความสำเร็จแน่ 1,000,000% BID ที่น้อยกว่า OFFER จึงพอจะเชื่อได้ว่าเป็นสัญญาณการเก็บหุ้น เพราะในอนาคตอีกไม่นานหุ้นจะขึ้นแล้ว

สำหรับวันนี้ คงพอแต่เพียงเท่านี้ ฝากนักเรียนระลึกรู้ตัวตลอดเวลา ว่าในตลาดหุ้นนักเรียนถูกมองว่าเป็นเหยื่อ มีเจ้ามือคอยดัก คอยกำกับให้นักเรียนเห็นภาพตามที่เจ้ามืออยากจะให้ดู ซึ่งภาพที่เจ้ามืออยากให้นักเรียนดู ไม่ใช่ความจริง

ความจริง จึงเป็นความไม่จริง

และความจริง ก็คือการที่เราจะต้องรู้ให้ได้ด้วยตัวเราเอง โดยผ่านการสวมจิตวิญญาณเป็นเจ้ามือเสียเอง อย่าลืมคิดแบบเจ้ามือ แล้วการเล่นหุ้นจะประสบความสำเร็จ

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm