ชั่วโมง...เล่นหุ้น อ.ชาย

อเมริกายังจะกล้าขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือ

จู่ๆ จีนก็ลดค่าเงินหยวนทำให้โลกตะลึง ที่ช็อกมากๆ ก็คืออเมริกา อเมริกาถูกจีนเตะตัดขาอีกแล้ว

เหตุการณ์นี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไม่ปกติ ไม่ธรรมดา ถ้าหากมองย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ตลาดหุ้นจีนตกต่ำ แล้วเกิดกระแสข่าวลือไปต่างๆ นาๆ ว่าฟองสบู่ในตลาดหุ้นของจีนจะแตก ทำให้หุ้นเอเชียตก แล้วไม่นานต่อมาจีนก็ลดค่าเงินหยวนแบบไม่มีใครคาดคิด ว่าจีนจะใช้วิธีการนี้

ทำไมจีนไม่ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ค่าเงินของตัวเองลดต่ำลง

ทำไมต้องมาเลือกเอาวิธีนี้ด้วย ซึ่งวิธีนี้ เป็นวิธีที่ทุกประเทศจะทำกันก็ต่อเมื่อเข้าสู่สถานการณ์หมาจนตรอก แต่ตอนนี้จีนไม่ใช่หมาจนตรอก

ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก อยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าจู่ๆ มีคนทุบตลาดหุ้นจีน และการทุบในรอบนี้ที่ทำให้เกิดกระแสข่าวลือออกมาว่า จีนกำลังฟองสบู่แตก

เรามาลองดูการทุบหุ้นกัน ถ้าหุ้นตกลงอย่างรวดเร็ว คำถามเกิดขึ้นว่า เงินหายออกไปจากระบบเศรษฐกิจจีนหรือเปล่า ในตลาดหุ้นมีคนเสียก็ต้องมีคนได้ และการเสียกับการได้ก็ต้องเท่ากัน ยกตัวอย่าง ถ้าเราเจ๊งหุ้น 100 บาท ก็ต้องมีคนหนึ่งหรือหลายๆ คนได้กำไรหุ้น 100 บาทด้วยเช่นกัน เป็นไปตามกฎที่ว่า สสารไม่หายไปไหนบนโลกใบนี้ ซึ่งหมายรวมถึงเงินที่เกิดจากการเจ๊งหุ้นด้วย มันแค่ทำให้มูลค่าตลาดหดหายไปมหาศาล แต่เม็ดเงินยังคงอยู่ และถ้าเม็ดเงินนี้เกิดจากการที่จีนทุบหุ้นตัวเอง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น

คำตอบก็คือ เงินก็ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจของจีนต่อไป

เมื่อมูลค่าตลาดหดหาย เกิดผลทางจิตวิทยาว่า จีนแย่แล้ว นั่นก็หมายความว่า ค่าเงินต้องอ่อนลงโดยอัตโนมัติ มันเป็นการอ่อนโดยธรรมชาติ ที่ถ้าอยากให้อ่อน ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งไปทำให้อ่อน เพราะกลไกตลาดจะลากค่าเงินหยวนให้ตกต่ำไปเอง

ค่าเงินหยวนที่ตกต่ำไปเอง อาจเป็นเรื่องที่ตกต่ำไม่ทันใจ หรือจริงๆ แล้วมันไม่มีเหตุให้ตกต่ำก็ได้ เพราะตลาดหุ้นจีนที่ตกต่ำอย่างรุนแรงแบบโดนทุบ อาจเป็นฝีมือของคนที่มีอิทธิพลที่ต้องการทุบ เพื่อให้ทุกคนมองเข้าไปว่า เราป่วย แกล้งทำเป็นสำออย เพื่อจะหวังผลเป็นการอ่อนค่าของค่าเงิน พาให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของจีนในอนาคต นั่นก็คือการส่งออกได้มากขึ้น

การส่งออกได้มากขึ้น เพราะค่าเงินหยวนอ่อนเป็นเรื่องที่อเมริกาไม่ชอบอยู่แล้ว เพราะเศรษฐกิจอเมริกากำลังจะดี กำลังจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาปรับตัวสูงขึ้น

อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นกับการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับอเมริกา มันเหมือนกำลังจะเป็นขาขึ้นของอเมริกา

