รอบรู้สุดสัปดาห์

อะไรคือ EBITDA (คิดถึงลุงเพียร)

หลายคนยังสงสัยว่า EBITDA คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร วันนี้ครูพักลักจำ ตอน รอบรู้สุดสัปดาห์ ขอหยิบคำว่า “EBITDA” กลับมาทบทวนกันอีกสักครั้งหนึ่ง เผื่อท่านใดที่พลาดข้อมูลตรงนี้ไปน่ะครับ  ทำความรู้จักกับคำว่า “EBITDA” กันก่อนเลยน่ะครับ

EBITDA ก็คือ กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีนิติบุคคล ค่าเสื่อม และค่าจัดจำหน่าย หลายคนให้ความสำคัญกับกำไรตัวนี้มากกว่ากำไรสุทธิ เนื่องจากเป็นกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทจริง เพราะค่าใช้จ่ายที่เป็นดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมนั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานปีที่ผ่านมา ถ้าบริษัทมี EBITDA มากๆ สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานดีและมีรายได้ที่ เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย EBITDA เป็นตัวเลขวัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทซึ่งไม่รวมผลกระทบจากต้นทุนทางการเงิน นโยบายทางการบัญชีลภาษี เป็นตัววัดที่ตรงไปตรงมา เหมาะสำหรับใช้ในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรระหว่างกิจการหรือระหว่างอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี เช่น อัตราส่วน EBITDA ต่อยอดขาย ถ้าอัตราส่วนนี้ยิ่งสูงยิ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรมาก  โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้   EBITDA =  รายได้ – ค่าใช้จ่าย (ไม่รวมดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย)

และเพื่อความเข้าใจและคำอธิบายที่มากขึ้น ผมขออนุญาตหยิบบทความครูพักลักจำ 9 มีนาคม 2558 มาให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่งน่ะครับ  (คิดถึงลุงเพียร)

EBIT

ใฝ่ดี : อีบิทดง อีบิทด้า คืออะไรเหรอครับ ผมได้ยินเพื่อน ๆ พูดกัน

ลุงเพียร : อีบิทด้า หรือ เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างนี้ EBITDA หากจะแปลเป็นไทยก็จะได้ความหมายว่า กำไร (Earning) ก่อน (Before) ดอกเบี้ยจ่าย (Interest) ภาษี (TAX) และค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ถือเป็นกระแสเงินสดที่บริษัทสามารถนำไปใช้ได้ ในทางปฏิบัติ บริษัทก็จะนำ EBITDA เอาไปลงทุนสินทรัพย์ถาวร และสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น หรือบางส่วนของ EBITDA ก็จะเอาไปจ่ายปันผล

ใฝ่ดี : แล้วเราจะดู EBITDA ได้จากตรงไหนครับ

ลุงเพียร : การที่เราจะดู EBITDA ก็จะหาได้จากงบกำไรขาดทุน เพราะมันคือกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าเสื่อมราคาและการที่ไม่ได้หักค่าเสื่อมราคาออก ก็เป็นเพราะค่าเสื่อมราคาเป็นแค่ค่าใช้จ่ายทางบัญชี แต่ในความจริงเงินสดมูลค่าเท่ากับค่าเสื่อมราคาไม่ได้ถูกจ่ายออกไปจากกิจการ ดังนั้นการเอาค่าเสื่อมราคามารวมอยู่ในกำไรด้วย จึงสะท้อนเงินสดที่กิจการสามารถนำไปใช้ได้จริง

ใฝ่ดี : ลุงช่วยอธิบายแบบกว้างๆ เลยได้มั้ยครับ

ลุงเพียร : คืออย่างนี้ EBITDA คำนวณได้ด้วยการบวกค่าเสื่อมราคากลับเข้าไปในกำไรจากการดำเนินงานหรือกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ EBITDA จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรที่มาจากการดำเนินงานของบริษัท โดยที่ยังมิได้หักค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงาน (เช่น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่าย “อื่นๆ”) และค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด (ค่าเสื่อมราคา)

เราสามารถนำ EBITDA ไปใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรระหว่างบริษัทแต่ละบริษัท หรือกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่าผลกระทบจากนโยบายการจัดหาเงินและการบัญชีนั้น จะถูกตัดออกไปจาก EBITDA ดังนั้น การเปรียบเทียบโดยใช้ EBITDA จึงเป็นการเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรของแต่ละบริษัทบนพื้นฐานที่ค่อนข้างทัดเทียมกัน ยกตัวอย่างเช่น EBITDA ที่คิดเป็นอัตราร้อยละของยอดขาย (EBITDA Margin) ซึ่งยิ่งมีค่าสูง ยิ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัท) สามารถใช้ในการเฟ้นหาบริษัทที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูงที่สุดในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้ EBITDA Margin ยังสามารถใช้ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวโน้มของกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่มได้อีกด้วย โดยที่เราอาจจะทำการเปรียบเทียบแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความแตกต่างกัน เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก กับ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทั้งนี้ เหตุผลในการที่สามารถทำเช่นนี้ได้ เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งก็คือผลกระทบจากนโยบายการจัดหาเงินและค่าเสื่อมราคานั้น ได้ถูกดึงออกไปจาก EBITDA แล้ว

ถึงแม้ว่า EBITDA จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรที่ดี แต่ EBITDA มิใช่กระแสเงินสด (cash flow) ที่เข้าสู่บริษัท อย่างไรก็ตาม EBITDA มักจะถูกใช้แทนกระแสเงินสด ซึ่งเป็นการกระทำที่ค่อนข้างจะอันตราย เพราะจริงๆแล้ว EBITDA กับกระแสเงินสดนั้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งโดยหลักๆแล้ว คือในส่วนของการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน ดังนั้น กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (operating cash flow) จึงเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทที่ดีกว่า EBITDA

สรุปได้ว่า EBITDA เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์มากในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของบริษัท รวมไปถึงการเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรระหว่างบริษัทแต่ละบริษัท หรือระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่ม แต่โปรดอย่าลืมว่า EBITDA ไม่ควรจะถูกนำไปใช้แทนที่กระแสเงินสด ซึ่งได้รวมส่วนของการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานเข้าไว้แล้ว ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า “เงินสดคือพระราชา” เพราะว่ามันเป็นตัวที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริง รวมไปถึงความสามารถในการที่บริษัทจะดำเนินงานต่อไปได้อีกด้วย

ใฝ่ดี : โอเค….ขอบคุณมากครับลุง

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ

กดปุ่ม

เพิ่มเพื่อน

หรือ แอดมาที่ ID = @sati.fpm