HOW TO

อัฐยายซื้อขนมยาย

สามเดือนต่อมา ผมประกาศเพิ่มทุน WH ขึ้นอีก 70 ล้านบาท นำไปซื้อทรัพย์สินของ WL แบ่งเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏในงบดุลจำนวน 30 ล้านบาท และทรัพย์สินไม่มีตัวตน ได้แก่ เครื่องหมายการค้า และความลับทางการค้า จำนวน 40 ล้านบาท

กลยุทธ์ในการซื้อก็ไม่มีอะไรมาก แค่ให้ WH ยื่นแบบ ภ.พ.30 แสดงรายการภาษีซื้อ 7% ของ 70 ล้านบาท ส่วน WL ก็ยื่นแบบ ภ.พ.30 แสดงรายการภาษีขาย 7% ของ 70 ล้านบาทเช่นกัน

เงินภาษี 7% จำนวน 4.9 ล้านบาท ผมยืมมาจากเงินในบัญชีของ WH และให้ WL เป็นผู้ยื่นเสียภาษีขาย 7% สาเหตุที่ผมต้องยืม เป็นเพราะ WL ไม่มีเงินพอที่จะเสียภาษี ผมจึงทำหลักฐานกู้เงิน WH ออกมา แล้วนำเงินกู้มอบให้ WL เอาไปเสียภาษี

ในส่วนของ WH เมื่อยื่นภพ.30 จะเกิดรายการภาษีซื้อ 7% หรือ 4.9 ล้านบาทเช่นกัน WH สามารถขอคืนภาษีได้ทั้งจำนวน หรือถ้าหากไม่ขอคืน เพราะกลัวการตรวจสอบของสรรพากร ก็สามารถนำภาษีซื้อ 4.9 ล้านบาท เครดิตกับภาษีขายที่ WH ต้องยื่นให้กับสรรพากรในทุกเดือนได้ งานนี้มีความหมายว่า 4.9 ล้านบาท ไม่ได้สูญหายไปไหนเลย พูดให้ง่ายเข้าไว้ก็คือ จ่ายภาษีออกไปก่อนในนาม WL แล้วขอคืนทีหลังในนาม WH

ปัญหาต่อมาอยู่ที่ว่า ผมต้องบริหารค่าใช้จ่ายของ WL ให้สูงเข้าไว้ในปีที่ขายทรัพย์สินให้ได้ เพื่อให้กำไรของ WL ที่ไม่รวมกำไรจากการขายทรัพย์สินเหลือน้อยที่สุด หรือหากว่าผมทำให้ WL ขาดทุนก่อนนำกำไรจากการขายทรัพย์สินไปรวม WL ก็จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงไปอีก

สรุปความว่า ต้นทุนในการสร้างทุนจดทะเบียนจาก 80 ล้านบาท เป็น 150 ล้านบาท มีต้นทุนแค่ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ WL ต้องจ่ายให้กับสรรพากรจากกำไรสุทธิในปีที่ได้ขายทรัพย์สินของ WL เท่านั้น ในขณะที่ผมกับประเทืองได้หุ้นสามัญเพิ่มขึ้นมโหฬาร จำนวน 7 ล้านหุ้น หุ้นละ 10 บาท รวมมูลค่า 70 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ตอนต้นลงทุนใน WL ไปแค่ 20 ล้านบาท และลงทุนในทรัพย์สินไม่มีตัวตนไปแค่หลักหมื่นเท่านั้น เป็นค่าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตราคนเหยียบโลก

ผมนึกในใจว่า นี่แหละที่ใครๆ พูดกันอยู่เสมอว่า นักการเงินที่เก่ง ไม่ใช่คน แต่เป็นพ่อมด พ่อมดสามารถเสกเครื่องหมายการค้าที่เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวให้เป็นเงินได้

อัฐยายซื้อขนมยาย