แต่จู่ๆ จีนก็ลดค่าเงินหยวน เพื่อกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง เพื่อสกัดการที่อเมริกาจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ กลายเป็นว่า ถ้าอเมริกาขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ววันนี้จริงๆ ในขณะที่ค่าเงินหยวนลดค่าลง นั่นก็หมายความว่า จะเกิดช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ทำให้อเมริกาเสียหายหนักขึ้น เพราะค่าเงินของอเมริกาจะแข็งค่าเร็วเกินไป ส่งผลให้อเมริกาขาดดุลการค้า พาให้เกิดการถูกปล้นความมั่งคั่งโดยจีนอีกรอบ โดยรอบนี้อเมริกาจะโดนเต็มๆ

จีนจะได้กลับมาเต็มๆ หลังจากที่ส่งภาวะเงินเฟ้อไปที่อเมริกาผ่านการลดค่าเงินหยวน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาสะดุด โดยเรื่องที่ได้แบบเต็มๆ ก็คือการส่งออก ทำให้จีนรวยขึ้นเร็วมาก และผลจากการที่จีนจะรวยขึ้นอย่างเร็วมากนี้เอง จะทำให้เกิดการชะงักงันของการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับไปอเมริกา เพราะนักลงทุนรู้ดีว่า เกมรอบนี้อเมริกาถูกเตะตัดขาล้มลง แล้วกรรมการต้องนับถึง 9 ดูว่าตกลงจะลุกหรือไม่ลุก

ไม่ลุกก็คือ ไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะขึ้นไปแล้วน่าจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะขืนขึ้นก็จะโดนสองเด้ง คือ ถูกปล้นเร็วมากขึ้น (หมดตัวเร็วขึ้น)

คนลงทุนที่ก่อนหน้านี้แพ็คกระเป๋าเก็บเงินเตรียมหอบไปอเมริกา ตอนนี้ต้องหันกลับมาทบทวนใหม่ แบบเอาตีนก่ายหน้าผาก ว่าตกลงกูจะขนเงินกลับไปอเมริกาดีหรือเปล่า ซึ่งคำตอบของคนลงทุนส่วนใหญ่ ก็คือ ไม่ขนออกไปดีกว่า

แล้วสำหรับไอ้ที่คิดจะขน ก็ต้องอยู่ในอาการน้ำตาคลอ ว่ามึงเล่นโหดกันถึงขนาดนี้ (ลดค่าเงิน ที่ไม่มีใครเขาทำกัน มึงยังไม่ถึงขนาดเจ๊งยับ ไม่ใช่หรือ) ทำกันขนาดนี้เลยเชียวหรือ มึงเล่นลดค่าเงิน แบบไม่ได้เห็นใจกูเลยว่า กูขนเงินมา 1 ดอลลาร์แลกหยวนได้จำนวนหนึ่ง เอาไปลงทุนในตลาดหุ้นจีน แต่พอกูขาย กูต้องเอาหยวนจำนวนมากขึ้นเพื่อแลก 1 ดอลลาร์ เพื่อขนกลับ มันไม่มีแรงจูงใจให้กูต้องขนกลับในตอนนี้แล้ว

ในมุมกลับ เกมพลิกเป็นว่าจีนจะดีขึ้นแน่ เพราะลดค่าหยวน ก็ทำให้จิตวิทยาการลงทุนเปลี่ยนทุกคนมองว่า ถ้าขนดอลลาร์มาลงทุนในตลาดหุ้นจีน ก็จะซื้อหุ้นได้จำนวนมากขึ้น โดยใช้ดอลลาร์ที่เท่าเดิม งานนี้หุ้นจีนจึงกลายเป็นของถูก พาให้เกิดเงินไหลกลับเข้ามาในจีน

และไม่ใช่เข้ามาในจีนอย่างเดียว มันยังเข้ามาในโซนเอเชียอีกด้วย โดยเฉพาะไทยก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย

เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกว่า ตลาดหุ้นโซนเอเชียสดใสแน่นอน รออีกไม่นาน ปี 2559 ได้เห็นกันแน่

นี่เป็นบทเรียนที่น่าสนใจว่า เศรษฐกิจแบบที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ก็สามารถพลิกเกมได้

เก่งจริงๆ

 

(ภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับลงวันที่ 11/8/58)

รูปประกอบ_กรุงเทพธุรกิจ11-8-58